ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ Flash Coffee โฟกัสตลาดศักยภาพในเอเชีย

เชนร้านกาแฟสตาร์ทอัพอย่าง Flash Coffee ซึ่งเคยถูกจับตามองในฐานะผู้เล่นรายใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดกาแฟเอเชีย กำลังเผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจ


หลังมีรายงานว่าบริษัทได้ยุติการดำเนินกิจการทุกสาขาในสิงคโปร์ ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับภาระหนี้สินและการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมร้านกาแฟ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทได้มีการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วเอเชียภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยใช้โมเดลร้านขนาดเล็กแบบ “Grab & Go” ที่เน้นความรวดเร็วและราคาที่เข้าถึงได้

อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในหลายตลาด ก็ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันทางด้านต้นทุนและความสามารถในการทำกำไร

ก่อนหน้านี้ Flash Coffee ได้ประกาศถอนตัวจากตลาดไต้หวันไปแล้ว และมีรายงานเกี่ยวกับการปรับลดการดำเนินกิจการหรือปิดสาขาในบางประเทศ

ขณะที่ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นระบุว่าบริษัทมีภาระหนี้สินรวมหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสการจับตาจากบรรดานักลงทุนและผู้บริโภคต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ในระยะต่อไป

แม้ทางบริษัทจะยังคงยืนยันว่าการปิดสาขาในประเทศสิงคโปร์ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อมุ่งเน้นให้กับตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตมากกว่า

แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งต้องเร่งขยายธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ทำความรู้จัก Flash Coffee

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ Flash Coffee
ภาพจาก https://flash-coffee.com

Flash Coffee เป็นเชนร้านกาแฟสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2019 โดย 2 ผู้ประกอบการชาวเยอรมัน ได้แก่ David Brunier และ Sebastian Hannecker

โดยมีเป้าหมายในการสร้างแบรนด์ร้านกาแฟยุคใหม่ที่ผสมผสานคุณภาพของกาแฟระดับพรีเมียมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงกาแฟคุณภาพดีได้ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

Flash Coffee เปิดสาขาแรกที่กรุง Jakarta ประเทศอินโดนีเซีย ก่อนจะเริ่มขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว

โดยอาศัยโมเดลธุรกิจร้านขนาดเล็กที่เน้นความสะดวกและความรวดเร็วในการให้บริการ หรือที่เรียกว่า “Grab & Go” ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งเครื่องดื่มได้ล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันหรือสั่งซื้อหน้าร้านเพื่อรับสินค้าได้ทันที

แนวคิดสำคัญของแบรนด์คือการนำเสนอกาแฟคุณภาพพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ โดยใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพดีและกระบวนการชงที่ได้มาตรฐานแบบเดียวกันกับร้านกาแฟระดับสเปเชียลตี้

แต่ปรับรูปแบบร้านให้มีขนาดกะทัดรัดเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน ส่งผลให้ราคาสินค้าสามารถตั้งอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย

นอกจากนี้ Flash Coffee ยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน ระบบสมาชิก โปรโมชั่นเฉพาะบุคคล และระบบการจัดการหลังบ้านของแต่ละสาขา

แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโมเดลธุรกิจของสตาร์ทอัพยุคใหม่ ที่พยายามผสมผสานธุรกิจออฟไลน์อย่างร้านกาแฟเข้ากับแพลตฟอร์มบริการดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค

นักลงทุนและการระดมทุน

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ Flash Coffee
ภาพจาก https://flash-coffee.com

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Flash Coffee ในช่วงเริ่มต้น ส่วนหนึ่งมาจากการได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนด้านเทคโนโลยีและกองทุนร่วมลงทุนระดับนานาชาติ ซึ่งเล็งเห็นศักยภาพของโมเดลธุรกิจร้านกาแฟ ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการให้บริการเครื่องดื่มแบบดั้งเดิม

โดยหนึ่งในนักลงทุนรายแรกที่เข้ามาสนับสนุนคือ Rocket Internet บริษัท Venture Capital จากยุโรปที่มีชื่อเสียงในการลงทุนและสร้างสตาร์ทอัพขนาดใหญ่หลายรายในภูมิภาคเอเชีย

ต่อมาบริษัทสามารถระดมทุนเพิ่มเติมจากนักลงทุนสถาบันหลายราย ไม่ว่าจะเป็น White Star Capital กองทุนร่วมลงทุนระดับโลก

รวมถึง DX Ventures ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการลงทุนของบริษัทเดลิเวอรี่ระดับนานาชาติ และ Global Founders Capital กองทุนที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ทอัพในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ในการระดมทุนรอบสำคัญอย่าง Series A บริษัทสามารถดึงดูดเงินลงทุนได้หลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้เงินทุนรวมของ Flash Coffee เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เงินลงทุนดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการขยายสาขา พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลของบริษัท รวมถึงเสริมสร้างทีมงานและระบบปฏิบัติการในตลาดต่างๆ

เป้าหมายสำคัญของการระดมทุนในช่วงเวลาดังกล่าว คือ การเร่งขยายธุรกิจไปยังตลาดหลักในภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเปิดสาขาในเมืองหลวงของหลายประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายร้านกาแฟที่เข้าถึงผู้บริโภคในกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตในภูมิภาค และวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นหนึ่งในเชนร้านกาแฟที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในเอเชีย

การขยายตัวในเอเชีย

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ Flash Coffee
ภาพจาก https://flash-coffee.com

หลังจากเปิดตัวสาขาแรกในกรุง Jakarta ประเทศอินโดนีเซีย Flash Coffee ได้เร่งขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยใช้กลยุทธ์การเติบโตแบบสตาร์ทอัพที่เน้นการขยายสาขาในช่วงระยะเวลาอันสั้น เพื่อสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้ได้รวดเร็วที่สุด

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี บริษัทได้เข้าไปเปิดตลาดในหลายประเทศสำคัญของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น Singapore Thailand Hong Kong Taiwan Japan และ South Korea ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการดื่มกาแฟและเปิดรับบริการดิจิทัล

รูปแบบร้านของ Flash Coffee ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดเล็กที่เน้นให้บริการแบบ “Grab & Go” เพื่อลดต้นทุนในการเช่าพื้นที่และการตกแต่งร้าน โดยร้านมักเลือกเปิดสาขาในอาคารสำนักงาน ศูนย์บริการธุรกิจ หรือย่านที่มีคนทำงานจำนวนมาก เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ต้องการซื้อกาแฟที่ให้บริการรวดเร็วในช่วงเวลาเร่งด่วน

โมเดลธุรกิจดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถขยายสาขาได้ในอัตราที่รวดเร็ว บางช่วงมีรายงานว่าบริษัทสามารถเปิดร้านใหม่ได้หลายสาขาต่อสัปดาห์ ส่งผลให้ Flash Coffee กลายเป็นหนึ่งในเชนร้านกาแฟสตาร์ทอัพ ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียในช่วงเวลานั้น

ตลาดประเทศไทย

ภาพจาก https://citly.me/irqfF

Flash Coffee เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 2020 โดยเลือกกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่หลักในการเปิดสาขาในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่มีประชากรจำนวนมากและมีพฤติกรรมการบริโภคกาแฟสูง

กลยุทธ์ของบริษัทคือการขยายสาขาอย่างรวดเร็วในย่านอาคารสำนักงานและย่านธุรกิจสำคัญ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยทำงานที่ต้องการความสะดวกและความรวดเร็วในการซื้อเครื่องดื่ม

ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ Flash Coffee สามารถขยายสาขาในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนร้านมากกว่า 85 สาขา กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับของตลาดที่มีต่อโมเดลร้านกาแฟขนาดเล็กที่เน้นบริการแบบ “Grab & Go” และการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนสาขาของแบรนด์ในประเทศไทยเริ่มปรับตัวลดลง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าปัจจุบันมีร้านเปิดให้บริการอยู่ประมาณ 7 สาขา ได้แก่ EmQuartier, Jasmine Building Asoke, ARL Makkasan, Tops Suphalai Ramkhamhaeng, Ploenchit Center, Olympia Thai Tower และ Seacon Square Srinagarindra

ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากจากช่วงที่ธุรกิจขยายตัวได้สูงสุด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมถึงการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพของแต่ละสาขาในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดกาแฟ

สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย อยู่ภายใต้การบริหารของ “คุณแพน ลีนุตพงษ์” ซึ่งรับตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทในไทยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น โดยมีบทบาทสำคัญในการขยายเครือข่ายสาขาและสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคคนเมือง

จุดเด่นสำคัญของ Flash Coffee ในตลาดไทย คือ การนำเสนอเครื่องดื่มกาแฟคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเมนูกาแฟเริ่มต้นประมาณ 40 บาท

ซึ่งต่ำกว่าร้านกาแฟพรีเมียมหลายแบรนด์ในตลาด พร้อมทั้งเน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นพนักงานออฟฟิศและคนทำงานในเขตเมืองที่ต้องการเครื่องดื่มคุณภาพดีในราคาที่ไม่สูง และสามารถซื้อได้อย่างรวดเร็วระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ Flash Coffee
ภาพจาก https://citly.me/irqfF

รายได้ Flash Coffee

ผลประกอบการ บริษัท แฟลช คอฟฟี่ ทีเอช จำกัด

  • ปี 2020 รายได้ 3.2 ล้านบาท ขาดทุน 8.5 ล้านบาท
  • ปี 2021 รายได้ 60 ล้านบาท ขาดทุน 100 ล้านบาท
  • ปี 2022 รายได้ 169 ล้านบาท ขาดทุน 117 ล้านบาท
  • ปี 2023 รายได้ 89.7 ล้านบาท ขาดทุน 53.9 ล้านบาท

ความท้าทายของธุรกิจ

ภาพจาก https://citly.me/irqfF

แม้ว่า Flash Coffee จะเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพด้านธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

แต่ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มเผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับตัวในตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงและต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากสื่อและนักลงทุน คือการประกาศปิดสาขาทั้งหมดในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้บริษัทก็ได้ถอนตัวออกจากตลาดไต้หวันเช่นกัน การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างธุรกิจ และการทบทวนกลยุทธ์การดำเนินงานในบางประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสื่อในภูมิภาคเกี่ยวกับภาระหนี้สินของบริษัทที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดจับตามองถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัทในระยะยาว

ปัจจัยกดดันสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ต้นทุนของการขยายสาขาที่ค่อนข้างสูงขึ้นอย่างมาก แม้ว่าโมเดลร้านของ Flash Coffee จะเป็นรูปแบบร้านขนาดเล็ก แต่การเปิดสาขาในหลายประเทศพร้อมกัน ทำให้ยังคงต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งในด้านการเช่าพื้นที่ การจัดหาวัตถุดิบ และการบริหารบุคลากรในแต่ละพื้นที่

ขณะเดียวกัน ตลาดร้านกาแฟในเอเชียยังมีการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ท้องถิ่น ทำให้สตาร์ทอัพอย่าง Flash Coffee ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางด้านราคาสินค้า การทำโปรโมชั่น และการรักษาฐานลูกค้า

ซึ่งส่งผลให้บริษัทต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงการขยายธุรกิจ หรือที่เรียกกันในวงการสตาร์ทอัพว่า “Burn Rate” ที่สูง ก่อนที่จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้อย่างยั่งยืน

ภาพรวมการแข่งขันตลาดกาแฟ

ภาพจาก https://citly.me/irqfF

อุตสาหกรรมร้านกาแฟในภูมิภาคเอเชียยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการขยายตัวของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่

รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนที่นิยมดื่มกาแฟมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานและคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ตลาดกาแฟในหลายประเทศของเอเชียกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพและได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งจากแบรนด์ระดับโลกและผู้เล่นในประเทศ ตัวอย่างเช่น Starbucks ซึ่งเป็นเชนร้านกาแฟระดับสากลที่มีเครือข่ายสาขากระจายอยู่ในเมืองใหญ่ทั่วโลก

รวมถึงแบรนด์ร้านกาแฟในประเทศไทยอย่าง คาเฟ่ อเมซอน, พันธุ์ไทย ที่มีจุดแข็งด้านจำนวนสาขาและการเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากในประเทศไทย

ในประเทศไทยเอง ยังมีผู้เล่นรายสำคัญหลายแบรนด์ในเครือซีพี ซึ่งเน้นการให้บริการในร้านสะดวกซื้อ อาคารสำนักงาน รวมถึงร้านกาแฟอิสระจำนวนมากที่แข่งขันกันทั้งด้านราคา คุณภาพเมล็ดกาแฟ และประสบการณ์ภายในร้าน

ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการรายใหม่อย่าง Flash Coffee จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสบการณ์การสั่งซื้อ

การตั้งราคาที่เข้าถึงได้ หรือการเลือกทำเลที่ตั้งร้านให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาดกาแฟที่มีผู้เล่นจำนวนมากในปัจจุบัน

แนวโน้มอนาคต

ภาพจาก https://flash-coffee.com

ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อนาคตของ Flash Coffee ยังคงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของบริษัทต่อสภาพการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจในแต่ละตลาด

โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ การปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งอาจรวมถึงการทบทวนเรื่องการลดจำนวนสาขา การปรับรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อีกปัจจัยสำคัญคือการเลือกโฟกัสตลาดที่ยังพอมีศักยภาพในการเติบโต บริษัทอาจมุ่งเน้นการลงทุนไปในประเทศที่ยังมีโอกาสขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่มและมีพฤติกรรมการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทนการกระจายทรัพยากรไปยังหลายตลาดพร้อมกัน ซึ่งอาจช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวและสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ความสามารถในการสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืน ยังถือเป็นโจทย์สำคัญของบริษัทในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทของธุรกิจสตาร์ทอัพที่เคยเน้นการเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านการระดมทุนจากนักลงทุน

หากบริษัทสามารถปรับสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจกับการสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ ก็อาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ได้ในอนาคต

แม้ Flash Coffee จะเคยเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในตลาดกาแฟเอเชีย แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนในการขยายธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น

อนาคตของเชนกาแฟ Flash Coffee จะยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตามอง ว่าบริษัทจะสามารถปรับตัวและสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด

บทสรุป

ภาพจาก https://citly.me/irqfF

เส้นทางการเติบโตของ Flash Coffee สะท้อนให้เห็นภาพของสตาร์ทอัพยุคใหม่ ที่สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วจากการสนับสนุนของนักลงทุน และการสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในเขตเมือง

โดยการผสมผสานร้านกาแฟแบบ “Grab & Go” เข้ากับบริการเทคโนโลยีดิจิทัล และการตั้งราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้แบรนด์สามารถสร้างการรับรู้และขยายสาขาไปยังหลายประเทศในภูมิถาคเอเชียภายในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนการขยายสาขา การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมร้านกาแฟ

รวมถึงแรงกดดันด้านการเงินที่เกิดขึ้นในบางตลาด เหตุการณ์การปิดสาขาในสิงคโปร์ และการถอนตัวจากไต้หวัน จึงสะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาของการปรับตัวของบริษัทในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ

ในบริบทของตลาดกาแฟที่ยังคงเติบโต แต่เต็มไปด้วยผู้เล่นรายใหญ่และรายย่อยจำนวนมาก อนาคตของ Flash Coffee จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ การบริหารต้นทุน และการเลือกลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพสูง

กรณีของ Flash Coffee ไม่เพียงเป็นเรื่องราวของเชนร้านกาแฟสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตอย่างรวดเร็ว และ ความยั่งยืนของธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในระยะยาว

แหล่งข้อมูล

 

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช