กฎการลงทุนเพื่อ “ให้เงินงอก” เริ่มต้นด้วยเงิน 1,000 เปลี่ยนเป็นเงินแสน
อัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์หลักๆ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 บัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุดปกติส่วนใหญ่ให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.25% ต่อปี แสดงว่าถ้าเราฝากเงิน 1,000 บาท ผ่านไป 1 ปี จะได้ดอกเบี้ยเพียง 2.50 บาท เทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มต่อเนื่องจะมองว่าแทบไม่มีประโยชน์
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนมองหา “การลงทุน” ในรูปแบบอื่นเพราะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า แต่ก็ใช่ว่าทุกคนลงทุนแล้วจะประสบความสำเร็จ เนื่องด้วยหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการลงทุน มักจะนึกถึง
- หุ้นตัวไหนจะขึ้นแรง
- คริปโตตัวไหนจะทำกำไรคูณ10
- คอนโดทำเลทองซื้อเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่า
- กองทุนไหนให้ผลตอบแทนสูงสุด
ทั้งนี้ในมุมของคนที่มีเงินทุนมากๆ จะลงทุนแบบไหนยังไงก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งหัวใจสำคัญมีอยู่ 3 อย่างคือ
- การรักษาเงินต้น (Capital Preservation) ระวังอย่าให้ขาดทุนหนัก
- พลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เมื่อเงินต้นใหญ่ขึ้น แม้แต่ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อยก็สร้างจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมากได้ เช่น 7-10% ต่อปีของเงิน 10 ล้าน ต่างจาก 7-10% ของเงิน 1 แสน เป็นต้น
- การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) โดยภาษานักลงทุนบอกว่า “อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” ดังนั้นการจัดพอร์ตที่ผสมผสานทั้งสินทรัพย์เสี่ยงสูงและต่ำได้อย่างลงตัวคือการกระจายความเสี่ยงที่ดีที่สุด
วิธีการลงทุนเพื่อ “ให้เงินงอก” ที่ควรรู้!

ในมุมของการลงทุนปัจจุบันมีหลายรูปแบบ จะเลือกอย่างไหนก็ขึ้นอยู่กับความรู้+ความพร้อมของแต่ละบุคคล
1. การลงทุนเพื่อ “ส่วนต่างราคา” (Capital Gain)
คือการซื้อของถูกมาขายแพง เน้นที่การเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างความมั่งคั่ง เข่น
- หุ้นเติบโต (Growth Stock) หุ้นของบริษัทที่กำไรโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นจึงพุ่งสูงขึ้นหุ้นกลุ่มนี้มักไม่มีปันผล หรือจ่ายน้อยมาก เพราะบริษัทจะเอาเงินกำไรทั้งหมดไปลงทุนต่อเพื่อขยายกิจการ
- อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เช่น การซื้อคอนโด/บ้าน ในทำเลที่กำลังจะมีรถไฟฟ้าผ่าน แล้วขายต่อเมื่อราคาขยับขึ้น
- สินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ, นาฬิกาหรู, งานศิลปะ หรือ Cryptocurrency (Bitcoin) ซึ่งมูลค่าขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความหายาก
2.การลงทุนเพื่อ “กระแสเงินสด” (Passive Income / Cash Flow)
คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นเงินสดกลับมาหาเราสม่ำเสมอ โดยที่เราไม่ต้องขายสินทรัพย์นั้นทิ้ง เหมาะสำหรับคนอยากมีรายได้เพิ่มอีกทาง เช่น
- หุ้นปันผล (Dividend Stock) คือซื้อหุ้นของบริษัทที่มั่นคงและแบ่งกำไรมาจ่ายผู้ถือหุ้นเป็นรอบปี
- อสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า เช่นลงทุนซื้อคอนโดหรืออาคารพาณิชย์เพื่อให้คนเช่ากินส่วนต่างทุกเดือน
- กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ / REITs คือการลงทุนที่เราไปเป็นเจ้าของร่วมในตึกแถว ห้างสรรพสินค้า หรือโรงงาน แล้วรอรับส่วนแบ่งจากค่าเช่า
3. การลงทุนใน “ตราสารหนี้” (Fixed Income)
คือระบบที่เราทำตัวเป็น เจ้าหนี้ แล้วให้คนอื่นกู้เงินไปเพื่อแลกกับ ดอกเบี้ยความเสี่ยงมักจะต่ำกว่าหุ้น แต่ผลตอบแทนก็น้อยกว่าเช่นกัน ยกตัวอย่างที่ชัดๆคือ พันธบัตรรัฐบาล
กฎลงทุนเพื่อ “ให้เงินงอก” เริ่มต้นด้วยเงิน 1,000

ในอีกมุมหนึ่งคนที่เงินทุนน้อย เกิดคำถามว่าแล้วเงิน 1,000 จะทำยังไงให้เงินงอกเร็วที่สุด ถ้าพูดตรงๆ เงิน 1,000 หากนำไปลงทุนในสินทรัพย์การเงิน เช่นหุ้น, กองทุน ต่อให้ได้กำไร 10% เราก็จะได้แค่ 100 บาท ซึ่งอาจใช้เวลานานเป็นปีด้วย แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่าเงิน 1,000 จะออมยังไงให้ได้ผลตอบแทนเร็วสุดก็มีหลายกฏลงทุนที่นำมาผนวกใช้ได้
1. กฎแห่ง 72 (The Rule of 72) คือสูตรที่ใช้คำนวณแบบคร่าวๆ ว่า ต้องใช้เวลากี่ปี เงินลงทุนของเราถึงจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยอาศัยพลังของดอกเบี้ยทบต้น วิธีคือเอา 72 ตั้ง หารด้วยอัตราผลตอบแทนต่อปี เช่นถ้าเราลงทุนได้กำไร 8% ต่อปี
72 / 8 = 9 แปลว่าเงิน 1,000 จะกลายเป็น 2,000 ในเวลา 9 ปี วิธีนี้จะช่วยให้เราเลือกสินทรัพย์ลงทุนได้สอดคล้องกับเป้าหมายเวลา
2. กฎ 50 / 30 / 20 เป็นกฎที่ใช้สำหรับการจัดสรรเงินออม เช่น 50% คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น , 30% ค่าใช้จ่ายส่วนตัว , 20% คือเงินออมและการลงทุน กฏข้อนี้อาจไม่ได้ทำให้เงินงอกเงยแต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีระบบการเงินที่เป็นสัดส่วนสำหรับวางแผนอนาคตได้ดีขึ้น
3. กฎ 20 / 4 / 10 เป็นกฎที่ใช้ป้องกันการขาดสภาพคล่อง ยกตัวอย่างถ้าต้องการซื้อรถสักคัน หากใช้กฏนี้เขามาเช็คการเงินต้อง วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ผ่อนไม่เกิน 4 ปี หรือ 48 งวด และค่าผ่อนรถต่อเดือนไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ ถ้าคุมรายจ่ายการซื้อรถได้ตามนี้ ก็จะมีเงินเหลือสำหรับการนำไปลงทุนอื่นๆ ได้
ระบบ 3 ถังเงิน ออมเงินเดือนละ 1,000 เพื่อรายได้หลักแสน
เมื่อจัดสรรการเงินได้เป็นระบบ การใช้ “ระบบ 3 ถังเงิน” ก็เพื่อให้เงิน 1,000 ต่อเดือนของเราเริ่มทำงานอย่างจริงจัง หลักการของวิธีนี้คือแบ่งเงินเป็น 3 ส่วน
- ส่วนที่ 1: 300 บาท สำหรับการใช้จ่ายฉุกเฉิน อาจเก็บในรูปแบบของดิจิทัลออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ย 1.5 – 3% ต่อปี
- ส่วนที่ 2: 300 บาท เพื่อใช้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เช่นการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้
- ส่วนที่ 3: 400 บาท เป็นเงินที่จะไปใช้ในอนาคตอีกประมาณ 10ปี เน้นการลงทุนระยะยาวเช่นกองทุน S&P 500

หากทำได้ตามแผน เงินต้นรวมในเวลา 10 ปี ประมาณ 170,000 – 185,000 บาท คิดผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนรวม 6-7% ต่อปี เงินต้นที่เก็บ 120,000 บาท กำไร/ดอกเบี้ยประมาณ 50,000 – 65,000 บาท แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ไม่มากแต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังของการลงทุน
ถ้าในแต่ละเดือนเรามีเงินออมเข้าไปมากกว่าเดิมรายได้สุดท้ายก็จะเพิ่มขึ้นได้อีกมาก การลงทุนให้เงินงอก เป็นเรื่องของ วินัย x ระยะเวลา x สินทรัพย์ที่ถูกต้อง และความมั่งคั่งคือผลพลอยได้จากความอดทน ซึ่งหลายคนทำได้ในขณะคนส่วนมากก็ลองทำแล้วแต่ไม่สำเร็จเช่นกัน
อ้างอิง :
- https://citly.me/nUaf0
- https://citly.me/Gn2ep
- https://citly.me/oq3jy
- https://citly.me/o5tHG
- https://citly.me/px2yD
- https://citly.me/mW1YP
- https://citly.me/fHMCI
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)




