Van Leeuwen จากร้านไอศกรีมริมทาง! สู่สาขากว่า 100 แห่งทั่วโลก รายได้ 3,500 ล้าน/ปี

ถ้าเรามีเงินทุนก้อนสุดท้ายคิดว่าจะเอามาทำอะไรดีเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด บางคนถึงกับคิดหนักเพราะเงินก้อนนี้ถ้าพลาดแล้วคือหมดเลย แต่วิธีคิดที่ถูกต้อง ไม่ใช่การนำเงินไปทำธุรกิจที่คิดว่ารวยเร็วที่สุด แต่เงินก้อนนี้ต้องนำไปลงทุนกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แน่นอนว่าพูดมันคงง่าย แต่ทำจริงก็คงยาก เพราะหลักของธุรกิจที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าลงทุนแล้วจะได้ผลทันทีอย่างน้อย ๆต้องมีระยะเวลาคืนทุน ประมาณ 6-12 เดือน ซึ่งระยะเวลานี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจอีกเช่นกัน

ข้อแนะนำสำหรับคนที่มีเงินก้อนสุดท้ายวิธีการเริ่มธุรกิจควรเริ่มจาก

  • แบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน 60:40 โดย 40% คือเงินที่เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อยต้องอยู่ได้ 6-12 เดือน และ 60% คือจำนวนเงินลงทุนสูงสุดที่ทำได้ การบริหารธุรกิจใดๆ ก็ต้องให้อยู่ภายใต้วงเงินนี้ หากเงินก้อนนี้หมดแล้วยังขายไม่ได้ แปลว่าโมเดลธุรกิจนั้นมีปัญหา ต้องหยุดและปรับเปลี่ยนทันที
  • ทุนน้อยก็ต้องเน้นทักษะหรือความถนัดที่มี ใช้วิธีเปลี่ยนความสามารถให้กลายเป็นธุรกิจหรือสร้างธุรกิจจากสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วควรขายสินค้าให้ได้ก่อนในชุดแรก จึงค่อยผลิตสินค้าในชุดต่อไป เพื่อให้มีกระแสเงินหมุนเวียนในระบบ
  • ทดสอบตลาดก่อนเริ่มขยายตลาด เมื่อมีทุนน้อยก็ต้องมั่นใจก่อนว่าสินค้าเราจะขายได้ การเริ่มจากสินค้าจำนวนน้อยๆเพื่อเช็คลูกค้าว่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ถ้ามองเห็นสัญญาณในการขายที่ดีก็ค่อยวางแผนขยายตลาดเพิ่มขึ้น
  • ตัดรายจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปให้มากที่สุด เช่นค่าเช่าที่ไม่ควรแพงเกินไป หรือไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานหลายคน ไม่ควรซื้ออุปกรณ์ / เครื่องมือที่แพงเกินจำเป็น อะไรที่ทำเองได้ก็ควรทำไปก่อน เพื่อให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดเหลืออยู่ในระบบได้มากที่สุด

เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Van Leeuwen ซึ่งเป็นแบรนด์ไอศกรีมที่เริ่มต้นจากเงินทุนของผู้ก่อตั้งประมาณ 2 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสาขากว่า 100 แห่ง และมีรายได้จากธุรกิจนี้ปีละกว่า 3,500 ล้านบาท

van leeuwen จากร้านไอศกรีมริมทาง
ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1

ร้านไอศกรีมแบรนด์ดัง! ที่เริ่มจากรถฟู้ดทรัคเก่าๆ

van leeuwen จากร้านไอศกรีมริมทาง
ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1

ในปี 2008 ตลาดไอศกรีมในอเมริกามีแบรนด์ใหญ่ๆอย่าง Häagen-Dazs หรือ Ben & Jerry’s ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทุนหนา และมีตู้แช่ไอศกรีมขายอยู่แทบทุกที่ทั่วประเทศ ขณะนั้น Ben Van Leeuwen ผู้ที่เคยทำงานเป็นคนขับรถขายไอศกรีมช่วงซัมเมอร์เพื่อหาเงินเรียนต่อ สังเกตว่าทำไมไอศกรีมที่ขาย ถึงมีแต่วัตถุดิบสังเคราะห์ แต่งสี ใส่แต่งกลิ่น และ ทั้งๆ ที่ผู้คนพร้อมจะจ่ายแพงขึ้นเพื่อกินไอศกรีมที่อร่อยและดีต่อสุขภาพจริงๆ

เป็นแนวคิดที่นำไปสู่ความร่วมมือกับน้องชายคือ Pete Van Leeuwen และแฟนสาว Laura O’Neill ในปี 2007 เพื่อคิดค้นสูตรไอศกรีมของตัวเอง ยึดหลักไอศกรีมเพื่อสุขภาพ ใส่ไข่แดงปริมาณสูง มีนมสด มีครีมสด และใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติเป็นหลัก เมื่อได้สูตรไอศกรีมที่คิดว่าอร่อยลงตัว แต่ก็ติดปัญหาเงินทุนในการเริ่มต้นที่คาดว่าต้องใช้ประมาณ 8.5 ล้านบาท แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจอยากร่วมด้วย

สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้เงินทุนที่รวบรวมกันเองนำเงินก้อนสุดท้ายที่หาได้ประมาณ 2 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ก็ไม่เพียงพอสำหรับการซื้อรถไอศกรีมคันใหม่ ได้แค่เพียงรถไปรษณีย์มือสองจาก eBay มา 2 คัน และดัดแปลงให้กลายเป็นรถไอศกรีม+จากนั้นก็ตัดสินใจางผลิตไอศกรีมจากบริษัทแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เพราะไม่มีเงินมากพอที่จะซื้ออุปกรณ์ทำไอศกรีมหลายชิ้นในราคาสูง

Van Leeuwen ทุนน้อย แต่การตลาดขั้นเทพ!

van leeuwen จากร้านไอศกรีมริมทาง
ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1

ความสำเร็จของ Van Leeuwen ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่มาจาก ยุทธศาสตร์การตลาดที่ชัดเจนและเป็นระบบมี 5 หลักการสำคัญได้แก่

1.สร้างตำแหน่งทางการตลาดระดับพรีเมี่ยม

ในช่วงที่เริ่มธุรกิจด้วยรถฟู้ดทรักริมทาง ไอศกรีมทั่วไปขายเพียงถ้วยละ 1–3 เหรียญ แต่ของ Van Leeuwen กล้าที่จะเปิดตัวด้วยราคาถ้วยละ 7-8 เหรียญซึ่งสูงกว่าตลาด 2-3 เท่า เหตุผลที่ตั้งราคานี้คือเพื่อคัดกรองลูกค้าระดับบนและเป็นการบอกให้ลูกค้ารู้ว่านี่คือไอศกรีมคุณภาพสูงที่ไม่เหมือนไอศกรีมทั่วไป แน่นอนว่าคุณภาพสินค้าต้องดีจริงตามราคาที่สูง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

2.เน้นการตลาดแบบ Viral Collaboration

เน้นการทำสินค้าเพื่อให้สื่อนำไปพูดถึงแทนการใช้งบทุ่มซื้อการโฆษณา เริ่มจากพัฒนารสชาติไอศกรีมให้เป็นไวรัลด้วยการออกรสชาติแบบลิมิเต็ดร่วมกับแบรนด์ดังเช่น Kraft Mac & Cheese ซึ่งทันทีที่เปิดตัวรสชาตินี้ก็มียอดขายแบบถล่มทลายทันที หรือการร่วมมือกับนักร้องดังแห่งยุคอย่าง Sabrina Carpenter เพื่อฉลองเพลงฮิตอย่าง Espresso ทำให้เจาะกลุ่มแฟนคลับชองศิลปินได้ด้วย

3.กระจายสินค้าเข้าสู่ซูเปอร์มาเก็ต วิธีของ Van Leeuwen

คือเมื่อสร้างแบรนด์จนคนรู้จัก การขยายปริมาณให้ถึงลูกค้ามากที่สุดคือการกระจายไปตามซูเปอร์มาเก็ตต่างๆ โดยมีวางขายทั้งใน Whole Foods, Target และ Walmart ทั่วสหรัฐอเมริกา

van leeuwen จากร้านไอศกรีมริมทาง
ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1

จากรถขายไอศกรีมริมทางที่ไม่น่ารอด สู่การเปิดหน้าร้านแห่งแรกที่ย่าน Boerum Hill และกลายเป็นแบรนด์ไอศกรีม
พรีเมี่ยมที่ดังไปทั่วประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าจะขายดีหรือมีความต้องการสินค้าสูงแค่ไหน หัวใจของ Van Leeuwen ยังคงเน้นคุณภาพ เพื่อรักษาความเป็น Brand Loyalty ที่ลูกค้าเชื่อมั่นซึ่งการทำลายความเชื่อมั่นนี้ก็ไม่ต่างจากการทำลายธุรกิจที่ตัวเองเคยปั้นมากับมือ

สิ่งที่เราเห็นได้จาก Van Leeuwen คือวิธีการสร้างธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยทุนหนา ไม่ต้องมีประสบการณ์ แต่ขอให้จับจุดความต้องการของตลาด และนำมาพัฒนาให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จากนั้นค่อยวางระบบการบริหารจัดการ และทำการตลาดอย่างเป็นขั้นตอน สำคัญคือเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการที่เป็นจุดขาย เราในฐานะคนธรรมดาอาจเริ่มจากการมองรอบตัวว่ามีอะไรตรงไหนที่ผู้คนต้องการแต่ยังไม่มี หรืออะไรที่เราถนัดเราเก่งก็สามารถเริ่มต้นจากตรงนั้น คำว่าธุรกิจที่ดีจึงได้เริ่มจากเงินทุนที่ใหญ่ แต่เริ่มจากความคิดที่ต้องใหญ่และดีที่สุด

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด