ทำเลปัง! กำไรสุดยอด! เปิดร้านริมทางต้องเลือกพื้นที่แบบไหน

การเลือกเปิดร้านเพื่อขายอาหารสักแห่งถ้าเป็นร้านขนาดเล็ก อย่างร้านหมูปิ้ง , ลูกชิ้นทอด , ไก่ทอด ฯลฯ เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก ขอแค่ให้แถวนั้นมีคนพลุกพล่าน ค่าเช่าไม่แพง หรือบางทีไม่มีค่าเช่าเลย ทีเหลือก็ไปวัดดวงว่าจะมีลูกค้าแวะมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน ในหลักการตลาดแม้คำว่าทำเลจะมีผลต่อการอยู่รอดของร้าน แต่เราก็ไม่ควรเลือกทำเลจากความรู้สึก หรือคิดแค่ว่าเน้นความสะดวกเพราะอยู่ใกล้บ้าน เพราะที่จริงมีหลักการวิเคราะห์พื้นที่ซึ่งเราควรรู้แม้จะเป็นแค่การเปิดร้านเล็กๆริมทางก็ตาม

หลักการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้านริมทาง

ทำเลปัง กำไรสุดยอด
ภาพจาก https://citly.me/hk8mwe

นอกเหนือจากความสะดวก หรือการเลือกพื้นที่แบบคำนึงถึงต้นทุนค่าเช่า อาจเป็นแค่หลักการเบื้องต้น แต่ในความจริงมีหลักการที่ควรรู้อีก 3 ข้อคือ

1. ทำเลที่มีปริมาณคนเดินผ่านมาก (Foot Traffic)

ซึ่งจะมีผลต่ออัตราการซื้อ ทั้งนี้การนับจำนวนคนเดินผ่านหน้าร้านไม่ได้ดูแค่ความหนาแน่นรวมต่อวัน แต่ต้องวิเคราะห์ จังหวะเวลาและความตั้งใจของคนเดินควบคู่กันไป มีสูตรเบื้องต้นที่ใช้คำนวณคือ concersion rate=〖(จำนวนบิลหรือลูกค้าที่ซื้อจริง/จำนวนคนเดินผ่านที่อยู่ในขอบเขตการมองเห็น) x 100〗^

โดยทั่วไปร้านริมทางทั้งหลายควรมี concersion rate ประมาณ 3-7% เช่นหากทำเลมีคนเดินผ่าน 250 คน/ชั่วโมง และเราเปิดขายเป็นเวลา 3 ชม./วัน รวมมีคนเดินผ่านประมาณ 750 คน (ตัวเลขโดยประมาณ) คิด concersion rate ที่ 5% จะมีลูกค้าประมาณ 38 คน/วัน ถ้ายอดใช้จ่ายต่อบิลคิดที่ 50 บาท จะมีรายได้ประมาณ 1,900 บาท/วัน เป็นต้น

2.วิเคราะห์ทำเลจากกลุ่มเป้าหมายสินค้า

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกขายอะไร บางครั้งการมีคนเดินเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายดี ถ้าลูกค้าไม่สนใจ ในทางตรงข้ามหากมีกลุ่มเป้าหมายเยอะ โอกาสขายได้เยอะก็มีเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นทำเลที่คนมีความเร่งรีบเดินทาง เช่น สถานีรถไฟฟ้า , ป้ายรถเมลล์ , ทางเดินก่อนเข้าตึกออฟฟิศ สินค้าที่เหมาะกับทำเลเหล่านี้ต้องเน้นสะดวก รวดเร็ว เช่น ลูกชิ้นทอด , แซนด์วิช , อาหารกล่อง เป็นต้น แต่ถ้าเป็นทำเลที่คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายไม่เร่งรีบมากอย่างตลาดชุมชน , ใกล้หอพักตอนเย็น สินค้าที่เหมาะสมอาจเป็นกลุ่มสินค้าพร้อมทานสำเร็จรูป , อาหารตามสั่ง , เครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น

3.วิเคราะห์จากระยะการมองเห็นประมาณ 50 เมตร

เรียกว่าเป็นระยะดึงดูดสายตา ลูกค้าควรมองเห็นร้านเราได้ไม่ใช่จะเป็นป้ายร้าน , ตัวร้าน เพื่อให้สมองลูกค้ามีเวลาประมวลผลการตัดสินใจชะลอเพื่อซื้อ และควรหลีกเลี่ยงจุดอับสายตาเช่นหลังเสาไฟฟ้า , จุดที่มีสิ่งกีดขวางบังหน้าร้าน เพราะจะทำให้โอกาสขายสินค้านั้นลดลง อีกอย่างที่สำคัญคือหน้าร้านควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 1-2 เมตร สำหรับการหยุดยืนรอไม่บดบังทางเดินคนอื่น การไม่มีพื้นที่หน้าร้านบางครั้งก็ทำให้เสียโอกาสในการขายได้เช่นกัน

จำลองต้นทุน / รายได้ และจุดคุ้มทุนเบื้องต้น

ทำเลปัง กำไรสุดยอด
ภาพจาก https://citly.me/3oudq1

เพื่อให้เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพของประโยชน์ในการวิเคราะห์ทำเลก่อนเปิดร้าน จะจำลองตัวอย่างการเปิดร้านลูกชิ้นทอด เน้นตั้งโต๊ะขนาดเล็ก / รถเข็น มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ

  • ค่าเช่าทำเล 5,000 – 10,000 บาท (ขึ้นอยู่กับทำเล หรือบางทีอาจไม่มีต้นทุนตรงนี้เลยก็ได้)
  • ต้นทุนวัตถุดิบ วัตถุดิบ (COGS) 50 – 55% ของยอดขาย เช่นลูกชิ้นคุณภาพดี , น้ำมันทอด , บรรจุภัณฑ์
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 3,000 – 5,000 เช่นค่าแก๊ส , ค่าไฟฟ้า , ค่าน้ำ
  • ยอดขายเป้าหมาย ประมาณ 60,000 / เดือน ตั้งเป้าขายเฉลี่ยงวันละ 2,000 บาท
  • กำไรสุทธิ ประมาณ 20,000 บาท/เดือน คิดจาก 25% หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ

ซึ่งเราจะเห็นว่าตัวเลขนี้จะเป็นไปได้ก็ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ทำเลเพื่อให้เหมาะสมกับการเปิดร้าน หากไปตั้งอยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมแม้จะเป็นร้านริมทางก็อาจประสบปัญหาเรื่องยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าได้เช่นกัน

เลือกลงทุนแบบไหน! ประสบความสำเร็จได้เร็วที่สุด?

ทำเลปัง กำไรสุดยอด
ภาพจาก https://citly.me/bhberq

แน่นอนว่าถ้าเราเปิดร้านเอง ทุกอย่างเราต้องไปเริ่มจากศูนย์ ต้องเตรียมทุกอย่างตั้งแต่เริ่ม แถมต้องสร้างแบรนด์เอง สร้างฐานลูกค้า กว่าจะติดตลาดอาจต้องใช้เวลามากเกินไป ทางที่ดีที่สุดคือการเลือกลงทุนแฟรนไชส์ที่ประหยัดเวลาได้มาก ปัจจุบันมีแบรนด์น่าสนใจให้เลือกลงทุนได้ทันที ยกตัวอย่าง ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 17 ปี มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 2,500 แห่ง เป็นแฟรนไชส์พร้อมสร้างอาชีพที่ลงทุนน้อย โอกาสคืนทุนไวประมาณ 1-4 อาทิตย์

งบลงทุน 3,000 – 59,990 บาท มีหลายแพ็กเกจให้เลือกลงทุนเช่น ชุดทดลองขาย , ชุดป้ายพร้อมอุปกรณ์ , ชุดตลาดนัดพกพา , ชุดรถเข็นตั้งต้น , ชุดมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง ,ชุดซุ้มพิเศษ ไม่มีค่ารายเดือน รายปี ไม่มีหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ทุกแพ็กเกจที่เลือกจะได้วัตถุดิบและอุปกรณ์ให้พร้อมเปิดร้าน

หรือแฟรนไชส์ไส้กรอกแม่ไก่ที่พร้อมจัดส่งวัตถุดิบจากโรงงานมาตรฐานค่าแฟรนไชส์ 31,900 บาท งบลงทุน 49,000 บาท สิ่งที่ผู้ลงทุนจะได้รับคือคีออสตามแพ็กเกจที่เลือกพร้อมตกแต่งครบ + อุปกรณ์และวัตถุดิบให้พร้อมเปิดร้าน โอกาสคืนทุนของธุรกิจนี้ประมาณ 3 เดือน

รวมถึงแบรนด์แฟรนไชส์น่าสนใจอย่างหมูทอดหมายเลข 7 ออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ผ่านการคำนวณทุกอย่างตั้งแต่ค่าเช่า ค่าแรง รวมถึงการลด Food Waste ให้ใกล้เคียง 0% ด้วยระบบวัตถุดิบแช่แข็งพร้อมส่งให้ผู้ประกอบการในทุกพื้นที่ และการเพิ่ม Ticket Size จากการขายเมนูที่มีความหลากหลาย ทำเลที่แนะนำสำหรับคนที่สนใจเปิดร้านคือในสถานีบริการน้ำมัน , ห้างสรรพสินค้า , ตลาดใกล้โรงเรียน / โรงงาน , ย่านออฟฟิศ , ใกล้สถานศึกษาหรือแหล่งที่พักอาศัย

อย่างไรก็ดีการจะเลือกลงทุนแฟรนไชส์ไหน หรือจะเลือกขายสินค้าอะไร สำคัญสุดคือผู้ลงทุนต้องเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ และนอกจากเงินทุนเปิดร้านก็ควรมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรองรับธุรกิจในช่วง 2-3 เดือนแรก ควบคู่กับการทำตลาดที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การเปิดร้านที่แม้จะเป็นแค่ร้านริมทางก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงได้

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด