Daidomon ผู้มาก่อนกาล แต่ไปก่อนเวลาอันควร

ย้อนกลับไปสมัยก่อน ชื่อของ “Daidomon” เป็นที่รู้จักกว้างขวางและถือเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมาก จุดเริ่มต้นของ Daidomon เกิดขึ้นในปี 2526 โดยบริษัทยากินิกุ ไดโดมอน จำกัด ตอนนั้นวางภาพลักษณ์ว่าเป็นร้านปิ้งย่างอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งยังมีธุรกิจในลักษณะนี้ไม่มากนัก และคนไทยส่วนใหญ่ตอนนั้นก็คุ้นเคยกับ “ร้านหมูกระทะ” มากกว่า การมาของ Daidomon จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ยกระดับปิ้งย่างในเมืองไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูมาถึงปัจจุบัน


Daidomon ผู้บุกเบิกวัฒนธรรมการกินแบบ “Yakiniku”

Daidomon ผู้มาก่อนกาล
ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

ช่วงปี 2526 – 2530 ร้านปิ้งย่างในเมืองไทยส่วนใหญ่เน้นระบบที่เจ้าของลงมือทำเอง การเข้ามาของ Daidomon ถือเป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกปิ้งย่างบนห้างสรรพสินค้า รวมถึงบุกเบิกวัฒนธรรมการกินแบบ Yakiniku ให้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งคำว่า Yakiniku ก็คือการนำเนื้อชิ้นพอดีคำมาปิ้งบนเตาถ่าน พร้อมการสร้างจุดเปลี่ยนให้วงการปิ้งย่างเปลี่ยนภาพไปจำไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิงได้แก่

  • น้ำจิ้มยากินิกุสูตรเฉพาะ เนื่องจากก่อนหน้านี้คนไทยรู้จักแต่น้ำจิ้มสุกี้หรือน้ำจิ้มแจ่ว ไดโดมอนเป็นคนแนะนำให้คนไทยรู้จักน้ำจิ้มสีดำรสหวานเค็มที่ใส่กระเทียมและพริกตำลงไปเพื่อเพิ่มความอร่อย และน้ำจิ้ม Daidomon เคยได้รับความนิยมสูงมากจนต้องทำแบบ บรรจุขวดขาย ในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งถือเป็นไอเดียการทำ Product Extension ที่ล้ำหน้ามากในยุคนั้น
  • นวัตกรรมเตาไร้ควัน ภาพลักษณ์เดิมคือร้านหมูกระทะที่ปิ้งย่างบนเตาธรรมดา แต่ Daidomon นำนวัตกรรมระบบดูดควันลงด้านล่างหรือปล่องดูดควันมาใช้กับเตาปิ้งย่างทำให้การกินปิ้งย่างดูทันสมัยมากขึ้น
  • การแล่เนื้อด้วยเครื่อง (Meat Slicer) ในขณะที่ร้านหมูกระทะใช้มีดหั่น ทำให้ความหนาบางไม่เท่ากัน Daidomon ใช้เครื่องสไลด์เนื้อให้มีความหนามาตรฐานเพื่อให้เนื้อสุกเร็วที่สุดเมื่อวางบนตะแกรง
  • ระบบ Logistic รุ่นบุกเบิก เนื่องจากมีสาขาในห้างหลายแห่ง Daidomon เป็นรายแรกๆ ที่ใช้รถขนส่งควบคุมอุณหภูมิส่งวัตถุดิบจากครัวกลางไปยังสาขาต่างๆ เพื่อควบคุมความสด ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นต้นทุนที่สูงมาก
  • เมนูเล่มมาตรฐาน ซึ่งการมีเมนูภาพถ่ายสีสันสวยงามและราคาชัดเจนสำหรับลูกค้า เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับร้านปิ้งย่างในยุคนั้นที่มักจะเขียนเมนูอยู่บนกระดานหรือใช้วิธีการบอกปากเปล่า
  • โมเดล บุฟเฟต์ปิ้งย่าง โดย Daidomon เป็นแบรนด์แรกๆ ที่กล้าทำบุฟเฟต์ปิ้งย่างในราคาที่จับต้องได้สำหรับดึงดูดลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ให้มาใช้บริการมากขึ้น

สาขาแรกของ Daidomon อยู่ที่สยามสแควร์ ลูกค้าเยอะมาก!

Daidomon ผู้มาก่อนกาล
ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

พูดถึงความฮอตฮิตของ Daidomon ในยุคนั้นมีหลายปรากฏการณ์ที่เป็นกระแส สาขาแรกของ Daidomon อยู่ที่สยาม สแควร์ศูนย์รวมของวัยรุ่น โดยมีเมนูและโปรโมชันยอดฮิตในช่วงเวลานั้นเช่น

  • เนื้อหมักสูตรไดโดมอน เป็นเมนูที่ลูกค้าทุกคนต้องสั่งเนื้อวัวและเนื้อหมูจะถูกหั่นชิ้นพอดีคำและหมักด้วยน้ำซอสสีเข้มข้นจนเข้าเนื้อเป็นที่จดจำถึงความอร่อยของลูกค้าได้อย่างดี
  • ข้าวกระเทียม ซึ่งไดโดมอนเป็นผู้บุกเบิกการทานข้าวกระเทียมคู่กับเนื้อย่าง โดยข้าวกระเทียมจะหอมเนยและกระเทียมเจียวชัดเจน ซึ่งกลายเป็นเมนูมาตรฐานที่ร้านปิ้งย่างทุกร้านต้องมีในเวลาต่อมา
  • บุฟเฟต์ราคาเดียว ในยุคนั้นการกินอาหารในห้างแบบอิ่มไม่อั้น เป็นเรื่องใหม่มาก ไดโดมอนได้จัดโปรโมชั่นบุฟเฟต์ในราคาประมาณ 119 – 159 บาท (รวมน้ำ) ซึ่งเป็นราคาที่นักเรียนนักศึกษามาทานได้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์คิวยาวทันที
  • โปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 ไดโดมอนคือผู้ริเริ่มกลยุทธ์ “ยิ่งมาเยอะยิ่งคุ้ม” ซึ่งตอบโจทย์วัฒนธรรมคนไทยที่ชอบกินข้าวเป็นกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว
  • บัตรสมาชิก (Member Card) บัตรสมาชิกไดโดมอนในยุคนั้นถือเป็นสิ่งที่ต้องมีติดกระเป๋าเพราะให้ส่วนลดทันที 10-15% และมีคูปองสมนาคุณพิเศษส่งมาให้ทางไปรษณีย์ถึงบ้าน (ในยุคที่ยังไม่มี Line OA) ทำให้เกิด Brand Loyalty ที่แข็งแกร่งมาก

Daidomon ธุรกิจที่มา “ก่อนกาล” แต่รักษาจุดยืนไม่ได้

Daidomon ผู้มาก่อนกาล
ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

ในยุคที่เฟื่องฟูของ Daidomon มีสาขารวมทั่วประเทศกว่า 76 แห่งห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ในเมืองไทยตอนนั้นต้องมี Daidomon มาเปิดเพื่อให้บริการลูกค้า ภาพรวมของ Daidomon ดูมีแนวโน้มที่สดใสถึงขนาดที่ปี 2544 ไดโดมอนเป็นธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วย

จนกระทั่งปี 2551 พิษเศรษฐกิจทำให้อุตสาหกรรมร้านอาหารเจอปัญหาใหญ่ Daidomon เจอผลกระทบหนัก ๆ ตั้งแต่ปี 2552 จำใจต้องปิดบางสาขาที่ไม่ตอบโจทย์เงื่อนไขธุรกิจในตอนนั้น และยังเป็นครั้งแรกที่ ‘ไดโดมอน กรุ๊ป’ เผชิญหน้ากับผลประกอบการติดลบอย่างหนัก

กระทั่งต้องยอมเปลี่ยนมือทางธุรกิจ โดยได้บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) เข้ามาซื้อกิจการต่อในปี 2554 ซึ่งในช่วงนั้น HOT POT ก็ถือว่าเป็นแบรนด์สุกี้ยากี้บุฟเฟต์ที่มีชื่อเสียงมากในเมืองไทยเช่นกัน

ทั้งนี้ถ้ามาวิเคราะห์รายละเอียดว่า Daidomon ที่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ในตัวเอง และเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความนิยมแต่ทำไมถึงไปไม่รอดทั้งที่เป็นหัวแถวของวงการนี้

ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

1.การยึดติดกับภาพลักษณ์ความสำเร็จเดิม ในฐานะที่เป็นเบอร์หนึ่ง ณ ขณะนั้นทำให้ Daidomon เกิดสภาวะ Brand Stagnation หรือแบรนด์หยุดนิ่ง ตรงข้ามกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ลูกค้ามองหาความแปลกใหม่มากขึ้น แต่ Daidomon ยังคงบรรยากาศร้านเดิมๆทำให้แบรนด์ถูกจำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้ใหญ่หรือครอบครัวเท่านั้น

2.สงครามราคาที่ดุเดือด เป็นธรรมดาของธุรกิจเมื่อมีคนเริ่มต้นและประสบความสำเร็จย่อมเกิดคู่แข่งตามมานับไม่ถ้วน Daidomon ก็เจอปัญหานี้เช่นกันการเกิดขึ้นของแบรนด์อย่าง Aka , Bar-B-Q Plaza รวมถึงร้านปิ้งย่างพรีเมียมจากเกาหลีและญี่ปุ่นแท้ๆ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

3.วิกฤตด้านคุณภาพและมาตรฐาน ด้วยความที่มีสาขาจำนวนมากและเปิดมานาน หลายสาขาเริ่มมีปัญหาเรื่องความสะอาด และมาตรฐานในด้านบริการก็เริ่มแตกต่าง รวมถึงปัญหาต้นทุนครัวกลางที่เพิ่มสูง สวนทางกับยอดขายต่อสาขาที่ลดลงจึงกลายเป็นภาระขาดทุนที่สะสมไปเรื่อยๆ

Daidomon ฟื้นมาอีกครั้งในยุคที่ควบรวมกับ HOT POT

ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

หลังปี 2554 HOT POT และ Daidomon โดยบริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เริ่มปรับปรุงร้านทันทีที่ได้สิทธิ์บริหาร เริ่มทดลองตลาดด้วยการนำทั้ง 2 แบรนด์มารวมกัน ซึ่งสาขาในโลตัสท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นสาขานำร่องที่เริ่มโมเดลใหม่นี้ และปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาดตอนนั้นมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 130 แห่ง อย่างไรก็ดีการฟื้นคืนชีพในครั้งนี้ก็ไม่ได้ยั่งยืนในระยะยาว อันเป็นผลมาจากการแข่งขันที่ดุเดือดด้านการตลาด ไปๆมาๆ ทั้ง HOT POT และ Daidomon ที่อยู่ในเครือเดียวกันตอนนี้ก็ดูท่าว่าจะไปไม่รอดด้วยกันทั้งคู่

ซึ่งบริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JCK ที่ดูแล HOT POT และ Daidomon ก็พยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อหวังสร้างยอดขาย รวมถึงเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการในหลายรูปแบบเช่นการปิดสาขาที่ขาดทุน หรือการทดลองเปิดตลาดขายแฟรนไชส์ในแบรนด์ HOT POT Inter Buffet ที่ประเทศลาวเมื่อปี 2559 แต่ก็ดูเหมือนว่าความพยามทุกอย่างจะไม่เป็นผลนัก มาถึงปี 2562 บริษัทดำเนินการปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 14 แห่ง เหตุผลเพราะว่าผลประกอบการขาดทุนสะสมสูงขึ้นและต่อเนื่อง

  • ปี 2562 มีรายได้ 1,397 ล้านบาท ขาดทุน 158 ล้านบาท
  • ปี 2563 มีรายได้ 701 ล้านบาท ขาดทุน 142 ล้านบาท
  • ปี 2564 มีรายได้ 440 ล้านบาท ขาดทุน 257 ล้านบาท
  • ปี 2565 มีรายได้ 547 ล้านบาท ขาดทุน 214 ล้านบาท
  • ปี 2566 มีรายได้ 397 ล้านบาท ขาดทุน 108 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีสุดท้ายแล้ว Daidomon ร้านปิ้งย่างที่อยู่ในยุคบุกเบิกของตลาด ได้ประกาศปิดให้บริการสาขาสุดท้ายที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ในวันที่ 5 สิงหาคม 2567 และในวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ทาง Facebook Page หลักของ Hot Pot Buffet ได้โพสต์ข้อความ “ปิดตำนาน Hot Pot Buffet” เพื่อขอบคุณลูกค้าที่สนับสนุนมาตลอด เช่นกัน ซึ่งทางบริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยหันไปโฟกัสแบรนด์อื่นที่ยังทำกำไรได้ดีกว่าในตลาดปัจจุบันแทน เช่น Shabu Tomo , Zheng Dou และ Burger & Lobster

key takeaway ถอดบทเรียนของ Daidomon สู่การทำธุรกิจยุคใหม่

ภาพจาก www.facebook.com/daidomont

เรื่องราวของ Daidomon เป็นบทเรียนสำหรับการทำธุรกิจในยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเรียนรู้ได้แก่

1. First Mover ไม่ใช่การได้เปรียบแบบถาวร การเป็นเจ้าแรก (First Mover) อาจทำให้เราได้ Market Share และสร้างการจดจำได้ก่อนใคร แต่ถ้าเราไม่สร้างระบบบริหารจัดการให้แข็งแรง คู่แข่งที่มาทีหลังจะใช้เราเป็นต้นแบบแล้วพัฒนาให้ดีกว่าด้วยต้นทุนที่อาจต่ำกว่าและนวัตกรรมที่ใหม่กว่า ดังนั้นธุรกิจอย่าหยุดเดินหน้าเพียงเพราะคิดว่าเราเป็นเจ้าแรก แต่ต้องกระตุ้นถามตัวเองเสมอว่าในวันที่ลูกค้าตัวเลือกมากขึ้น จะทำยังไงให้แบรนด์ของเรายังเป็นตัวเลือกของลูกค้า

2.อย่ายึดติดความสำเร็จเดิม สิ่งที่เคยดีในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะดีได้ตลอดไป พฤติกรรมลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความต้องการของลูกค้าก็แตกต่างมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งสำคัญคือต้อง Rebranding ให้ทันยุคสมัยอยู่เสมอ ทั้งรูปลักษณ์ภายในร้าน (Vibe), หน้าตาของเมนู และช่องทางการสื่อสาร

3.ธุรกิจที่คล่องตัวมักอยู่รอดได้ดีกว่า ถ้าเปรียบไดโดมอนเป็นเรือก็คือเรือที่ลำใหญ่แม้มีศักยภาพมาก แต่ขาดความคล่องตัว ในขณะที่คู่แข่งเป็นเรือขนาดเล็กแต่คล่องตัวสูง ซึ่งธุรกิจยุคใหม่ใครที่ปรับตัวเร็วกว่าย่อมได้เปรียบ บรรดาคู่แข่งที่ขยับตัวทันทีตามเทรนด์ลูกค้าจึงถูกใจกลุ่มลูกค้ามากกว่าและเรื่องนี้ก็มีผลต่อการสร้างยอดขายโดยตรงด้วย

ถ้าให้สรุปใจความของเรื่องนี้การที่ Daidomon หายไปไม่ใช่เพราะคนไทยเลิกกินปิ้งย่าง แต่หายไปเพราะคนไทยไม่ได้กินปิ้งย่างแบบเดิม เมื่อธุรกิจมีตัวเลือกมากขึ้น ลูกค้าก็จะเลือกในสิ่งที่ดีที่ถูกใจตัวเองกว่าเสมอ รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ก็มีความสำคัญ ดังนั้นธุรกิจที่มาก่อนจึงไม่ได้การันตีว่าต้องอยู่รอดตลอดกาลเช่นกัน

อ้างอิง

 

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด