Sunburst Nitro Coffee กาแฟรถเข็นลงทุน 3 หมื่นบาท กำไร 2แสนบาท ใน 2 วัน

ถามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ใครๆ ก็อยากมีธุรกิจ อยากหารายได้เพิ่ม แต่ความจริงที่ต้องยอมรับเช่นกันคือ คนส่วนมาก คิดได้แต่ทำไม่ได้ ปัญหาที่ทำให้สานต่อความคิดนี้ไม่สำเร็จไม่ได้เกิดจากการขาดไอเดีย แต่ยังมีปัญหาในเรื่องต้นทุนแฝงที่หลายคนกังวล รวมถึงโครงสร้างทางการเงินที่ไม่สอดคล้องกับความจริง ลองวิเคราะห์กันดูง่ายๆ สมมุติว่าถ้าเราอยากเปิดคาเฟ่สักแห่ง ตัวเลขงบลงทุนที่จะเกิดขึ้นจริง มีหลายส่วนได้แก่

เงินลงทุนแรกเริ่ม

ตั้งแต่ค่ารีโนเวท / ตกแต่ง / งานระบบไฟฟ้า , น้ำ รวมกับค่าอุปกรณ์หลัก เช่นเครื่องชงกาแฟ ตู้เย็น ระบบ POS โต๊ะเก้าอี้ นอกจากนี้ยังมีค่าเช่าร้าน (ส่วนใหญ่จ่ายล่วงหน้า 3 เดือน) และค่าทำแบรนด์ / ทำป้าย เบ็ดเสร็จเงินทุนก้อนนี้สำหรับการทำร้านต้องมีประมาณ 500,000 – 1 ล้าน ก็ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน ** ตัวเลขนี้คิดจากขนาดร้านประมาณ 30-50 ตร.ม. **

ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs)

เป็นรานจ่ายที่ต้องเกิดขึ้นคงที่แม้ว่าร้านจะขายได้หรือไม่ได้แต่รายจ่ายส่วนนี้ก็ต้องมีแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ , ค่าแรงพนักงาน (ประมาณ 2 คน) , ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต , ค่าการตลาด รวมๆ แล้วรายจ่ายส่วนนี้ประมาณ 80,000 บาท /เดือน

ต้นทุนผันแปรตามยอดขาย

sunburst

ปกติจะอยู่ที่ 35-40% จากยอดขาย เช่นขายกาแฟแก้วละ 60 บาท ต้นทุนไม่ควรเกิน 22-24 บาท รวมถึงค่า GP ประมาณ 30-32% ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม

ลองคิดประมาณการหาจุดคุ้มทุนจากโมเดลลงทุนนี้ ใช้ตัวเลขราคาเฉลี่ยต่อแก้ว 65 บาท ต้นทุนวัตถุดิบต่อแก้ว 35% ประมาณ 22.75 บาท กำไรขั้นต้นต่อแก้วคิดที่ 42.25 บาท ถ้าใช้สูตร จุดคุ้มทุน (จำนวนแก้ว)=(Fixed Costs รายเดือน)/กำไรขั้นต้นต่อแก้ว

คิดเป็นยอดขายต่อวันได้ประมาณ 67 แก้ว ยอดขายขั้นต่ำที่ต้องทำได้คือ 4,355 บาท ตัวเลขนี้ถ้าทำได้ยังแค่เท่าทุน

ถ้าอยากได้กำไรจะต้องขายและทำรายได้ให้มากกว่านี้

เมื่อคำนวณจากหลายปัจจัยทั้งภาวะทางเศรษฐกิจ , การแข่งขันด้านการตลาด , สภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนของผู้สนใจลงทุน จึงเป็นเหตุผลว่าสุดท้ายแล้วทำไมบางคนถึงไปไม่ถึงฝัน บางคนได้แค่คิดแต่ไม่กล้าที่แม้จะก้าวไปทำให้เป็นจริง สิ่งเหล่านี้จึงถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในยุคปัจจุบัน

Sunburst Nitro Coffee แรงบันดาลในการสร้างธุรกิจใช้ทุนแค่ 33,000 บาท

sunburst

เรื่องราวของ Marc Hyman อดีตทนายความน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับคนที่มองหาการเริ่มต้นธุรกิจแบบใช้ทุนน้อย แต่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

คำกล่าวหนึ่งของ Marc Hyman ที่พูดไว้อย่างน่าสนใจคือ “ไม่ว่าธุรกิจจะใหญ่โตหรือสวยหรูแค่ไหน แต่ถ้าแบกรับค่าเช่า ค่าพนักงาน และค่าอุปกรณ์ที่สูงเกินไป วันที่ยอดขายตกนิดเดียวก็พร้อมจะพังทลายทันที”

จากแนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของโมเดลธุรกิจแบบ Micro-Business และสร้างแบรนด์ร้านกาแฟ Sunburst Nitro Coffee ขึ้นมา สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจต้องอธิบายก่อนว่า Nitro Coffee (กาแฟไนโตร) คือกาแฟเย็นชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนำกาแฟสกัดเย็น (Cold Brew Coffee) มาผ่านกระบวนการอัดก๊าซไนโตรเจนเข้าไปภายใต้แรงดันสูง

โดยใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า Nitro Tap ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหัวจ่ายเบียร์ เมื่อกาแฟถูกปล่อยออกจากหัวจ่าย ก๊าซไนโตรเจนจะก่อตัวเป็นฟองเล็กละเอียด ทำให้เกิดลักษณะฟองครีมที่นุ่ม ละเอียด และมีเนื้อสัมผัสที่นวลลื่นกว่ากาแฟเย็นทั่วไป

ซึ่ง Sunburst Nitro Coffee แม้สินค้าจะดูพรีเมี่ยมแต่ก็เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ

  • การเปลี่ยนรถเข็นมาเป็นร้านค้า โดยซื้อรถเข็นเก็บเครื่องมือยี่ห้อ Husky จาก Home Depot ราคาไม่กี่พันบาท มาติดตั้งระบบหัวจ่ายกาแฟ รวมงบดัดแปลงทั้งหมดไม่ถึง 33,000 บาท
  • ชูจุดขายด้วย Cold Brew Nitro ใช้นวัตกรรมกาแฟสกัดเย็นอัดแก๊สไนโตรเจน สร้างเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มคล้ายเบียร์สด ทำให้สินค้าดูพรีเมียม แตกต่างจากกาแฟเย็นทั่วไปทันที
  • เน้นบริการลูกค้าด้วยความสะดวกรวดเร็ว โดย Marc Hyman จะชงกาแฟบรรจุถุงสุญญากาศไว้ล่วงหน้า เมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้าก็ใช้เวลาเพียง 30 วินาทีต่อแก้ว พร้อมเสิร์ฟได้ทันที
  • เป็นธุรกิจมีกำไรสูง คิดต้นทุน ต่อแก้วประมาณ 100 บาท แต่ขายในราคา 215–280 บาท ที่สำคัญกาแฟในถุงสุญญากาศเก็บได้นาน 3–6 เดือน ทำให้ไม่มีสินค้าเสียทิ้ง จึงไม่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเสียไปแบบสูญเปล่า

ทำธุรกิจเล็ก “กำไรดี” เคล็ดลับสำคัญคือ “การตลาด”

sunburst สิ่งที่ทำให้ธุรกิจ Sunburst Nitro Coffee น่าสนใจคือการสร้างกำไรกว่า 270,000 บาทภายในเวลาแค่ 2 วัน จากการนำสินค้าไปขายในงานเทศกาล สิ่งที่ผู้ประกอบการหรือคนสนใจเรียนรู้จากเรื่องนี้คือไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กแค่ไหนถ้าทำการตลาดดีโอกาสขายดีก็มีมากเช่นกัน ถ้าศึกษาจากกรณีของ Sunburst Nitro Coffee มีการตลาดน่าสนใจได้แก่

 

  • อย่ากลัวคู่แข่ง แต่จงอยู่ในกลุ่มคู่แข่ง บางคนทำธุรกิจพยายามหลีกหนีจากจุดที่มีคู่แข่งเยอะ ๆ เพื่อหวังว่าถ้าตั้งร้านเดี่ยวๆ คนเดียวจะมีลูกค้ามากขึ้น แต่บางครั้งจิตวิทยาของการซื้อสินค้ามักจะกระตุ้นให้ลูกค้าอยากซื้อเมื่อเห็นสินค้าและบริการอยู่จำนวนมาก เช่นถ้าอยากกินอาหารต้องไปเยาวราช , อยากซื้อเสื้อผ้าต้องไปพาหุรัด เป็นต้น ในตอนแรก Sunburst Nitro Coffee ก็เปิดร้านเดี่ยวๆ ในโซนสินค้าทั่วไป แต่ขายไม่ดีจนที่สุดก็ตัดสินใจมาตั้งขายในกลุ่มพวกร้านเครื่งดื่มผลปรากฏว่ายอดขายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • เข้าใจจิตวิทยาของผู้บริโภค ถ้าเราเปิดร้านขายกาแฟ ในตอนเช้าคนส่วนใหญ่จะนิยมกาแฟรสเข้มๆ แต่ในช่วงสายๆ คนส่วนใหญ่จะนิยมกาแฟเย็น เมื่อเข้าใจความต้องการเหล่านี้ Sunburst Nitro Coffee จึงไม่เสียเงินไปกับต้นทุนเมล็ดกาแฟราคาแพง แต่เน้นการทำกาแฟเย็นที่สดชื่นซึ่งขายได้ดีกว่า
  • ใช้ภาษาเรียบง่าย ลูกค้าเข้าใจได้ทันที ในตอนแรกป้ายร้านเขียนว่า “Nitro Coffee” แต่คนเดินผ่านไม่เข้าใจ พอเปลี่ยนเป็นคำว่า “กาแฟเย็น” คนที่เดินผ่านไปมาเข้าใจได้ในทันที ทำให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าหากร้านค้าใช้ภาษาหรือทำป้ายร้านที่เข้าใจได้ง่าย เห็นแล้วเข้าใจทันที ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
  • เลือกทำเลที่ลูกค้าจำนวนมากและไม่อยู่ใกล้ร้านสะดวกซื้อ เป็นเคล็ดลับในการสร้างรายได้ของ Sunburst Nitro Coffee โดยส่วนใหญ่เลือกไปขายในงานเทศกาล ที่ลูกค้าต้องการสินค้าที่อร่อย สะดวก คุ้มค่า จึงสร้างรายได้สูงแต่วิธีนี้ก็ต้องแลกมากับความขยันและตั้งใจทำจริงด้วยเช่นกัน

วิธีนำแนวคิด Sunburst Nitro Coffee มาใช้ในเมืองไทย

sunburst
ภาพจาก https://www.sunburstnitrocoffee.com/

เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ยังคงมองหา ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่คุ้มค่าและจ่ายไหว ถ้าเลือกลงทุนด้วยโมเดล Micro-Business เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจด้วยปัจจัยสำคัญคือ

  • ทำร้านเล็กไม่มีหน้าร้านก็ทำกำไรได้ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยติดกับดักความคิดว่าจะขายกาแฟหรือเครื่องดื่มต้องมีร้านที่สวย เครื่องชงต้องแพง แต่ในความจริงถ้าเราดัดแปลงรถขนาดเล็ก เช่น สามล้อ หรือจักรยานยนต์ อาจใช้ต้นทุนในการทำร้านเพียงแค่ 20,000 – 40,000 บาท ก็มีหน้าร้านของตัวเองได้ แต่ก็ต้องอาศัยการวิ่งเข้าหาลูกค้าตามงานอีเว้นต์ ตลาดนัด ย่านชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้น
  • สินค้าต้องแก้ Pain Point ลูกค้าได้ การจับจุดความต้องการของลูกค้าและพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการจะทำให้สินค้าเราขายดีแบบไม่ต้องมีหน้าร้านขนาดใหญ่ โจทย์สำคัญคือเน้นความคุ้มค่า ราคาไม่แพง สะดวกประหยัด เช่นการทำเครื่องดื่มบรรจุขวดพร้อมดื่ม เป็นต้น
    ถ้าให้สรุปข้อคิดจากเรื่องนี้สามารถใช้เป็นแรงบันดาลใจให้คนที่อยากมีธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างดี แถมยังก้าวข้ามคำว่าไม่มีเงินสำหรับลงทุนได้ด้วย

    เพราะธุรกิจที่จะสำเร็จไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนโตมาลงทุนกับร้านหรู ๆ แค่เข้าใจ Pain Point ของลูกค้าในทำเลนั้น ๆ ตัดสิ่งไม่จำเป็นออก แล้วสร้างโมเดลที่เรียบง่าย คล่องตัว ควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด แม้เป็นเพียงรถเข็นราคาหลักหมื่นก็ทำกำไรหลักแสนได้

    อ้างอิง

  • https://citly.me/9Qo0d
  • https://citly.me/blsxu
  • https://citly.me/pY8M6
  • https://citly.me/Uf83A
  • https://citly.me/dmXx8 

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด