อวสานสงครามราคา จีนไปก่อน ใครต่อไป

คำว่า “内卷 (involution)” ซึ่งเดิมใช้ในเชิงสังคมวิทยา ปัจจุบันได้กลายเป็นศัพท์ทางเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในประเทศจีนช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เพื่ออธิบายการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม
รายงานของ Bloomberg ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดของสงครามราคา

จากเดิมที่มีผู้เล่นหน้าใหม่มากกว่าสิบรายในช่วงของการอุดหนุนจากทางภาครัฐ ปัจจุบันจำนวนแบรนด์ที่อยู่รอดเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะยอดขายลดลงอย่างมากสวนทางกับกำลังผลิตที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปก่อนหน้า

การแข่งขันดังกล่าวส่งผลให้บริษัทจำนวนมากใช้กลยุทธ์ลดราคา เพื่อให้ได้จำนวนปริมาณการขายมากกว่าการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น รถยนต์หลายรุ่นถูกปรับราคาลงเพื่อกระตุ้นยอดจอง

แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะผันผวน และความต้องการภายในประเทศชะลอตัว ผลที่ตามมาคืออัตรากำไรของทั้งอุตสาหกรรมลดลงพร้อมกัน

ขณะที่กำลังการผลิตโดยรวมยังสูงกว่าความต้องการซื้อของบริโภค สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโมเดลการเติบโต ที่พึ่งพาการลงทุนและการขยายกำลังผลิตล่วงหน้า

ปรากฏการณ์สงครามราคา ยังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ แพลตฟอร์มบริการออนไลน์ ฟู้ดเดลิเวอรี่ เครื่องดื่ม กาแฟ ซึ่งบริษัทแข่งขันกันด้วยคูปอง ส่วนลด และโปรโมชั่น “ลดแลกแจกแถม” เพื่อดึงดูดการซื้อของลูกค้า

ในระยะสั้นผู้บริโภคอาจได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง แต่ในระดับมหภาค การลดราคาลงพร้อมกันทั้งระบบทำให้รายได้ภาคธุรกิจหดตัว การจ้างงานชะลอตัว และการลงทุนใหม่ถูกเลื่อนออกไป กลายเป็นแรงกดดันให้เกิดภาวะเงินฝืดสะสมตามมา

Stocktwits ระบุว่า รัฐบาลจีนเริ่มแก้ปัญหาด้วยแนวคิด “anti-involution” โดยส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ทำลายความยั่งยืนของอุตสาหกรรม มีการหารือแนวทางจำกัดการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนในบางภาคส่วน และเรียกร้องให้บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพ นวัตกรรม และผลกำไรที่สมเหตุสมผลมากกว่าการแย่งส่วนแบ่งการตลาดเพียงอย่างเดียว

ความท้าทายคือ เมื่อกำลังผลิตมีมากจนล้น และอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ให้ธุรกิจต้องลดราคาเพื่อเอาตัวรอด ทำให้สงครามราคาของจีนไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการสะท้อนของความไม่สมดุลของการผลิตและการบริโภค ที่ภาครัฐจำเป็นต้องจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้สงครามราคาลุกลามกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

กระพือข่าวสงครามราคาจีนทั่วโลก

ปรากฏการณ์ “สงครามราคา” ของจีนไม่ได้ถูกพูดถึงเฉพาะในสื่อด้านเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่ยังถูกเผยแพร่และขยายความในสื่อของไทยอีกด้วย

รายงานผ่านช่อง YouTube ของกรุงเทพธุรกิจ อธิบายภาพรวมว่า การแข่งขันตัดราคาของจีนไม่ได้จำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ลามไปยังฟู้ดเดลิเวอรี่ อี-คอมเมิร์ซ ไปจนถึงแชนธุรกิจกาแฟและร้านอาหาร ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังวิกฤตอสังหาริมทรัพย์

รายงานดังกล่าวชี้ว่า ในระยะสั้น การลดราคาอาจช่วยกระตุ้นยอดขายและรักษาการจ้างงานของบริษัท แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายอุตสาหกรรม กลับสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอัตราการทำกำไรของบริษัท รายได้ของแรงงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเงินฝืดสูง หากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าราคาจะลดลงต่อเนื่อง พวกเขามีแนวโน้มชะลอการลงทุน ขณะที่ผู้บริโภคอาจชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอราคาที่ถูกลงกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่ง มีรายงานผ่าน YouTube ที่สะท้อนท่าทีเกี่ยวกับนโยบายของทางรัฐบาลจีน โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องนี้เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนในอุตสาหกรรม EV และกำลังพิจารณามาตรการกำกับดูแลเพื่อไม่เกิดการแข่งขันด้านราคาที่บั่นทอนเสถียรภาพของตลาด

แนวคิดนี้สอดคล้องกับท่าที “anti-involution” ที่ต้องการควบคุมการแข่งขันที่ทำลายคุณภาพและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ

การออกข้อกำหนดห้ามขายต่ำกว่าต้นทุน แม้อาจช่วยประคองอุตสาหกรรมในระยะสั้น แต่ก็สะท้อนความตึงเครียดเชิงนโยบายที่จีนกำลังเผชิญ

กล่าวคือ หากปล่อยให้ตลาดแข่งขันเสรีเต็มรูปแบบ บริษัทที่อ่อนแออาจล้มละลายจำนวนมาก กระทบการจ้างงานและเสถียรภาพทางสังคม แต่หากแทรกแซงมากเกินไป ก็อาจบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้ปัญหากำลังการผลิตล้นยืดเยื้อ

จากรายงานข่าว เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลจีนเริ่มตระหนักว่าสงครามราคาที่เคยถูกมองเป็นเครื่องมือทางการแข่งขัน กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และอาจบังคับให้ทบทวนทิศทางโมเดลการเติบโตในระยะยาว

ผลกระทบเงินฝืดและตัวเลขเศรษฐกิจจริง

อวสานสงครามราคา

สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดไม่ได้มาจากแคมเปญลดราคาในโชว์รูมรถยนต์ รายงานของ Reuters ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนหดตัว 3.6% ในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นการลดลงแรงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นแรงกดดันด้านราคากำลังกระจายตัวในภาคการผลิตวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บางอุตสาหกรรมเท่านั้น

แม้บางช่วงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ช่องว่างระหว่าง CPI และ PPI บ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ผู้ผลิตต้องเผชิญต้นทุนคงที่ ขณะที่ราคาขายส่งลดลงต่อเนื่อง ทำให้อัตรากำไรหดตัว และความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

ภาวะนี้สะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรงพอจะดูดซับกำลังการผลิตจำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงหลายปีก่อนหน้า

ภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นได้อย่างไร?

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากอธิบายว่า สิ่งที่จีนกำลังเผชิญไม่ใช่โปรโมชั่นระยะสั้น แต่เป็นปัญหาสะสมจากหลายด้านพร้อมกัน

  1. กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัวลง การฟื้นตัวหลังการระบาดโควิดไม่ทั่วถึง ประกอบกับความไม่มั่นใจในตลาดแรงงานและมูลค่าสินทรัพย์ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ภาคครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
  2. ภาระหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้รัฐบาลท้องถิ่นสูง ส่งผลให้ความสามารถทางการคลัง (fiscal space) ของรัฐบาลถูกจำกัด การกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่จึงทำได้ยากเมื่อเทียบกับในอดีต
  3. กำลังการผลิตล้น (overcapacity) ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ EV แบตเตอรี่ และโซลาร์ ทำให้บริษัทในอุตสาหกรรมนั้นๆ แข่งขันกันลดราคา เพื่อระบายสินค้ามากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่ม
  4. แรงกดดันจากต่างประเทศ มาตรการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีน โดยเฉพาะสินค้าที่ถูกมองว่าได้รับการอุดหนุนจากรัฐ ทำให้บริษัทจีนเผชิญข้อจำกัดในการตั้งราคาส่งออก และต้องแบกรับต้นทุนภาษีหรือกำแพงกีดกันเพิ่มเติม

เมื่อปัจจัยทั้งหมดทำงานพร้อมกัน ภาวะเงินฝืดจึงก่อตัวขึ้นในลักษณะ “self-reinforcing” กล่าวคือ ราคาที่ลดลงบั่นทอนกำไร กำไรที่ลดลงบั่นทอนการลงทุน การลงทุนที่ชะลอตัวทำให้รายได้และการจ้างงานเติบโตช้าลง และท้ายที่สุดย้อนกลับมากดทับอุปสงค์อีกครั้ง นักวิเคราะห์บางรายมองว่า

นี่คือการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการแสวงหาการเติบโตทางธุรกิจ และเป็นผลลัพธ์ของโมเดลเศรษฐกิจที่ขยายกำลังการผลิตที่รวดเร็วกว่าการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ

“สงครามราคา” จึงไม่ใช่เป็นเพียงยุทธศาสตร์ทางการตลาด แต่เป็นการสะท้อนความไม่สมดุลในเชิงโครงสร้างธุรกิจ ที่กำลังทดสอบขีดความสามารถของจีนในการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งในระดับนโยบาย การเงิน และภาคอุตสาหกรรม

ดัชนีและตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ในอุตสาหกรรม

อวสานสงครามราคา

ภาพของ “สงครามราคา” เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กรณีของ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ถูกบันทึกไว้ในข้อมูลสาธารณะรวมถึงหน้าอ้างอิงอย่าง Wikipedia ว่า บริษัทมีการปรับลดราคารถยนต์หลายรุ่นในช่วงปีที่ผ่านมา บางรุ่นลดลงเป็นหลักหมื่นหยวน เพื่อกระตุ้นยอดขายและระบายสต็อกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงในตลาด EV ภายในประเทศ ซึ่งมีผู้เล่นจำนวนมากและกำลังการผลิตที่ขยายตัวรวดเร็วกว่าอุปสงค์จริง

การลดราคาของ BYD ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งต่างชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแรงกดดันด้านสต็อกและกระแสเงินสดของทั้งอุตสาหกรรม เมื่อผู้นำตลาดต้องลดราคา ผู้เล่นรายอื่นย่อมถูกกดดันให้ทำตาม ส่งผลให้ทั้งอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวพร้อมกัน ขณะที่ต้นทุนคงที่ เช่น ค่าโรงงานและค่าแรง ยังอยู่ในระดับสูง

สัญญาณความอ่อนแอไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ แต่ลุกลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ข้อมูลจาก Shanghai Metals Market (SMM) ระบุว่า ความต้องการแบตเตอรี่ EV ในประเทศจีนชะลอตัวลง และอัตราการเดินเครื่องของโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่บางแห่งลดลงจากช่วงที่ตลาดขยายตัวและมีความต้องการสูงก่อนหน้านี้

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังการผลิตในระบบเริ่มเกินความต้องการในตลาด ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปที่ราคาขายได้

เมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ลดลง บริษัทต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ต้องลดกำลังผลิต ปรับลดราคา หรือยอมแบกรับต้นทุนคงที่ต่อหน่วยที่สูงขึ้น หลายบริษัทเลือกทางออกที่เร็วที่สุดคือ “ลดราคา” เพื่อรักษาปริมาณการขาย แต่ผลลัพธ์เชิงระบบคือการกดทับกำไรทั้งอุตสาหกรรม และเพิ่มความเสี่ยงที่บริษัทขนาดเล็กต้องเผชิญปัญหาสภาพคล่อง

ในเชิงมหภาค ดัชนีเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขอุตสาหกรรมเฉพาะทาง แต่เป็นตัวชี้วัดภาวะ overcapacity ที่ฝังลึกในระบบการผลิตของจีน และเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงจากการแข่งขันเชิงจุลภาคของบริษัท ไปสู่แรงกดดันภาวะเงินฝืดในระดับประเทศ

มุมมองเชิงนโยบาย เศรษฐกิจมหภาค

อวสานสงครามราคา

ภาวะสงครามราคาในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันทางธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนผ่านดัชนีเศรษฐกิจระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง รายงานของ Reuters และบทวิเคราะห์ผ่าน Investing.com ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนติดลบต่อเนื่องหลายเดือน

ซึ่งสะท้อนภาวะเงินฝืดฝั่งผู้ผลิตที่ยืดเยื้อยาวนานกว่ารอบปกติ การลดราคาสินค้าในอุตสาหกรรมหลัก เช่น รถยนต์ เหล็ก และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แรงกดดันด้านราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง

เมื่อ PPI ติดลบยาว ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (cost pass-through) ของผู้ผลิตยิ่งลดลง ส่งผลให้กำไรภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงด้านหนี้เพิ่มสูงขึ้นในภาคธุรกิจ

โดยเฉพาะบริษัทที่ขยายกำลังผลิตในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นก่อนหน้า ภาพนี้ทำให้เงินฝืดไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการจ้างงาน การลงทุน และเสถียรภาพการเงิน

ในระดับนโยบาย รายงานของ Financial Times ที่อ้างถึงข้อเสนอของ International Monetary Fund ชี้ว่า จีนควรลดการอุดหนุนในภาคอุตสาหกรรมลง หรือควรลดการสนับสนุนลงถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร และบรรเทาปัญหากำลังผลิตล้น (overcapacity) ซึ่งเป็นรากฐานของสงครามราคาในหลายภาคส่วน

IMF ยังเสนอให้จีนปรับสมดุลโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศจากการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก ไปสู่การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ผ่านการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบสวัสดิการสังคมและการสนับสนุนรายได้ให้กับภาคครัวเรือน

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากรายได้ภาคครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการซื้อจะช่วยดูดซับกำลังการผลิตที่กำลังล้นตลาด ลดแรงกดดันด้านราคา และแก้ปัญหาภาวะเงินฝืดได้ในระยะกลาง

อย่างไรก็ตาม การลดอุดหนุนหรือปล่อยให้บางบริษัทล้มละลายย่อมมีต้นทุนทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะในบริบทที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ นี่จึงเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่มีความซับซ้อน รัฐบาลจีนจะรักษาเสถียรภาพระยะสั้นอย่างไร

โดยไม่ขยายปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว และเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพและนวัตกรรมได้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ผลกระทบในต่างประเทศ กรณี “เซ้งร้าน” ในไทย

กระแส “สินค้าจีนราคาถูก” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอุตสาหกรรมหนักอย่างรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังลุกลามมาถึงธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในการใช้ชีวิตประจำวัน

ถ้าย้อนกลับไปในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เกิดกระแสร้านอาหารและเครื่องดื่มจากจีนเข้ามาเปิดสาขาอย่างรวดเร็วในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยชูจุดขาย “ราคาต่ำ” ไม่ว่าจะเป็นร้านไก่ทอด ชานม ไอศกรีม หรือกาแฟ ที่ตั้งราคาเริ่มต้นเพียงหลักสิบบาท

กระแสดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยเฉพาะรายเล็กและแบรนด์แฟรนไชส์ไทยที่มีต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า และค่าแรงสูงกว่า

โมเดลธุรกิจจากจีนจำนวนหนึ่งอาศัยความได้เปรียบด้านซัพพลายเชน การจัดซื้อวัตถุดิบจำนวนมากและบางกรณีมีการนำเข้าวัตถุดิบส่วนผสมหรืออุปกรณ์จากจีนโดยตรง ทำให้สามารถตั้งราคาต่ำเพื่อดึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ผลกระทบในระยะสั้น คือ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น ร้านท้องถิ่นบางแห่งต้องจัดโปรโมชั่นถี่ขึ้น หรือปรับลดขนาดสินค้าเพื่อรักษาระดับราคา ขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากทดลองใช้บริการเพราะ “ความคุ้มค่า”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป กระแสความนิยมเริ่มแผ่วลงในบางพื้นที่ ผู้ประกอบการบางรายต้องประกาศ “เซ้ง” ร้านจำนวนมาก เนื่องจากปัจจัยหลายด้าน เช่น ทำเลที่ไม่เหมาะสม คุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนการดำเนินงานในไทยที่สูงกว่าคาด หรือความแตกต่างด้านรสนิยมผู้บริโภค

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบคล้ายกับที่เกิดในจีนเอง คือการใช้ “ราคาต่ำ” เป็นเครื่องมือเร่งการขยายตลาด แต่เมื่อฐานลูกค้าเริ่มนิ่ง และต้นทุนที่แท้จริงเริ่มปรากฏ โมเดลที่พึ่งพาการตัดราคาคู่แข่งในตลาดหนักๆ จะเผชิญข้อจำกัดด้านความยั่งยืน

ในบางกรณีสาขาที่ขยายเร็วในช่วงแรกต้องทยอยปิดตัว หรือชะลอการเปิดเพิ่มเมื่อรายได้ต่อสาขาไม่เป็นไปตามเป้า

ในเชิงมหภาค กรณีในประเทศไทยจึงเป็นภาพย่อส่วนของแรงส่งออกและภาวะเงินฝืดจากจีน สินค้าราคาต่ำแม้จะช่วยกดระดับราคาในตลาดในช่วงแรก แต่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพหรือแบรนด์ได้ในระยะยาว การแข่งขันจะกลับเข้าสู่การแข่งขันเรื่องคุณภาพ และผู้เล่นที่มีโครงสร้างต้นทุนแข็งแรงกว่าเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้

นี่เป็นบทเรียนว่า “สงครามราคา” อาจสร้างกระแสและดึงดูดลูกค้าได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้รับประกันความสำเร็จระยะยาว ทั้งในประเทศต้นกำเนิดและปลายทาง

มาตรการตอบโต้จากต่างประเทศ

แรงกระเพื่อมจากสงครามราคาของจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศจีนเท่านั้น เมื่อสินค้าราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดทั่วโลก ประเทศคู่ค้าหลายแห่งเริ่มมองว่านี่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันตามกลไกตลาด

แต่เป็นผลพวงจากการอุดหนุนภาครัฐและกำลังผลิตที่ล้นตลาดบิดเบือนราคา หนึ่งในกรณีชัดเจนที่สุดคือมาตรการของ European Union ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเพิ่มเติมสูงสุดถึง 45.3% สำหรับบางบริษัท หลังการไต่สวนการอุดหนุน (anti-subsidy investigation)

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปจากการแข่งขันด้านราคาที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม โดยสหภาพยุโรประบุว่าการสนับสนุนของรัฐบาลจีน ทำให้ผู้ผลิตในประเทศจีนสามารถตั้งราคาส่งออกต่ำกว่าระดับที่สะท้อนต้นทุนจริงได้ สุดท้ายทำให้ผู้ผลิตในยุโรปต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งด้านราคาและส่วนแบ่งทางการตลาด

ในเชิงมหภาค ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขึ้นภาษีเพียงครั้งเดียว หากส่งผลกระทบในเรื่องของภาษีนำเข้าที่ทำให้ต้นทุนรถยนต์จีนในยุโรปเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

บริษัทจีนต้องเผชิญกับอัตราการทำกำไรที่ลดลง หรือจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ ซึ่งหมายถึงต้นทุนการลงทุนใหม่ ขณะเดียวกัน หากจีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ก็อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้ารอบใหม่ระหว่าง 2 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

แรงกดดันจากยุโรปยังเป็นสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ว่า การแข่งขันด้านราคาจากจีนกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศเหล่านั้น เมื่ออุตสาหกรรมท้องถิ่นถูกกดดัน ผู้กำหนดนโยบายย่อมเผชิญแรงเรียกร้องให้ใช้เครื่องมือทางภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping) หรือการอุดหนุนในประเทศเพื่อรักษาฐานการจ้างงาน

สำหรับจีน มาตรการเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดภายนอกต่อโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่จีนพึ่งพาการส่งออกสินค้าที่มีกำลังผลิตเกินอุปสงค์ภายในประเทศ

หากตลาดหลักอย่างยุโรปเริ่มปิดประตูนำเข้าบางส่วน ความสามารถของจีนในการระบายสินค้าออกนอกประเทศจะลดลง และแรงกดดันด้านราคาอาจย้อนกลับมากระทบตลาดภายในประเทศหนักขึ้นอีก

นี่คือ วงจรสะท้อนกลับที่ทำให้สงครามราคากลายเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่ากลยุทธ์ทางการค้าเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช