เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026 วิธีบริหารเงินฉบับ “Family First”

เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยในตอนนี้กับสถานการณ์ “ข้าวยากหมากแพง” อย่างแท้จริง กับหลากหลายปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาแบบไม่หยุดหย่อน ทั้งเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แถมยังหายากในบางพื้นที่ ไหนจะเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคที่จ่อจะขึ้นราคาอีกหลายประเภท ในขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับต้องมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก

ปัญหาของแพง เริ่มต้นจากราคาน้ำมันเพิ่มสูง

ถ้าไล่เรียงต้นทางของปัญหาเริ่มจากการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจึงส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ที่ประมาณ 31–33 บาทต่อลิตร แต่ราคาจริงตามตลาดโลกพุ่งไปสูงกว่านี้มากและล่าสุดดีเซลก็พุ่งสูงเกินกว่าลิตรละ 40 บาทแล้ว

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือเมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในภาวะ ติดลบมหาศาล ซึ่งหมายความว่าในอนาคต เมื่อวิกฤตคลี่คลาย คนไทยอาจต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าตลาดโลกเพื่อใช้หนี้ก้อนนี้

แน่นอนว่าน้ำมันแพงราคาสินค้าก็ต้องแพงตาม โดยเฉพาะราคาเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่ขยับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน กระทบโดยตรงต่อกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มชัดเจนแม้กระทรวงพาณิชย์จะจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค 59 รายการ ที่เริ่มมีแรงกดดันขอปรับราคาเนื่องจากต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

เมื่อสถานการณ์รอบด้านวิกฤติขนาดนี้ย่อมส่งผลให้รายได้คนไทยโตไม่ทันกับรายจ่าย ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มสั่นคลอน ประชาชน กว่า 90% รู้สึกกังวลในเรื่องเหล่านี้มาก

ยิ่งถ้าไปดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนก็เหมือนจะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักขึ้น ปัจจุบันคนไทยมียอดหนี้รวม สูงถึง 16.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 86.8% ของ GDP และสัญญาณอันตรายที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือวิกฤติหนี้ครัวเรือนนี้เริ่มลามไปสู่กลุ่มที่รายได้สูง

ข้อมูลจากสภาพัฒน์ชี้ว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูง เกิน 100,000 บาท/เดือน เริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น สะท้อนว่าวิกฤตนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้มีรายได้น้อยอีกต่อไป

เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026

วิธีบริหารเงินฉบับ “Family First” ให้อยู่รอดยุควิกฤติ

สิ่งสำคัญที่สุดของคนไทยในตอนนี้คือจะปรับตัวกันอย่างไรให้อยู่รอด ทางที่ดีที่สุดคือทุกคนต้องช่วยตัวเองก่อน ลำพังหวังพึ่งภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ แม้หลายคนจะตั้งคำถามตัวโตๆอีกว่า ถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาที่ไหนมาบริหาร ก็ต้องอธิบายก่อนว่าวิธีบริหารเงินคือการจัดระเบียบการใช้จ่าย อาจไม่ได้ช่วยให้รวยทันตาเห็น

แต่อย่างน้อยก็ทำให้การเงินในครอบครัวมีระบบระเบียบมากขึ้น แล้วเราจะเห็นว่าตรงไหนคือช่องโหว่ที่เราควรอุด จากนั้นค่อยคิดหาวิธีเพิ่มรายได้เข้ามาดังนั้นวิธีบริหารการเงินภายในครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาใช้เร่งด่วนที่สุดเป็นอันดับแรก

1.การประหยัดคือการเพิ่มรายได้ที่ง่ายที่สุด

ถ้าครอบครัวไทยที่มีรายได้ปานกลางหันมาคุมค่าใช้จ่ายอย่างจริงจัง เช่น ถอดปลั๊กไฟที่ไม่ใช้ ลดการใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น ตัดรายจ่ายที่ไม่สำคัญออก การลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยอาจช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 5-10% ของรายได้ สมมุติถ้าเรามีรายได้ครอบครัวรวมกัน 30,000 บาทและประหยัดเพื่อลดรายจ่ายลงได้ 10% เท่ากับแต่ละเดือนจะมีเงินเหลือประมาณ 3,000 บาท เป็นต้น

2.บริหารการเงินแยกเป็น 3 ส่วน

เพื่อให้การเงินของครอบครัวอยู่รอดในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ลำพังแค่การประหยัดอาจไม่เพียงพอแต่ควรมีระบบบริหารจัดการระบบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเช่นการแยกเป็น 3 ส่วนชัดเจนคือ

ส่วนที่1: เงินที่ต้องจ่ายประจำ โดยอาจจะรวมยอดค่าใช้จ่ายจำเป็นทั้งหมดใน 1 เดือน เช่น ค่าส่งรถ , ค่าเช่าบ้าน ฯลฯ แล้วโอนเงินของคนในครอบครัวเพื่อเข้าส่วนนี้ทั้งหมด

ส่วนที่ 2: เงินใช้ของแต่ละคนในครอบครัว เมื่อเหลือจากส่วนแรกก็นำเงินอีกส่วนมาเฉลี่ยรายวันว่าใน 1 เดือนควรใช้วันละเท่าไหร่ ตรงนี้ก็อาจต้องใช้ความประหยัดเข้ามาร่วมด้วยอย่างมากเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวพอมีจับจ่ายเอาตัวรอดไปในแต่ละเดือน

ส่วนที่ 3: เงินฉุกเฉิน บางครอบครัวหักใน 2 ส่วนแรกไปแล้วแทบจะไม่มีเหลือมาหักออมในส่วนนี้ แต่ต้องพยายามลดรายจ่ายอื่นๆ ให้ได้มากที่สุดเพื่อเอามาออมในส่วนนี้ มีน้อยก็ออมน้อยแค่หลักร้อยก็ยังดี แต่ต้องสม่ำเสมอ เพื่อเป็นเงินใช้จ่ายในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026

 

3.ใช้สวัสดิการรัฐให้เกิดประโยชน์

แม้ว่าบริการภาครัฐอาจมีปัญหาล่าช้าบ้าง แต่ในยุควิกฤติแบบนี้ก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดสำหรับครอบครัวได้เช่นกัน ต้องให้ทุกคนในครอบครัวเช็คสิทธิที่แต่ละคนได้รับว่ามีอะไรเช่น ประกันสังคม , กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , สิทธิกู้เงินจากบริษัท (ดอกเบี้ยต่ำ) เป็นต้น การรู้สิทธิเหล่านี้และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะช่วยทำให้การเงินครอบครัวมีเสถียรภาพมากขึ้น

ยุควิกฤติถ้าไม่ “บริหารการเงิน” จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน?

เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026

การที่คนไม่มีเงินบางครั้งก็เน้นไปที่การกู้ แต่ข้อมูลล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 พบว่า อัตราการอนุมัติสินเชื่อลดลงเหลือเพียง 34-35% สะท้อนให้เห็นว่าประวัติการเงินของคนส่วนใหญ่เริ่มแย่ จนระบบธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ มีการคำนวณเบื้องต้นว่ากลุ่มคนที่ไม่มีเงินสำรองและพึ่งพาเฉพาะสินเชื่อเป็นหลักอาจจะตึงจนถึงจุดวิกฤติไม่เกินช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2026

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า คนไทยส่วนใหญ่มีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 87-95% ต่อ GDP ขณะที่หนี้นอกระบบพุ่งสูงขึ้นเป็น 35% ของหนี้ทั้งหมด สะท้อนความจริงที่ชัดเจนว่ารายได้ของหลายๆครอบครัวถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าการซื้ออาหารหรือลงทุน

วิเคราะห์ต่อไปอีกว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อแบบนี้ต่อไปจนจนฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1.5% จะเกิดสภาวะ ตลาดหดตัวรุนแรง ซึ่งจะกระทบไปถึงการจ้างงานและโบนัสในช่วงปลายปี 2026 กลุ่มที่คนที่จะอยู่รอดคือกลุ่มที่รู้จักการปรับตัว ส่วนกลุ่มที่ยังพึ่งพารายได้หลักทางเดียวและมีภาระทางครอบครัวสูงจะมีความเสี่ยงด้านการเงินเพิ่มสูงมาก

การช่วยเหลือตัวเองก็อาจบรรเทาได้ในระดับหนึ่งแต่ถ้าไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากภาครัฐ กลุ่มที่เปราะบางคือมีรายได้น้อยแต่หนี้สูงอาจถึงจุดตึงเครียดที่สุดในช่วงกลางปี 2026

ส่วนพวกกลุ่มคนชั้นกลางอาจจะพอประคองตัวไปได้อีกระยะแต่จะเริ่มมองเห็นการลดระดับการใช้ชีวิตอย่างชัดเจนเช่น การขายรถ ลดการกินนอกบ้าน หรือเปลี่ยนมาใช้สินค้าราคาประหยัดมากขึ้น

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด