หมดยุคครอบครัวไทย จากใหญ่สู่เดียวดาย
ในอดีตสังคมไทยมักเป็นครอบครัวใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ลูกหลาน รวมถึงญาติพี่น้องที่บางทีก็อาศัยรวมกันอยู่ในบ้านหลังเดียว หรือไม่ก็ปลูกบ้านอยู่ใกล้ในบริเวณเดียวกัน ถ้ามองในเชิงสังคมปัจจัยเรื่องการทำอาชีพเกษตรกรรมมีผลอย่างมาก เนื่องจากการทำนาทำไร่เลี้ยงสัตว์ ต้องใช้แรงงานมาก การที่แต่ละบ้านมีคนอยู่รวมกันเยอะๆ จึงทำให้ได้เปรียบมาก
ถ้าดูตามสถิติที่น่าสนใจจะพบว่า จำนวนของสมาชิกในครัวเรือน ปี พ.ศ.2513 ค่าเฉลี่ยสมาชิกต่อครัวเรือนสูงถึง 5.7 คน และในช่วงปี พ.ศ. 2530 รูปแบบครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูก ยังถือว่ามีอัตราที่สูงเกินกว่าครึ่งจากยอดรวมของครอบครัวทั้งหมด
อย่างไรก็ดีด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง มีผลกระทบถึงขนาดของครัวเรือนที่เริ่มเล็กลงชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าในปี 2568 ที่ผ่านมาขนาดครัวเรือนมีสมาชิกลดลงเหลือเพียง 2.5 คน/ครัวเรือนเท่านั้น โดยสัดส่วนรูปแบบครอบครัวยุคใหม่คือ
- ครอบครัวเดี่ยว (พ่อแม่ลูก) สัดส่วน 47.55%
- ครัวเรือนเดี่ยว (อยู่คนเดียว) สัดส่วน 31.79%
- ครอบครัวขยาย (อยู่รวมกับญาติ/ปู่ย่าตายาย สัดส่วน 15.99%
- ครัวเรือนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ สัดส่วน 4.66%
จากครอบครัวใหญ่ ทำไมถึงเล็กลงเรื่อยๆ ?

การที่ครอบครัวไทยเปลี่ยนรูปแบบและมีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่สะสมมานาน มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่
1.ต้นทุนในการเลี้ยงบุตรที่สูงขึ้นมาก ในอดีตการมีลูกค่าใช้จ่ายพื้นฐานแค่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม การศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยตัวเลขเบื้องต้นในอดีตมีลูก 1 คนถ้าเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดจนถึงจบปริญญาตรีใช้เงินประมาณ 1.6 – 3 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และสถานศึกษา แต่ปัจจุบันตัวเลขระบุว่าการเลี้ยงดูเด็ก 1 คนตั้งแต่เกิดถึงจบปริญญาตรีสูงกว่า 5-7 ล้านบาท
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของแต่ละครอบครัว นอกจากต้นทุนการศึกษาที่สูงขึ้นชัดเจนยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเช่นประกันสุขภาพ , ค่าอุปกรณ์ , ค่าเรียนพิเศษ เป็นต้น
2.อัตราการเกิดที่ลงลดอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด 416,574 คน แบ่งเป็นเพศชาย 215,035 คน และเพศหญิง 201,539 คน
ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีต และยังต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ ลดลงเหลือเพียง 0.86 คน สะท้อนว่าสถานการณ์ เด็กเกิดน้อย จะเป็นปัญหาใหญ่ของโครงสร้างประชากรไทยในระยะยาว
3.สถานภาพของผู้หญิงในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลง ในอดีตผู้หญิงถูกจำกัดบทบาทให้มีหน้าที่ไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปสิ้นเชิง ข้อมูลจาก The World Bank ระบุว่าในปี 2025 ที่ผ่านมาตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงไทยอยู่ที่ 58.96% สะท้อนว่าผู้หญิงไทยเป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานได้อย่างดี
และการที่ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้นและมีบทบาททางเศรษฐกิจที่มั่นคง ทำให้เกิดแนวโน้มการ แต่งงานช้าลง (Delayed marriage) หรือการเลือกที่จะครองตัวเป็นโสดมากขึ้น เพราะผู้หญิงสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่จำเป็นต้องรีบสร้างครอบครัวเพื่อความมั่นคงเหมือนในอดีต
ครอบครัว “เดียวดาย” คนแก่อยู่คนเดียว! ปัญหาใหม่ของสังคมไทย

จากครอบครัวใหญ่ที่ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ มองในมุมหนึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่ในความเป็นจริงเรื่องนี้เป็นปัญหาที่พัฒนามากขึ้นกลายเป็นครอบครัวข้ามรุ่น (ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับหลาน โดยไม่มีวัยทำงาน)
หรือบางทีกลายเป็นผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง ถ้าดูผลการสำรวจและประมาณการโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมกิจการผู้สูงอายุ พบแนวโน้มว่า
- ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่อาศัยอยู่ลำพังเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.2 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 9-10% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดในประเทศ
- ครอบครัวข้ามรุ่น (ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับหลาน โดยไม่มีวัยทำงาน) มีสัดส่วนประมาณ 8-9% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลหลานในขณะที่วัยแรงงานเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่
- ในปี 2569 สัดส่วนครัวเรือนที่มีแต่ผู้สูงอายุเพียงลำพังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราการมีบุตรที่ต่ำ (Low Fertility) ทำให้ไม่มีลูกหลานมาคอยดูแลในวัยเกษียณ
สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) โดยผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีประมาณ 14 ล้านคนคิดเป็นสัดส่วน 22.28% ของประชากรทั้งหมด
ความน่ากังวลไม่ใช่แค่นี้เพราะการอยู่คนเดียวของผู้สูงอายุยังมีปัญหาเปราะบางในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่ไม่มีผู้ดูแลใกล้ชิด จะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตได้ง่ายขึ้น
แม้ในภาพรวมเหมือนจะมีนโยบายรัฐเข้ามาดูแล แต่ในเชิงปฏิบัติภาระการดูแลยังคงตกอยู่กับลูกหลานหรือคนใกล้ชิดในครอบครัว ซึ่งหลายครอบครัวต้องประสบภาวะหลังผิงฝา คือต้องทุ่มเทเวลาในการทำงานเพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูคนในครอบครัว จึงไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้น?

ปัญหาด้านโครงสร้างประชากรและคุณภาพชีวิตมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ เริ่มจากจำนวนประชากรที่ลดลงส่งผลโดยตรงต่อภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ค่าจ้างแรงงานและต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น
และปัญหาจากแรงงานที่มีน้อยลงสวนทางกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ในระยะยาวชะลอตัวลง และเรื่องเดียวกันนี้ยังมีผลกระทบต่องบประมาณภาครัฐที่อาจต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในด้านสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ผู้สูงอายุ และระบบสาธารณสุข
แต่ปัญหาที่น่าหนักใจกว่านั้นคือผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวจำนวนมากไม่มีเงินออมเพียงพอ และระบบสวัสดิการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ กระทบต่อคุณภาพและความเป็นอยู่ยิ่งขึ้น
ในต่างประเทศปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวก็เป็นปัญหาสำคัญเช่นกัน วิธีการแก้ปัญหาคือเน้นบูรณาการทั้งจากภาครัฐ และชุมชนผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยี เช่นการออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตและมีส่วนร่วมในสังคมได้
ในบางประเทศมีโครงการให้จิตอาสาเข้าไปเยี่ยมเยียน เพื่อพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง เพื่อให้เขารู้สึกว่ามีคนใส่ใจและลดความโดดเดี่ยว ในประเทศไทยเอง
วิธีการเหล่านี้ก็มีให้เห็นอยู่บ้าง แต่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ และยังไม่ทั่วถึงในทุกพื้นที่ ถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุดเรื่องนี้ต้องบูรณาการอย่างเป็นระบบ วางโครงสร้างที่แก้ปัญหาระยะยาวอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย
อ้างอิง
- https://citly.me/E3dXq
- https://citly.me/1DFv0
- https://citly.me/FcYZ6
- https://citly.me/JG6yb
- https://citly.me/Rsn6Q
- https://citly.me/kPJEh
- https://citly.me/b8dE7
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




