เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน? นิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา

นี่ถือเป็นหนึ่งในคำถามแรกๆ เลย สำหรับใครที่กำลังจะซื้อแฟรนไชส์มาเปิดร้าน “ควรเปิดในชื่อเราแบบบุคคลธรรมดา หรือควรจดบริษัทไปเลย” เพราะหลายคนมีความเข้าใจว่า ถ้าเป็นร้านเล็กๆ เปิดในชื่อบุคคลธรรมดาน่าจะง่ายกว่า และน่าจะเสียภาษีน้อยกว่าการจดบริษัท คำตอบคือ…ไม่เสมอไปครับ

เพราะเวลาจะดูว่าแบบไหน “จ่ายภาษีน้อยกว่า” เราไม่ได้ดูแค่ยอดขาย แต่ต้องดูว่า ขายได้เท่าไหร่ เหลือกำไรเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายจริงเท่าไหร่ และรายได้ของเจ้าของมาจากอะไรบ้าง โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ที่ไม่ได้มีแค่ต้นทุนสินค้า แต่ยังมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่ารอยัลตี้ ค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินร้านอีกหลายรายการ

ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจว่าจะ “เปิดในชื่อบุคคลธรรมดา” หรือ “จดบริษัท” ลองมาดูกันแบบง่ายๆถ้าเปิดแฟรนไชส์ในชื่อบุคคลธรรมดา สมมุติว่าคุณซื้อแฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่มมาเปิด 1 สาขา ในกรณีที่คุณดำเนินธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจจะถูกนำมาคำนวณเป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน
ภาพจาก https://citly.me/ayms1x

ภาษีของบุคคลธรรมดาใช้ระบบอัตราก้าวหน้า หมายความว่า…รายได้หรือเงินได้สุทธิยิ่งสูง อัตราภาษีในส่วนที่สูงขึ้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น โดยอัตราสูงสุดอยู่ที่ 35% แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณมีรายได้ 2 ล้านบาท คุณจะเอา 2 ล้านบาทไปคูณ 35% ทั้งหมด ภาษีจะคำนวณเป็นขั้นๆ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามหลักเกณฑ์แล้ว

ข้อดีของบุคคลธรรมดา เริ่มต้นง่ายกว่า โครงสร้างไม่ซับซ้อน ในบางประเภทธุรกิจสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ ถ้าคุณเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ขนาดเล็ก รายได้ยังไม่สูงมาก ต้นทุนไม่ได้ซับซ้อน การเป็นบุคคลธรรมดาก็อาจเหมาะกว่า แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจโตขึ้น เพราะเมื่อกำไรของคุณสูงขึ้น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็สามารถไต่ขึ้นตามขั้นอัตราภาษีได้

แล้วถ้าจดเป็นบริษัทล่ะ?

เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน
ภาพจาก https://citly.me/ayms1x

ถ้าคุณจัดตั้งเป็นบริษัท รายได้และค่าใช้จ่ายของร้านจะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาว่า “สุดท้ายแล้วบริษัทมีกำไรสุทธิเท่าไหร่” จากนั้นจึงนำกำไรสุทธิไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์ SME ตามกฎหมาย อัตราภาษีจะเป็นขั้นบันได โดยกำไรสุทธิส่วนแรกไม่เกิน 300,000 บาทได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3 ล้านบาทเสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสีย 20%

ส่วนกรณีนิติบุคคลทั่วไป อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยทั่วไปอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ ตรงนี้มีประเด็นสำคัญมากครับ บริษัทไม่ได้เสียภาษีจาก “ยอดขาย” โดยตรง แต่เสียภาษีจากกำไรสุทธิที่คำนวณตามกฎหมายภาษีสมมุติคุณเปิดแฟรนไชส์แล้ว ยอดขายทั้งปี = 3 ล้านบาท

แต่คุณมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กฎหมายยอมให้หักได้ รวมแล้ว 2.5 ล้านบาทสิ่งที่เหลือไม่ใช่กำไร 3 ล้านบาท แต่เหลือกำไรก่อนรายการทางภาษีประมาณ 500,000 บาท บริษัทจึงนำ “กำไรสุทธิ” ที่คำนวณตามหลักภาษีไปคำนวณภาษี ไม่ใช่เอายอดขายทั้งหมดไปคูณอัตราภาษี

เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน

และนี่คือเหตุผลที่บางธุรกิจแฟรนไชส์เริ่มน่าสนใจเมื่อเป็นนิติบุคคล ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า คุณเปิดแฟรนไชส์ 1 สาขา ปีแรกยอดขายยังไม่ดี ลงทุนไปเยอะ ค่าตกแต่งร้านสูง ค่าอุปกรณ์สูง ค่าเช่าสูง ค่าแรงสูง ค่าโฆษณาสูง สุดท้ายปีนั้นกิจการมีผลขาดทุน

ถ้าเป็นนิติบุคคลและมีผลขาดทุนทางภาษีที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์คุณจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร เพราะปีนั้นไม่มีผลกำไรให้เสียภาษี ที่สำคัญผลขาดทุนสุทธิทางภาษีสามารถนำไปหักกับกำไรสุทธิในปีต่อๆ ไปได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย โดยทั่วไปใช้ได้ไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชี

สมมุติว่า ปีแรกขาดทุน 200,000 บาท ปีที่สองกำไร 500,000 บาท ถ้าเข้าเงื่อนไขและใช้ผลขาดทุนสะสมได้ครบ ก็อาจนำ 200,000 บาทมาหักกับกำไรปีที่สองได้ เหลือกำไรที่นำมาคำนวณภาษี 300,000 บาทสำหรับ SME ที่เข้าเกณฑ์ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น ในตัวอย่างนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจเป็น 0 บาท นี่คือหนึ่งในความแตกต่างที่คนกำลังเปิดแฟรนไชส์ควรรู้

จดบริษัทไม่ได้แปลว่าเสียภาษีน้อยกว่าเสมอ

เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน
เพราะหลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นจดบริษัทเลยสิ ภาษีถูกกว่าแน่นอน” ไม่ใช่ เพราะการเป็นบริษัทก็มีต้นทุนและภาระในการบริหารเพิ่มขึ้น ต้องทำบัญชี ต้องจัดทำงบการเงิน ต้องยื่นแบบภาษีของนิติบุคคล ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบงบการเงินตามกฎหมาย และมีค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีและบริหารเอกสารที่บุคคลธรรมดาอาจมีน้อยกว่า

นอกจากนี้ เงินของบริษัทก็ไม่ใช่เงินส่วนตัวของเจ้าของโดยอัตโนมัติ ถ้าคุณนำเงินออกมาในรูปเงินเดือน เงินปันผล หรือการจ่ายในลักษณะอื่น ก็อาจมีภาษีหรือหน้าที่ทางภาษีที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ดังนั้นเวลาจะเทียบว่า “บริษัทจ่ายภาษีน้อยกว่าไหม” ต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่ดูเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล

อีกเรื่องที่คนซื้อแฟรนไชส์ต้องรู้ คือ VAT

เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน
สมมุติคุณเปิดร้านแฟรนไชส์แล้วธุรกิจมีรายรับถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยทั่วไปหากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะมีหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน VAT ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทอย่างเดียว ถ้าธุรกิจเข้าเกณฑ์ ก็ต้องจัดการเรื่อง VAT ให้ถูกต้อง ดังนั้นอย่าคิดว่า “ถ้าไม่จดบริษัท ก็ไม่ต้องมี VAT” เพราะสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน

แล้วค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์กับค่ารอยัลตี้ล่ะ

สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ยังมีอีกเรื่องที่ต้องระวัง คือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สมมุติคุณซื้อแฟรนไชส์และต้องจ่ายค่าธรรมเนียม หรือค่ารอยัลตี้ให้เจ้าของแฟรนไชส์ การจ่ายเงินบางประเภทอาจมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรตามประเภทเงินได้และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้จึงควรตรวจสอบตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญาแฟรนไชส์ เพราะบางครั้งคนซื้อจะมองแค่ “แฟรนไชส์นี้ลงทุนกี่แสน” แต่ไม่ได้มองว่า หลังจากเปิดร้านแล้ว มีค่าธรรมเนียมอะไรที่ต้องจ่ายอีกบ้าง และแต่ละรายการมีภาษีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง

แล้วสุดท้าย… เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่า

เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน

ถ้าให้ตอบแบบง่ายที่สุด แฟรนไชส์ขนาดเล็ก รายได้ยังไม่สูง โครงสร้างธุรกิจไม่ซับซ้อน และค่าใช้จ่ายไม่มาก จดทะเบียน บุคคลธรรมดาอาจเหมาะกว่า เพราะเริ่มต้นง่ายกว่าและมีต้นทุนด้านบัญชีและเอกสารน้อยกว่า

แต่ถ้าธุรกิจมีรายได้สูง มีค่าใช้จ่ายจริงจำนวนมาก มีพนักงาน มีหลายสาขา ต้องการขยายกิจการ ต้องการเงินทุน หรือมีแผนทำธุรกิจระยะยาว การจัดตั้งเป็นนิติบุคคลอาจมีความเหมาะสมมากกว่า เพราะสามารถบริหารรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการอย่างเป็นระบบ และภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากกำไรสุทธิ ไม่ใช่ยอดขายทั้งหมด

แต่คำว่า “จดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยกว่า” ก็ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะสุดท้ายต้องเอาตัวเลขจริงมาคำนวณ ยอดขายเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ มีรายได้ส่วนตัวอื่นไหม ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เท่าไหร่ รอยัลตี้เท่าไหร่ มี VAT หรือไม่ และเจ้าของจะนำเงินออกจากบริษัทในรูปแบบไหน ทั้งหมดนี้มีผลต่อภาษีทั้งนั้น

อย่าเลือกโครงสร้างจากคำว่า “เสียภาษีน้อยที่สุด” อย่างเดียว

เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน
ภาพจาก https://citly.me/ayms1x

เพราะเป้าหมายของการวางแผนภาษีที่ดี ไม่ใช่การหาวิธี “ไม่เสียภาษี” แต่คือ เสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เสียมากเกินความจำเป็น ถ้าคุณกำลังจะซื้อแฟรนไชส์ สิ่งที่ควรทำก่อนเซ็นสัญญาไม่ใช่แค่ถามว่า “แฟรนไชส์นี้คืนทุนกี่เดือน” แต่ควรถามด้วยว่า ถ้ายอดขายได้ตามที่แฟรนไชส์คาดการณ์ เราจะเหลือกำไรจริงเท่าไหร่หลังหักต้นทุนและภาษี

เพราะบางแฟรนไชส์บอกยอดขายเดือนละ 300,000 บาท ฟังดูเยอะมาก แต่ถ้าหักค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าแรง ค่ารอยัลตี้ ค่าโฆษณา VAT และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว เงินที่เหลืออาจไม่ได้มากอย่างที่คิดและนี่แหละคือเหตุผลว่า ก่อนซื้อแฟรนไชส์ อย่าดูแค่ “ยอดขาย” ให้ดู “กำไรหลังภาษี” ด้วย

สรุปสั้นๆ

บุคคลธรรมดา

  • เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก โครงสร้างไม่ซับซ้อน รายได้และกำไรยังไม่สูงมาก
  • จัดการง่ายกว่า
  • ภาษีเงินได้เป็นอัตราก้าวหน้า สูงสุด 35%
  • สามารถหักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

นิติบุคคล

  • เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเติบโต มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายจริงจำนวนมาก หรือมีแผนขยายกิจการ
  • เสียภาษีจากกำไรสุทธิ
  • SME ที่เข้าเกณฑ์มีอัตราภาษีแบบขั้นบันได
  • ผลขาดทุนสุทธิทางภาษีสามารถนำไปใช้หักกำไรในอนาคตได้ตามเงื่อนไข
  • แต่มีต้นทุนและภาระด้านบัญชีและการบริหารมากกว่า
เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่ากัน
ภาพจาก https://citly.me/ayms1x

ดังนั้นคำตอบของคำถามว่า “เปิดแฟรนไชส์แบบไหนจ่ายภาษีน้อยกว่า” อาจไม่ได้อยู่ที่ “บุคคลธรรมดา” หรือ “บริษัท” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าธุรกิจของคุณมีรายได้ กำไร ค่าใช้จ่าย และแผนการเติบโตแบบไหน
เพราะโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก อาจช่วยให้คุณประหยัดทั้งภาษี เวลา และต้นทุนในการแก้ปัญหาในอนาคตได้มากกว่าการมานั่งเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจตอนที่ร้านโตไปแล้ว

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช