Ruby PiPi เบเกอรีจีน ไม่ขายขนมอบหน้าร้าน แต่ขาย “ขนมแช่แข็ง” ให้ลูกค้าเอาไปอบเองที่บ้าน
ถ้าคุณเดินเข้าไปในร้านเบเกอรี แล้วแทนที่จะได้กลิ่นครัวซองต์อบใหม่ๆ กลับเจอตู้แช่แข็งเรียงรายเต็มร้าน คุณจะคิดว่านี่คือร้านเบเกอรีหรือร้านขายอาหารแช่แข็ง แต่สำหรับ Ruby PiPi เบเกอรีจากจีน โมเดลธุรกิจกลับอยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้
เพราะร้านไม่ได้เน้นขายขนมที่อบเสร็จพร้อมกินเหมือนเบเกอรีทั่วไป แต่ขายขนมในรูปแบบแช่แข็ง ให้ลูกค้าซื้อกลับไปเก็บไว้ที่บ้าน แล้วนำมาอบหรืออุ่นเองเมื่ออยากกิน ฟังดูเหมือนร้านกำลัง “ขายงานที่ยังทำไม่เสร็จ” ให้ลูกค้า แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป โมเดลนี้กลับน่าสนใจ เพราะ Ruby PiPi กำลังแก้ Pain Point หลายอย่างพร้อมกัน
ทั้งคนที่ซื้อขนมอุ่นๆ จากร้าน แต่พอกลับถึงบ้านรสชาติไม่เหมือนเดิม คนที่อยากอบขนมเองแต่ไม่อยากเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมแป้ง และคนที่ไม่ได้มีเวลาไปร้านทุกวัน แต่อยากมีขนมร้านโปรดกินได้ทุกวันRuby PiPi จึงเลือกเปลี่ยนคำถามจากจะทำอย่างไรให้ขนมอร่อยที่สุดตอนอยู่ในร้าน เป็น “จะทำอย่างไรให้ลูกค้าได้กินขนมที่อร่อยที่สุดในเวลาที่ตัวเองต้องการ”
จากโรงงานแช่แข็ง สู่ร้านเบเกอรีที่ขายตรงถึงผู้บริโภค

แนวคิดของ Ruby PiPi ต่อยอดมาจากอุตสาหกรรมเบเกอรีแช่แข็งของจีน เดิมทีโรงงานจะผลิตแป้งหรือขนมกึ่งสำเร็จรูป แล้วส่งต่อให้ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ หรือเชนเบเกอรีนำไปอบก่อนขายให้ลูกค้า แต่ Ruby PiPi ขยับโมเดลนี้มาอีกขั้น แทนที่จะให้ร้านเป็นคนอบขั้นตอนสุดท้าย บริษัทเลือกขายผลิตภัณฑ์แช่แข็งให้ผู้บริโภคโดยตรง
นั่นหมายความว่า ลูกค้าสามารถเลือกว่าจะกินขนมเมื่อไร และอบอย่างไร โดยแบรนด์ยังเป็นคนควบคุมสูตรและคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง และนี่ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็น “ข้อจำกัด” กลายเป็นจุดขาย เพราะขนมไม่จำเป็นต้องถูกอบทิ้งไว้รอขายหน้าร้าน สินค้าในรูปแบบแช่แข็งสามารถเก็บได้นานขึ้น บริหารสต็อกได้ง่ายขึ้น ช่วยลดปัญหาขนมเหลือทิ้งในช่วงท้ายวัน
หน้าร้านจึงไม่จำเป็นต้องมีครัวขนาดใหญ่หรือทีมงานจำนวนมากสำหรับการอบขนมทุกเมนู หน้าที่หลักของร้านจึงคล้ายกับร้านอาหารแช่แข็ง คือเก็บสินค้าให้ถูกอุณหภูมิ แล้วให้ลูกค้าเลือกซื้อกลับไป
ไม่ได้ขายแค่ขนม แต่ขาย “ประสบการณ์การอบเอง”

จุดที่ Ruby PiPi ให้ความสำคัญอย่างมากคือการทำให้ลูกค้ารู้ว่า “ขนมชิ้นนี้ต้องทำอย่างไรจึงจะอร่อย” ด้านหลังบรรจุภัณฑ์ของแต่ละ SKU จะมีรายละเอียดค่อนข้างชัดเจน ทั้งระยะเวลาในการจัดเก็บ วิธีอุ่น กำลังไฟ อุปกรณ์ที่แนะนำ และระยะเวลาในการอบ ขนมบางชนิดสามารถใช้ไมโครเวฟได้ในเวลาไม่กี่วินาที บางชนิดเหมาะกับเตาอบ
ขณะที่บางเมนูสามารถใช้หม้อทอดไร้นํ้ามันได้ ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เบเกอรีแบบมืออาชีพ เพียงมีอุปกรณ์พื้นฐานที่บ้านก็สามารถทำขนมพร้อมกินได้ เมนูของ Ruby PiPi ก็มีให้เลือกจำนวนมาก ตั้งแต่ครัวซองต์ พาย โดนัท ชีสเค้ก ขนมปังหมูหย็อง บัตเตอร์เค้ก ชิฟฟอน ชูครีม ไปจนถึงเบเกิล และแต่ละประเภทก็มีรสชาติย่อยให้เลือกอีกหลายแบบ
ราคาก็มีตั้งแต่ประมาณ 2.5 หยวน ไปจนถึง 89 หยวน หรือประมาณ 12–445 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของสินค้า เมื่อลูกค้าซื้อสินค้า ร้านยังมีถุงเก็บความเย็นสำหรับนำขนมกลับบ้าน ช่วยรักษาอุณหภูมิระหว่างทาง ก่อนนำไปเก็บในช่องแช่แข็ง
จาก “ซื้อกินหนึ่งชิ้น” สู่ “ซื้อกลับไปตุน”

นี่คืออีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจในเชิงการตลาด ร้านเบเกอรีทั่วไปมักแข่งขันกันในช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังอยากกินขนม ลูกค้าเดินเข้าไป ซื้อครัวซองต์หนึ่งชิ้น แล้วเดินออกมา แต่โมเดลของ Ruby PiPi เปลี่ยนพฤติกรรมนี้
เมื่อสินค้าถูกออกแบบมาให้ซื้อกลับบ้านและเก็บไว้ได้ ลูกค้าจึงไม่ได้คิดเพียงว่า “วันนี้จะกินอะไร” แต่สามารถคิดว่า “สัปดาห์นี้จะตุนอะไรไว้บ้าง” จากการซื้อขนมหนึ่งชิ้น จึงมีโอกาสกลายเป็นการซื้อหลายชิ้น หลายรสชาติ หรือซื้อเผื่อไว้กินในวันอื่น และเมื่อร้านมีถุงเก็บความเย็นสำหรับนำกลับบ้าน การซื้อหลายชิ้นก็ยิ่งดูสมเหตุสมผลมากขึ้น
จากการแย่งพื้นที่ในท้อง สู่การแย่งพื้นที่ในตู้เย็น

ถ้ามองในมุมการตลาด โมเดลนี้มีอีกจุดที่น่าสนใจมาก เบเกอรีทั่วไปพยายามแย่ง “พื้นที่ในท้อง” ของลูกค้า แต่ Ruby PiPi กำลังพยายามแย่ง “พื้นที่ในช่องแช่แข็ง” เพราะเมื่อขนมของแบรนด์เข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว ทุกครั้งที่ลูกค้าเปิดตู้เย็นแล้วเห็นครัวซองต์ พาย หรือชีสเค้กของ Ruby PiPi แบรนด์ก็มีโอกาสกลับเข้ามาอยู่ในความคิดของลูกค้าอีกครั้ง
และเมื่อเกิดความอยากกิน ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเปิดแอปสั่งอาหาร เพียงเปิดช่องแช่แข็ง แล้วนำขนมออกมาอบ จากการซื้อแบบครั้งต่อครั้ง จึงเปลี่ยนเป็นการมีสินค้าอยู่ในบ้านตลอดเวลา
โมเดลที่ช่วยให้การออกสินค้าใหม่ง่ายขึ้น

อีกข้อได้เปรียบของโมเดลนี้คือเรื่องการพัฒนาสินค้า เมื่อการผลิตสามารถควบคุมจากโรงงานหรือครัวกลาง จุดสำคัญของการควบคุมคุณภาพก็อยู่ที่ต้นทาง ร้านแต่ละสาขาไม่จำเป็นต้องฝึกพนักงานให้ทำเมนูใหม่ตั้งแต่ต้น และไม่ต้องลงทุนเพิ่มกับระบบครัวทุกครั้งที่มี สินค้าใหม่ หากเมนูไหนขายดี ก็เพิ่มการผลิต
หากเมนูไหนขายไม่ดี ก็สามารถเปลี่ยน SKU ได้ง่ายกว่าการต้องปรับระบบครัวทั้งร้าน นี่ทำให้ร้านสามารถทดลองสินค้าใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น และใช้หน้าร้านเป็นจุดขายและสร้างประสบการณ์กับลูกค้า มากกว่าจะเป็นพื้นที่ผลิตอาหารเต็มรูปแบบ
แต่โจทย์ใหญ่คือ “เปลี่ยนภาพจำของอาหารแช่แข็ง”
สิ่งที่ Ruby PiPi ต้องทำให้สำเร็จจึงไม่ใช่เพียงการขายขนมแช่แข็ง แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อของผู้บริโภคที่ว่า “ของแช่แข็ง = ของไม่สด” แบรนด์ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกตรงกันข้ามว่า การแช่แข็งไม่ได้หมายถึงคุณภาพที่ลดลง แต่เป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถนำขนมมาอบใหม่ในเวลาที่ต้องการ แนวคิดนี้คล้ายกับกาแฟแคปซูล ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงกาแฟที่บรรจุอยู่ในแคปซูล
แต่กำลังซื้อความสะดวกและความรู้สึกว่า “เมื่อไรก็ได้ที่อยากดื่ม ก็สามารถมีกาแฟร้อนๆ ได้ทันที” Ruby PiPi ก็เช่นกัน ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงขนมแช่แข็ง แต่กำลังซื้อโอกาสที่จะมีขนมอบใหม่ๆ พร้อมกินในเวลาที่ตัวเองต้องการ
บทเรียนจาก Ruby PiPi ไม่ใช่เรื่องขนม แต่คือ “ขั้นตอนไหนควรอยู่ที่ไหน”
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากโมเดลของ Ruby PiPi อาจไม่ใช่เรื่องการขายเบเกอรีแช่แข็ง แต่คือการตั้งคำถามกับกระบวนการทำธุรกิจแบบเดิมว่า ขั้นตอนไหนจำเป็นต้องทำที่ร้าน และขั้นตอนไหนสามารถส่งต่อให้ลูกค้าทำเองได้ ถ้าขั้นตอนนั้นทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน และยังทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับประสบการณ์ที่ดี การย้ายขั้นตอนสุดท้ายไปไว้ที่บ้านอาจไม่ได้ทำให้สินค้าดูด้อยลง
แต่กลับทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับสินค้ามากขึ้น และสำหรับ Ruby PiPi สิ่งที่เคยเป็นขั้นตอนที่ร้านต้องทำเองอย่าง “การอบขนม” กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ลูกค้าได้ทำด้วยตัวเองสุดท้ายแล้ว นวัตกรรมของร้านเบเกอรีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเตาอบรุ่นใหม่ราคาแพง หรือการคิดเมนูที่แปลกกว่าเดิม
แต่อาจเป็นเพียงการมองธุรกิจใหม่ แล้วถามว่า“ถ้าเราไม่ต้องทำทุกอย่างให้ลูกค้า แต่ทำให้ลูกค้าทำขั้นตอนสุดท้ายได้ง่ายๆ เองที่บ้าน ธุรกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร”
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้โมเดลของ Ruby PiPi น่าสนใจมากกว่าแค่ “ร้านขายขนมแช่แข็ง” เพราะจริงๆ แล้วมันคือการออกแบบใหม่ว่า แบรนด์ควรสร้างประสบการณ์ตรงไหน และควรส่งต่อประสบการณ์ส่วนไหนให้ลูกค้าเป็นคนสร้างเอง
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




