Kitchen Origin โมเดลธุรกิจ ข้าวกล่องญี่ปุ่น รายได้ 10,000 ล้าน ที่ CP เคยไปดูงาน
การทำข้าวกล่อง (Lunch Box/Meal Box) เป็นอีกโมเดลที่น่าสนใจ ตอบโจทย์กับการแก้ปัญหา Pain Point เรื่องเวลา ของคนยุคใหม่ ซึ่งมีหลายเหตุผลที่ยกมาประกอบพอให้มองเห็นภาพว่าทำไมถึงเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน แม้จะเจอคู่แข่งมากก็ตามที
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนทำงานมีเวลาน้อยลง ต้องการความสะดวก และนิยมสั่งผ่าน Delivery มากขึ้น
- บริหารจัดการง่ายกว่าร้านอาหารเต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีหน้าร้านหรูหรา (Cloud Kitchen) ลดค่าเช่าที่ ลดจำนวนพนักงานเสิร์ฟ
- เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ, งานสัมมนา, งานศพ, กิจกรรมโรงเรียน ไปจนถึงสายสุขภาพ (Clean Food)
- คำนวณวัตถุดิบได้แม่นยำกว่าการขายตามสั่ง ทำให้ Food Waste น้อยลง
ความท้าทายการทำธุรกิจ “ข้าวกล่อง” ที่ต้องเจอ!

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติแต่ต้องพูดถึงเรื่องระบบบริหารจัดการในร้านด้วย การจะลงทุนในธุรกิจนี้มีความท้าทายที่ต้องพบเจอ 3 ด้านคือ
1.ค่า GP และการบริหารกำไร

ถ้าตัดเรื่องรายได้จากการขายหน้าร้านออกไปเชื่อว่ารายได้อีกส่วนใหญ่จะมาจากเดลิเวอรี่ ซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้คือต้นทุนสำคัญ การโดนหัก 30% + VAT 7% รวมแล้วประมาณ 32.1% หมายความว่าถ้าขาย 100 บาท จะเหลือเงินเข้าร้านจริงๆ แค่ 67.9 บาท ซึ่งต้องไปหักค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าแก๊ส ซึ่งก็มีวิธีแก้ปัญหาในเบื้องต้นคือ
- ใช้กลยุทธ์การตั้งราคา ที่ม่จำเป็นต้องขายราคาเดียวในทุกช่องทาง ในแอปฯ อาจตั้งราคาสูงกว่าหน้าร้าน 20-30% โดยอาศัยการจัดโปรโมชั่น “ของแถม” หรือ “เซตคู่” เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า
- กลยุทธ์การดึงลูกค้าเข้าช่องทางตัวเอง เช่นการใช้แอปเป็นเครื่องมือหาลูกค้าใหม่ แล้วแถมใบปลิวหรือคูปองส่วนลดสำหรับการสั่งตรงผ่าน Line OA ในครั้งถัดไป เพื่อเลี่ยงค่า GP
- การออกแบบเมนูที่ต้นทุนน้อยแต่เพิ่มมูลค่าได้ เพื่อนำเฉลี่ยกำไรกับเมนูที่ต้นทุนสูง
2.ความเร็วและคุณภาพ

โดยเฉพาะการมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะๆ จะบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้ทันทุกออร์เดอร์โดยที่คุณภาพไม่ลดลง หัวใจสำคัญอยู่ที่การเตรียมวัตถุดิบ ที่ต้องซอยหั่น เครื่องปรุงต้องพร้อม การชั่งตวงต้องเตรียมไว้ก่อนเริ่มลงมือทำอาหาร การเตรียมข้าวที่ควรหุงหม้อใหญ่และรู้วิธีอุ่นข้าวให้ฟูนุ่มตลอดเวลา
และควรวางลำดับการลงกล่องรู้ว่าอะไรลงก่อน -หลัง เช่น วางข้าวและของแห้งก่อน แล้วค่อยราดซอสหรือวางกับข้าวที่ร้อนที่สุดเป็นลำดับสุดท้ายก่อนปิดฝา รวมถึงไม่ควรทำทีละกล่องแต่ควรทำทีละ 10-20 กล่องต่อกระทะโดยใช้การคุมไฟและเวลาที่แม่นยำ
3.บรรจุภัณฑ์เน้นสวยงาม + คุณภาพ

แพ็กเกจจิ้งถือเป็นหน้าตาและหัวใจของธุรกิจข้าวกล่องเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าประทับใจเมื่อพบเห็นได้ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ไม่ใช้จะเน้นแค่สวยแต่ต้องให้มีคุณภาพด้วยก็เป็นอีกต้นทุนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ การเลือกบรรจุภัณฑ์จำเป็นต้องคำนึงถึงอาหารแต่ละประเภทด้วยเช่น
- ของทอด: ต้องใช้กล่องที่มีรูระบายอากาศ หรือรองด้วยกระดาษซับมันพรีเมียม เพื่อไม่ให้ไอน้ำทำให้ของทอดนิ่ม
- ของผัด: ต้องแยกข้าวและกับข้าว (กล่อง 2 หลุม) เพื่อไม่ให้ข้าวแฉะซอสจนเกินไปเมื่อต้องเดินทางนานกว่า 20 นาที
เคล็ดลับที่น่าสนใจอีกอย่างคือปัจจุบันเทรนด์รักษ์โลกมาแรง การใช้กล่องชานอ้อยหรือพลาสติกที่ Recycle ได้ 100% ช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดีและดึงดูดลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงได้
Kitchen Origin ธุรกิจข้าวกล่องญี่ปุ่น รายได้ 10,000 ล้าน

Kitchen Origin คือแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นขายอาหารพร้อมทาน ภายใต้บริษัท Origin Toshu Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ AEON Group ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า Origin Bento เปิดสาขาแรกที่เมืองคาวาซากิในปี 1994 เน้นจุดขายคืออาหารจานเดียว + ผัก/สลัดแบบชั่งน้ำหนักขาย เน้นปริมาณเยอะ ราคาถูก ทำสดใหม่ทุกวัน
ในปี 2014 เปลี่ยนจาก Origin Bento เป็น Kitchen Origin เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ เน้นกลุ่มผู้หญิงและคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเปลี่ยนคำว่า Bento เป็น Kitchen เพื่อสื่อถึงความสดใหม่ วัตถุดิบคุณภาพสูง ทำเหมือนครัวที่บ้าน และเพิ่มเมนูหลากหลาย เช่น สลัด อาหารจานร้อน ปรุงสดตามคอนเซปต์เดิม

จากข้อมูลงบประมาณล่าสุดปี 2024 – 2025 มีรายได้ประมาณ 43,000 – 45,000 ล้านเยน หรือประมาณ 10,000 – 11,000 ล้านบาท มีสาขารวมกว่า 500 – 520 แห่ง ทั่วประเทศญี่ปุ่น (รวมแบรนด์ Kitchen Origin, Origin Bento และร้านอาหารในเครืออย่าง Tōshū) เหตุผลที่ข้าวกล่องของ Kitchen Origin เติบโตในญี่ปุ่นมากอาจเป็นเพราะโครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างจากเมืองไทย โดยมีปัจจัยประกอบหลายอย่างเช่น
- การเป็นสังคมคนโสดและผู้สูงอายุ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ต้องการทำอาหารเองเพราะไม่คุ้มค่าไฟ/ค่าวัตถุดิบ การซื้อข้าวกล่องพร้อมทานจึงตอบโจทย์มาก
- สังคมแบบ Working Women ผู้หญิงญี่ปุ่นทำงานนอกบ้านมากขึ้น เวลาทำกับข้าวลดลง แต่ยังอยากให้ครอบครัวได้กินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน Kitchen Origin จึงเป็นโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ได้ดี
- ความหนาแน่นของสถานีรถไฟฟ้า เพราะร้านมักตั้งอยู่ในจุดที่เป็นทางผ่านกลับบ้าน ทำให้การแวะซื้อข้าวกล่องเป็นเรื่องง่ายเหมือนการเดินเข้า 7-Eleven
รวมกับกลยุทธ์ที่ Kitchen Origin นำมาใช้เช่นหลายสาขาเปิด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับคนทำงานกะดึกหรือคนที่ต้องการอาหารคุณภาพดีในช่วงเวลาที่ร้านอาหารปิดหมดแล้ว หรือการทำบาร์สลัดและกับข้าวตักที่ให้ลูกค้า ตักเองตามน้ำหนัก ซึ่งสร้างความรู้สึกอิสระและเลือกได้ตามงบประมาณ นอกจากนี้ยังมีระบบการเปลี่ยนอาหารบนชั้นวางที่เข้มงวดมาก อาหารที่ทำทิ้งไว้นานจะถูกลดราคาในช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายพีคที่สุดด้วย
CP Kitchen “Business Model” จากญี่ปุ่น

ในช่วงปี 2014 (พ.ศ.2557) CP ALL เคยไปดูงานและมีความร่วมมือในเชิงพันธมิตรทางธุรกิจ กับกลุ่ม AEON ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Origin Toshu แต่ก็เป็นการไปศึกษาดูงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างองค์กร โดยที่ CP ได้ส่งทีมงานไปศึกษาดูงานที่ Origin Toshu เพื่อนำวิธีการจัดการอาหารสด (Fresh Food Management) มาปรับปรุงอาหารใน 7-Eleven และ CP FreshMart (ยุคนั้น)
ถ้าใครจำได้ CP เคยมีบริการ CP Kitchen ที่เปิดตัวที่อาคาร CP Tower 3 พญาไท ในช่วงปี 2557 รูปแบบร้านเป็นร้านอาหารจานเดียวที่เน้นความเร็วและคุณภาพวัตถุดิบ เช่น ใช้หมูคุโรบุตะ ไข่สดจากฟาร์ม CP มีเมนูยอดฮิตอย่างข้าวกะเพราหมูคุโรบุตะ, ข้าวสเต็กปลาแซลมอนพริกเกลือ เป็นต้น แม้จะคล้ายโมเดลญี่ปุ่น แต่ CP ปรับรสชาติให้เป็นไทย 100% และลดสัดส่วนของอาหารตัก ลงเพื่อเน้นอาหารจานเดียวที่คนไทยถนัดกว่า ถือว่าเป็น Business Model ที่ได้รับความรู้และแรงบันดาลใจมาจากการไปดูงานกับ Origin Toshu
ช่วงเติบโตสุดขีดของ CP Kitchen คือปี 2556-2558 เน้นเปิดในทำเลที่มีคนพลุกพล่านและอาคารสำนักงาน เช่น CP Tower 3 , อิมพีเรียล สำโรง , อิมพีเรียล ลาดพร้าว , ซีคอน สแควร์ เป็นต้น โดยรวมแล้วมีสาขาประมาณ 5-10 แห่ง
ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัจจุบัน CP Kitchen ถูกปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ได้นำจุดเด่นเข้าไปควบรวมอยู่ในโมเดลที่แข็งแกร่งกว่าอย่าง CP Food World ซึ่งเป็นศูนย์อาหารแบบครบวงจร หรือใส่เข้าไปในเมนูปรุงสดของ 7-Eleven
White Story แบรนด์ “ข้าวกล่อง” ยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย

และหากจะพูดถึงธุรกิจอาหารกล่องที่เป็นยักษ์ใหญ่ในตอนนี้ คือWhite Story ที่เดิมทีเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบ (Full Service) สาขาแรกอยู่ที่ The Crystal เลียบด่วนรามอินทรา เน้นอาหารสไตล์อิตาเลียนและอาหารไทยฟิวชัน
แต่ในช่วงวิกฤต COVID-19 ร้านอาหารนั่งทานได้รับผลกระทบหนักมากจึงตัดสินใจนำเมนูยอดนิยมมาแพ็กใส่กล่องวางขายหน้าร้าน กลายเป็นว่าผลตอบรับดีเกินคาดจึงเปลี่ยนโมเดลจากการรอให้ลูกค้ามาหา เป็นเอาอาหารไปส่งให้ลูกค้า เน้นตามห้างสรรพสินค้าและตึกออฟฟิศ จนกลายเป็นแบรนด์ข้าวกล่องที่แข็งแกร่งในเมืองไทย
โดยมีสินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง และฟิวชัน เช่น ข้าวคั่วกลิ้งเนื้อ, สปาเกตตีคาโบนาร่า, ข้าวผัดปลาทู รวมถึงอาหารสายสุขภาพเช่นสลัดผักไฮโดรโปรนิคที่มาพร้อมน้ำสลัดสูตรเฉพาะของร้าน และยังมีเบเกอรี่พวกขนมปังเนยสด , ขนมปังกรอบ , แซนด์วิช รวมถึงเครื่องดื่มและขนมหวานด้วย
แน่นอนว่า White Story ยึดถือหลักการขายหมดวันต่อวัน ช่วงค่ำจะมีการ ลดราคา (Clearance Sale) เพื่อไม่ให้มีสินค้าค้างคืน ซึ่งนอกจากจะลดขยะอาหารแล้ว ยังดึงดูดลูกค้าช่วงเลิกงานได้มากด้วย ปัจจุบัน White Story มีสาขากว่า 100 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าสร้างรายได้สู่ระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับโมเดลธุรกิจข้าวกล่อง
แน่นอนว่าธุรกิจข้าวกล่องเป็นอีกรูปแบบลงทุนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในเมืองไทยได้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ทำแล้วจะขายดีเหมือนกันหมด
มีปัจจัยหลายด้านที่มีผลกระทบ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ + การทำตลาด + คุณภาพสินค้าและบริการที่ดี คนที่มีเงินทุนน้อยก็เริ่มธุรกิจนี้ได้ เพียงแต่ต้องศึกษาตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค เข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี แล้วค่อยขยายจากร้านเล็กๆ ให้เป็นร้านใหญ่ที่เติบโตในอนาคตได้มากขึ้น
อ้างอิง :
- https://citly.me/XdBmu
- https://citly.me/YaVyt
- https://citly.me/Kn69p
- https://citly.me/jKz5a
- https://citly.me/7Ik91
- https://citly.me/MmJaX
- https://citly.me/VbkIF
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)




