ชายวัยเกษียณ! ยอมทิ้งรายได้ 100 ล้าน เดิมพันธุรกิจ AI ที่ไม่เคยทำ

สมมุติว่าถ้าเรามีโรงงานสักแห่งที่สามารถสร้างรายได้หลักร้อยล้านต่อปี เราจะเลือกทิ้งธุรกิจนี้เพื่อไปทำธุรอื่นที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อนไหม?

คำตอบของคนส่วนใหญ่น่าจะบอกว่าไม่ และคงคิดต่อไปอีกว่าจะมีคนที่เขาคิดหรือทำแบบนี้อยู่ด้วยจริงเหรอแม้จะดูเหลือเชื่อแต่ทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องราวของ หวัง เว่ยซิว ชายชาวจีนวัย 66 ปี ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องจักรมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่มณฑลชานตง ชื่อว่า Zhongji Equipment โดยเป็นธุรกิจที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งก็มีผลประกอบการที่ดีเฉลี่ยมีรายได้ต่อปีประมาณ 500 ล้านบาท

ในวัยเกษียณความจริงเขาก็น่าจะพอใจกับตัวเลขรายได้ขนาดนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องไปดิ้นรนทำอะไรให้กลายเป็นความเสี่ยง แค่อยู่เฉยๆ เหมือนที่เคยๆ ชีวิตก็น่าจะสบายในช่วงบั้นปลายชีวิตแต่ หวัง เว่ยซิว กลับคิดในทิศทางที่ตรงข้าม เมื่อเขามองว่าตลาดเครื่องจักรเริ่มอิ่มตัว และเทคโนโลยีโลกยุคใหม่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ถ้าตัวเขาเองยังเลือกอยู่เฉยๆ บริษัทที่สร้างมาทั้งชีวิตอาจค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ

ชายวัยเกษียณ
ภาพจาก https://citly.me/sa8fhd

ประกอบกับในตอนนั้นมีบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีแสงสัญชาติจีนอีกแห่งชื่อ InnoLight ก่อตั้งโดย หลัว เซิ่ง กำลังพัฒนา “Optical Transceiver” หรือโมดูลรับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงและส่งข้อมูลข้ามเซิร์ฟเวอร์ใน Data Center

ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ Nvidia ที่ขาดไม่ได้ และมีความต้องการเงินทุนขยายโรงงานเพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้น NASDAQ

ในเมื่อ InnoLight มีเทคโนโลยีที่ลํ้าอนาคต แต่ขาดเงินทุนและโอกาสในการขยายตลาด ส่วน หวัง เว่ยซิว มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างธุรกิจและช่องทางทางธุรกิจ แต่ไม่มีเทคโนโลยีแสง สุดท้าย 2 แนวคิดนี้ก็มาบรรจบกันลงตัว และกลายเป็นการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ หวัง เว่ยซิว ด้วยเช่นกัน

การเดิมพันครั้งใหญ่ที่เอาอนาคตทั้งชีวิตมาควบรวม

ชายวัยเกษียณ
ภาพจาก https://citly.me/sa8fhd

เมื่อคิดและตัดสินใจที่เหลือคือลงมือทำทันที แม้ธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเริ่มนี้ หวัง เว่ยซิว ไม่เคยมีความรู้ และไม่ได้เข้าใจธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เขามองเห็นคือโอกาสที่ไม่ควรพลาด และเดิมพันครั้งใหญ่นี้ก็คือการเอาธุรกิจตัวเองทั้งหมดมาทุ่มลงไปโดยในปี 2017 เริ่มต้นการควบรวม Zhongji Equipment

และ InnoLight ด้วยการออกหุ้นใหม่ที่มีมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อกิจการ InnoLight ทั้งหมด 100%นอกจากการใช้หุ้นซื้อกิจการแล้ว หวัง เว่ยซิว ยังควักเงินส่วนตัวเพิ่มอีก 1,400 ล้านบาทเพื่อเพิ่มสัดส่วนหุ้น

และจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ “Zhongji Innolight” สำเร็จ และแบ่งธุรกิจเครื่องจักรเดิมที่เคยทำไปเป็นบริษัทย่อย รวมถึงมอบหมายให้ หลัว เซิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มที่

จากรายได้ 100 ล้านสู่มหาเศรษฐีหมื่นล้านในวัยเกษียณ

ชายวัยเกษียณ
ภาพจาก https://citly.me/sa8fhd

ดูเหมือนว่าการเดิมพันครั้งนี้จะเห็นผลชัดเจน เพราะ AI ได้เข้ามามีบทบาทในสังคมยุคใหม่อย่างมาก บรรดาบริษัทเทคโนโลยีต่างก็ต้องการ Optical Transceiver หรือโมดูลรับส่งสัญญาณข้อมูลความเร็วสูง ที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงและแสงเป็นไฟฟ้า เพื่อใช้ใน Data Center

จากจุดนี้เองที่ทำให้มูลค่าบริษัทเดิมในส่วนของ Innolight ที่เคยมีประมาณ24,000 ล้านบาท (ปี 2016) ปัจจุบัน Zhongji Innolight มีมูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 6 ล้านล้านบาท รวมถึงตัวเลขผลประกอบการก็สูงในระดับหมื่นล้านเช่นกัน

  • ปี 2023 รายได้ 53,000 ล้านบาท กำไร 10,400 ล้านบาท
  • ปี 2024 รายได้ 117,000 ล้านบาท กำไร 25,600 ล้านบาท
  • ปี 2025 รายได้ 189,000 ล้านบาท กำไร 53,500 ล้านบาท

ส่งผลให้ หวัง เว่ยซิว กลายเป็นชายวัยเกษียณที่มีทรัพย์สินรวมกว่า 870,000 ล้านบาท และหลัว เซิง ก็เป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินกว่า 174,000 ล้านบาท สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่า วิสัยทัศน์คือสิ่งสำคัญเหมือนที่หวัง เว่ยซิว ไม่ได้เชี่ยวชาญในธุรกิจ AI แต่แค่มองเห็นโอกาสและก็กล้าที่จะเดิมพันในทันที

ชายวัยเกษียณ
ภาพจาก https://citly.me/sa8fhd

บทเรียนที่ SMEs ควรนำไปประยุกต์ใช้สำหรับทำธุรกิจ

1.ต้องกล้าคิดและกล้าที่จะเสี่ยงกับธุรกิจที่ใหญ่กว่า

แม้ว่าธุรกืจเดิมอาจจะมียอดขายที่ดี ยังขายสินค้าได้ และดูไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไร แต่วิสัยทัศน์การมองระยะไกลหากประเมินว่าในอนาคตอาจต้องเจอทางตัน หรือในวันที่ธุรกิจเดิมไปต่อไม่ได้ก็ควรมีอีกธุรกิจที่ยังเดินหน้าต่อได้ แม้ว่าการลงทุนใหม่อาจจะมองว่ามีความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

2.รู้จักเลือกคนให้เหมาะกับงาน

ในฐานะเจ้าของธุรกิจเราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แต่ต้องมีสายตาในการพิจารณาเลือกคนให้เหมาะกับงาน วางบทบาทตัวเองเป็นผู้ดูแลในภาพรวม ในส่วนของรายละเอียดที่ตัวเองไม่ถนัดก็เลือกใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยทำธุรกิจ วิธีนี้คือการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้ในอนาคต

3.วิสัยทัศน์ต้องกว้างไกล

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องมีมุมมองที่ต่างไป ยกตัวอย่างของ หวัง เว่ยซิว ยิ่งชัดเจน เขากล้าเดิมพันเสี่ยงตั้งแต่ปี 2017 ในยุคที่ AI Data Center ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนกระทั่งตอนนี้เป็นเทคโนโลยีที่โลกต้องการและ Zhongji Innolight ก็มีศักยภาพมากพอ โดยปัจจุบันทำได้ถึง 1.6 เทระบิตต่อวินาทีและมีความสามารถในการผลิตในปริมาณมหาศาล รวมถึงมีโรงงานกระจายในจีน ไทย และเวียดนาม ซึ่งในไทยใช้ชื่อว่า เทราฮอป ที่สระบุรี และกำลังเปิดโรงงานใหม่ที่พระนครศรีอยุธยาด้วย

ชายวัยเกษียณ
ภาพจาก https://citly.me/sa8fhd

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้คือวิธีคิดที่ไม่ใช่แค่อยู่ในกรอบ แต่มองให้เห็นภาพรวมอนาคต จากนั้นตัดสินใจและลงมือทำทันที สำหรับคนที่อยากเริ่มธุรกิจก็อาจใช้กรณีศึกษาของ หวัง เว่ยซิว เป็นตัวอย่าง อาจจะสร้างสุดยอดธุรกิจที่ก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคตได้เช่นกัน

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด