ถอดรหัส “Shopping Mission” เพิ่มกำไรร้านค้าปลีก 30%

ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันนี้คือค่าครองชีพที่เพิ่มสูงมาก ยิ่งเจอปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้ผลกระทบเริ่มรุนแรงขึ้นจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง ก็กลายเป็นพุ่งสูงฉับพลันมากขึ้นอีก ก็มีความเสี่ยงว่าอาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้คนเริ่มประหยัดและชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั่วประเทศ


แม้ตัวเลข GDP ของไทยในปี 2026 จะพยายามประคองตัวให้เติบโตที่ประมาณ 1.3 – 2.1% แต่ในภาคค้าปลีกกลับไม่ได้สดใสอย่างที่คิด ซึ่งเกิดจากปัญใหญ่หลายด้านคือ

  • ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยยังคงระดับสูงกว่า 87% ของ GDP ซึ่งการที่คนมีหนี้มากก็ทำให้ต้องชะลอการจับจ่ายต่างๆ
  • ยอดการจ่ายต่อบิลลดลงชัดเจน ซึ่งข้อมูลจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกเดือนมกราคม 2026 ตัวเลขลดลงจากระดับ 54.9 (Spending per bill) มาเหลือเพียง 26.3 สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ามีการจ่ายเงินซื้อสินค้าลดลงอย่างชัดเจน
  • ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่มีความกังวลหลายด้านทำให้ส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บเงินสดไว้มากกว่าเอามาจับจ่ายโดยไม่จำเป็น

คำถามคือในเมื่อเจอกับภาวะที่ผันผวนเช่นนี้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจจะรับมือกันอย่างไรเพื่อให้ก้าวข้ามไปได้ หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจคือการเลือกใช้ “Shopping Mission” เข้ามาเสริมการทำธุรกิจเพื่อให้มียอดขายมากขึ้นกว่าเดิม

Shopping Mission เปลี่ยนความ “อยากซื้อ” ให้เป็น “ความคุ้มค่า”

เพิ่มกำไรร้านค้าปลีก

เราต้องเข้าใจก่อนว่า แม้เศรษฐกิจจะมีความผันผวน แต่ผู้บริโภคไม่ได้หยุดจ่าย เพียงแต่อาจต้องคิดเยอะขึ้น และมีพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไปเช่น

  • การซื้อแบบมีจุดประสงค์ชัดเจน เช่น ซื้อเพราะแก้ปัญหาได้จริง
  • การเช็กข้อมูล รีวิว เปรียบเทียบ และหาหลักฐานความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ
  • ลูกค้าไม่ได้มองหาแค่ตัวสินค้า แต่ต้องการ ความรู้สึกประทับใจในระหว่างที่ซื้อร่วมด้วย

ถ้าพูดถึง Shopping Mission ในความหมายแท้จริงก็คือ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์หลักที่ลูกค้ามีเมื่อตัดสินใจไปซื้อของ โดยไม่ใช่แค่การ ไปช้อปปิ้ง ทั่วไป แต่เป็นการกำหนดว่า ทำไมถึงไปและกำลังมองหาอะไรอยู่ ซึ่งแต่ละภารกิจจะสะท้อนถึงความต้องการและพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป

ซึ่งการออกแบบการขายเพื่อให้ดูเหมือนเป็นภารกิจที่ลูกค้าต้องซื้อ เป็นคีเวิร์ดสำคัญที่ช่วยแก้พฤติกรรมคิดเยอะ ทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นพร้อมจ่ายทันที แต่ก็ต้องมีเคล็ดลับหลายด้านที่นำมาใช้

ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนจากการขายมาเป็นชูประเด็นว่าสินค้านี้แก้ปัญหาได้อย่างไร หรือการสร้างเงื่อนไขที่ดูน่าสนใจเช่น บัตรสะสมแต้ม หรือแจกของรางวัลพิเศษ

แต่การทำ Shopping Mission จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อโฟกัสถูกจุดกับคนที่สนใจปัญหาหรือสินค้านั้นจริงๆ ธุรกิจที่มี Data ลูกค้ามากๆจึงได้เปรียบที่นำไปสู่การปิดการขายที่แม่นยำกว่าการหว่านโฆษณาทั่วไป

โมเดลร้านสะดวกซื้อต้นแบบของ Shopping Mission ที่ชัดเจน

เพิ่มกำไรร้านค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/BV2S4

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นดูตัวอย่างร้านสะดวกซื้อที่ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่ร้านขายของแต่กำหนดให้ธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้า ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นแคมเปญในลักษณะ Shopping Mission เยอะมากยกตัวอย่างเช่น

  • สะสมแสตมป์ เพื่อแลกซื้อของรางวัลพรีเมี่ยม ที่ใช้ทฤษฎี Loss Aversion (กลัวการสูญเสีย) เข้าร่วมเพราะเมื่อลูกค้าเห็นสินค้าตัวหนึ่งให้แสตมป์กับอีกตัวที่ไม่ให้ ส่วนใหญ่จะยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้แสตมป์มาสะสม เป็นการเพิ่มรายจ่ายต่อบิลได้มากขึ้น
  • ซื้อเครื่องดื่มครบ 10 แก้ว ฟรี 1 แก้ว ก็เป็นอีกหนึ่ง Shopping Mission ที่ทำให้ลูกค้าไม่แวะร้านกาแฟแบรนด์อื่น เพราะเสียดายโควตาที่จะสะสมให้ครบเพื่อแลกของฟรี
  • จับคู่ อิ่มคุ้ม สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้น่าสนใจเพราะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าจะเลือกยังไงก็ได้ให้คุ้มที่สุดภายใต้ราคาที่กำหนด ผลที่ได้คือการระบายสินค้าที่ Margin สูง หรือสินค้าใหม่ (New Arrival) ได้มากขึ้น

และก็ไม่ใช่แค่ร้านสะดวกซื้อเท่านั้นแต่ Shopping Mission ยังเหมาะที่จะใช้กับค้าปลีกอีกหลายประเภทเช่น

ไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ลูกค้านิยมซื้อสินค้าเพื่อตุนไว้ใช้ อาจจะใช้การจัดโปรโมชั่นเพื่อตอบโจทย์การซื้อ ตั้งเป็นสินค้าราคาพิเศษ หรือซื้อ 1 แถม 1 เช่นเดียวกับส่งโมเดิร์นเทรด ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็น ร้านค้าย่อยที่เข้ามาซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อ จึงต้องการซื้อสินค้าแบบยกแพ็ก การใช้ราคาที่สามารถนำไปขายต่อแล้วได้ กำไรดี จึงเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็มีโอกาสเพิ่มยอขายในยุคคนต้องการความคุ้มค่าได้

Shopping Mission เพิ่มรายได้มากกว่า 30%

เพิ่มกำไรร้านค้าปลีก
การวัดผลว่า Shopping Mission เพิ่มรายได้มากแค่ไหน ไม่ได้ดูแค่ยอดขายที่พุ่งขึ้นชั่วคราวเหมือนการลดราคา แต่จะดูการเพิ่มของรายได้ผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลักได้แก่

  1. การเพิ่มยอดซื้อต่อบิล โดยจะเพิ่มรายได้ประมาณ 15-30% เพราะการใช้ Shopping Mission ที่เน้นความคุ้มค่าจะช่วยให้ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้น
  2. การเพิ่มความถี่ในการกลับมาซื้อซ้ำ ช่วยเพิ่มรายได้มากกว่า 20% และเป็นจุดแข็งที่สุดของการทำ Shopping Mission เหมือนเป็นการดึงลูกค้าไว้เพื่อให้กลับมาใช้บริการซ้ำเพื่อให้ภารกิจสะสมตามแคมเปญต่างๆ สำเร็จเร็วที่สุด
  3. เพิ่มอัตราการลองสินค้าใหม่ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ส่วนนี้กว่า 10% เพราะเมื่อลูกค้ามาใช้จ่ายกับร้านเรามากขึ้น บ่อยขึ้นก็มีโอกาสที่จะลองสินค้าใหม่ๆ ที่เรานำเสนอได้มากขึ้นเช่นกัน

ไม่ใช่แค่ร้านค้าปลีกเท่านั้นที่ใช้วิธีนี้แล้วได้ผลร้านเครื่องดื่มอย่าง Starbucks ก็นำวิธีนี้มาใช้ในรูปแบบที่เรียกว่า Starbucks Rewards ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ Starbucks ทั่วโลกมหาศาล โดยสมาชิกโปรแกรมนี้สร้างรายได้ถึง 50% ของยอดขายรวม ในบางสาขา เป็นต้น

แน่นอนว่า Shopping Mission นี้ประยุกต์ใช้กับธุรกิจแฟรนไชส์ได้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างร้านชานมไข่มุกแทนที่จะสะสมแต้มแบบเดิมๆ (10 แถม 1)

ซึ่งดูน่าเบื่อและใช้เวลานานเกินไป ให้เปลี่ยนเป็นภารกิจสั้นๆ ที่ท้าทาย เช่น ซื้อเมนูเครื่องดื่มครบ 4 หมวด ซื้อแก้วที่ 5 ในราคาพิเศษ แบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าลองเมนูใหม่ๆ ที่ราคาสูงขึ้น และทำให้การสะสมแต้มดูเหมือนการสะสม ความสำเร็จ ไปพร้อมกันด้วย

หรือการที่ร้านชานมอาจกำหนดให้ลูกค้าที่นำแก้วมาเอง รับท็อปปิ้งได้ฟรี ผลดีคือช่วยลดต้นทุนค่าแก้ว/หลอดให้แฟรนไชส์ และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ใส่ใจสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้ออันดับต้นๆ ของเหล่า Gen Z อีกด้วย

ในยุคที่ตลาดมีการแข่งขันสูง และมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะทางเศรษฐกิจรอบด้าน การเลือกใช้ Shopping Mission จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

ก็ขึ้นอยู่กับไอเดียของแต่ละแบรนด์เองว่าจะเริ่มต้นแบบไหน หรือใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด เพราะวิธีนี้การันตีว่าเพิ่มยอดขายได้จริงและหลายแบรนด์ดังก็มีการนำวิธีนี้ไปใช้อย่างได้ผล

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด