พลังของการเปลี่ยน ดีขึ้น 1% เก่งขึ้น 37.8 เท่า

ปีใหม่ 2569 เชื่อว่าใครๆก็มีความตั้งใจว่าชีวิตในปีหน้า “ฉันจะต้องดีกว่าเดิม” แต่ตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อคือคนที่ทำสำเร็จได้จริง เปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างที่ต้องการนั้นมีไม่ถึง 20%

ถ้าเทียบกับคนที่ไม่สำเร็จนั้นสูงกว่า 80% แถมบางคนล้มเลิกความคิดตั้งแต่ช่วง 3 เดือนแรกของปีใหม่ หนักกว่านั้นคือบางคนล้มเลิกความคิดตั้งแต่สัปดาห์แรกของปีใหม่เหตุผลง่ายๆที่ตั้งใจแล้วทำไม่สำเร็จเพราะบางทีเรา “คิดใหญ่” เกินไป ซึ่งมีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจที่ระบุว่า “ไม่ต้องเก่งทีเดียว! ขอให้ดีขึ้นวันละ 1% เมื่อครบปี เราจะเก่งกว่าเดิมเกือบ 38 เท่า

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ชอบตั้งเป้าหมายเมื่อ “ใกล้ปีใหม่”

ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้มักเต็มไปด้วยแรงจูงใจ ที่หวังจะเห็นตัวเองในทางที่ดีขึ้น ก็เป็นผลมาจากจิตวิทยาที่น่าสนใจคือ

  1. The Fresh Start Effect หรือใช้ช่วงปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นในการรีเซ็ต เพราะการเริ่มต้นปีทำให้เรารู้สึกว่าความล้มเหลวในอดีตได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจึงเกิดแรงกระตุ้นและเชื่อมั่นว่าปีนี้แหละฉันจะทำให้สำเร็จ
  2. เป็นบรรทัดฐานทางสังคม เนื่องจากมีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลง การตั้งเป้าหมายใหม่ ทำให้เราเองก็รู้สึกว่าต้องทำตามกระแสนี้เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งกับสังคมนั้น
  3. ความปรารถนาที่จะหนีจากความไม่พอใจ สังเกตว่าการตั้งเป้าหมายใหม่เพื่อจะลบจุดด้อยเดิมที่เรามีอยู่ เช่นบางคนปีนี้ไม่มีเงินเก็บ ปีหน้าก็ตั้งเป้าว่าฉันจะต้องมีเงินเก็บ ปีนี้ฉันยังไม่มีรายได้เสริม ปีหน้าฉันจะต้องหารายได้เสริมให้ได้ เป็นต้น

วิธีเปลี่ยนชีวิตทีละ 1% ให้ดีขึ้น! เก่งขึ้น!

พลังของการเปลี่ยน
ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นแนวคิดของ James Clear ที่ได้เผยแพร่ผ่านหนังสือขายดีที่เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพียง 1% ในแต่ละวัน แม้จะดูไม่มีความสำคัญในตอนแรก แต่เมื่อทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในระยะยาว

ถ้าคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์เราจะเก่งขึ้น 37.8 เท่า เพราะเป็นการเติบโตแบบทวีคูณ อย่างเช่นช่วงแรกประมาณ 1-6 เดือนอาจยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ช่วงเดือนที่ 6-9 จะเริ่มเห็นผลผลิตแห่งความพยายามและ ช่วงท้ายคือเดือนที่ 9-12 จะเป็นความต่างจากตอนต้นปีที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น

  • อยากลดน้ำหนัก จำเป็นต้องออกกำลังกายทุกวัน อาจเริ่มที่วันละ 1-2 นาที แล้วค่อยเพิ่มไปเรื่อยๆ
  • อยากจะอ่านหนังสือให้ได้มากขึ้น ก็เริ่มจากการอ่านวันละ 1-2 หน้าแล้วเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
  • อยากออกกำลังด้วยการวิ่งก็เริ่มจากการวิ่งแค่ 100 เมตร แล้วเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
  • อยากมีธุรกิจของตัวเอง ก็เริ่มจากลองทำร้านเล็กๆที่พอทำได้ขายไปเรื่อยๆ เก็บประสบการณ์
  • อยากมีเงินสะสมมากๆ ก็เริ่มจากเก็บเงินทีละ 10 -20 บาท และพยายามเก็บทุกวันสะสมมากขึ้นไปเรื่อยๆ

ในทางกลับกันถ้าเราทำตัวแย่ลงเรื่อยๆ แค่วันละ 1% สุดท้ายครบ 1 ปีเราจะแย่ไปกว่าจุดเดิมอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน ยกตัวอย่างการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อของที่ไม่จำเป็น ไม่มีการเก็บออม นั่นจะทำให้ฐานะทางการเงินของเราแย่ลงไปเรื่อยๆ เป็นอัตราความเสียหายแบบทวีคูณในระยะยาวได้เช่นกัน

รู้ว่าดี! แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้?

พลังของการเปลี่ยน
ภาพจาก https://app.envato.com

เรื่องนี้พูดง่ายแต่หลายคนบอกว่าทำยาก เดี๋ยวก็เหมือนไฟไหม้ฟาง เป็นอารมณ์ชั่ววูบ ฮึกเฮิมแค่ปลายปี พอต้นปีก็ไม่เอาอีกแล้ว เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักต้องการ “ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลทันที” เป็นผลจากที่วัดความก้าวหน้าจากผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนในระยะสั้น เมื่อทำอะไรใหม่ ๆ ไปสักพักแต่ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลมากพอเราก็มักจะท้อแท้และเลิกไป

เพราะมนุษย์มักคาดหวังว่าความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นในรูปแบบเส้นตรง (Linear) หมายความว่าถ้าเราพยายาม 10 เท่า ผลลัพธ์ก็ควรจะดีขึ้น 10 เท่าด้วย แต่ในความเป็นจริง การพัฒนาทักษะ หรือการสร้างความสำเร็จ มักเกิดขึ้นในรูปแบบ เส้นโค้งแบบทวีคูณ ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง 1%

ซึ่งอาจกินเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจะ ต่ำกว่า ความคาดหวังของเราอย่างมาก เมื่อผลลัพธ์จริงไม่ตรงกับความคาดหวัง ความท้อแท้จะเข้ามาครอบงำ ทำให้เราสรุปว่า “วิธีนี้ไม่ได้ผล” และเลิกทำไปในที่สุด ซึ่งจุดนี้เองคือ จุดที่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราให้เวลากับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เราจะเริ่มละทิ้งอุปนิสัยเดิมและกลายเป็นคนใหม่ที่ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ คล้ายกับ “ทฤษฎี 21 วัน” ของ Dr. Maxwell Maltz ศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน ที่บอกว่าคนเราจะเปลี่ยนนิสัยได้เมื่อทำต่อเนื่องติดต่อกันได้ถึง 21 วัน เพียงแต่ระยะเวลาในการสร้างนิสัยหรือเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ 18-254 วัน โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 66 วัน จึงจะถือว่าสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยหรือพฤติกรรมใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

พลังการเปลี่ยน 1% นำไปประยุกต์ใช้ทางธุรกิจ

พลังของการเปลี่ยน
ภาพจาก https://app.envato.com

ไม่ใช่แค่การนำไปใช้กับชีวิตทั่วไปแต่ในทางธุรกิจพลัง 1% ก็นำไปปรับใช้ได้ โดยเน้นที่การสร้าง “ระบบ” ที่ดีขึ้น แทนที่จะมองแค่ผลลัพธ์ทางธุรกิจเท่านั้น เช่น

  • ลดขั้นตอนที่ไม่มีมูลค่า (Waste) ในสายงานผลิตลง 1% ทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะประหยัดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
  • เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเพียง 1% ผ่านการดูแลหลังการขายหรือให้บริการที่ลูกค้าจะค่อยๆ ประทับใจเรามากขึ้น
  • การลงทุน 1% ในทีมงานทำให้เกิดความผูกพันและประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นในระยะยาว
  • มองหาวิธีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง 1% ในแต่ละเดือน เช่น ต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกกว่า

ซึ่งในปี 2569 การแข่งขันทางธุรกิจจะสูงมาก ธุรกิจที่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นแม้จะเพียง 1% แต่ในระยะยาวจะได้เปรียบคู่แข่งมาก ยกตัวอย่างถ้าเราเพิ่มความรู้ให้โอกาสพนักงานได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เพิ่ม จะทำให้บริการลูกค้าได้ดีกว่าเดิม ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น โอกาสที่จะเปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่งก็ลดลง สัมพันธ์กับการลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ของธุรกิจที่น้อยลง

ดังนั้นในทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลง 1% ไม่ได้หมายถึงการทำให้ธุรกิจเติบโต 37.8 เท่าในด้านยอดขาย แต่อาจหมายถึงการทำให้ ธุรกิจอยู่รอด และ มีความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าคู่แข่ง 37.8 เท่า เพราะคู่แข่งส่วนใหญ่มัวแต่พยายามเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในขณะที่เราค่อยๆเปลี่ยนให้ดีขึ้นทีละน้อยแม้อาจต้องใช้เวลามากหน่อยก็ตาม

อย่างไรก็ดีการพัฒนาตัวเองหรือธุรกิจด้วยพลัง 1% นั้นไม่ได้ง่ายแน่ ต้องอาศัยความพยายามสูงมาก บางคนไม่สามารถพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น 1% ได้ตามเป้า หรืออาจจะทำได้แย่กว่าด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือแค่ลืมมันไป ลืม 1% ที่เราแย่ลงเพื่อเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่งนี้กับ 1% ที่จะทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม

แม้ว่าการเก่งขึ้นวันละ 1% ที่ว่านี้อาจไม่ได้เห็นผลในทันทีแต่ก็ไม่ต่างจากการเก็บเล็กผสมน้อยจากที่ไม่เห็นผลก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง

ขั้นแรกเราต้องมาวางแผนชีวิตตัวเองก่อนว่า ในปีใหม่ 2569 นี้เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองด้านใด อยากทำอะไรให้สำเร็จมากที่สุด โฟกัสมาแค่เรื่องเดียวก่อน แล้วทำเรื่องนั้นให้ได้ พอปีนี้เราทำเรื่องนี้ได้ปีหน้าก็ค่อยหาเรื่องใหม่มาพัฒนาตัวเองต่อไป บางทีเริ่มต้นได้ช้าก็ยังดีกว่าการไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด