Wong Ah Wah (WAW) จากรถขายไก่ริมทาง สู่ธุรกิจยอดขายหลักล้านต่อเดือน

ประเทศมาเลเซียดินแดนที่อยู่ใกล้ชิดกับประเทศไทย เป็นอีกประเทศที่มนต์เสน่ห์ในเรื่องอาหารโดยเฉพาะ Street food ที่ได้ชื่อว่าผสมผสานถึง 3 วัฒนธรรมหลักคือ มลายู จีน และอินเดีย Street food ที่นี่จึงมีความหลากหลาย มีหลายเมนูที่เป็นลักษณะเฉพาะ เช่น Nasi Lemak (ข้าวที่หุงกับกะทิ) , Char Kway Teow (ผัดซีอิ๊วสไตล์จีน) และ Roti Canai (โรตีแกงสไตล์อินเดีย) เป็นต้น

ซึ่งเมืองปีนัง และกัวลาลัมเปอร์ มักได้รับการจัดอันดับจากสื่อระดับโลก ให้เป็นเมืองที่มีสตรีทฟู้ดดีที่สุดในเอเชีย ทั้งนี้ราคาอาหาร Street foodในมาเลเซียก็ไม่แพงเฉลี่ยประมาณ 8–15 ริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทย 65–120 บาท ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณ

รวม 5 แหล่ง Street food ในมาเลเซียที่นักท่องเที่ยวต้องไปสักครั้ง!

ภาพจาก https://citly.me/IBC84

อุตสาหกรรมอาหารและบริการของมาเลเซียมีมูลค่าประมาณ 15.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.5 แสนล้านบาท โดยกลุ่ม Street food สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 5 พันล้านริงกิตต่อปี หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยมีร้านแผงลอยและร้านอาหารที่จดทะเบียนรวมกว่า 60,000 รายทั่วประเทศ โดยมีย่าน Street food ชื่อดังที่นักท่องเที่ยวควรต้องไปสักครั้งถ้ามาเที่ยวในมาเลเซีย

  1. Jalan Alor (กัวลาลัมเปอร์) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านชอปปิ้ง Bukit Bintang ในยุคหนึ่งเคยมีความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อจาก Jalan Alor เป็น Jalan Kejora ในปี 1998 ปรากฏว่าคนท้องถิ่นและเจ้าของร้านค้าไม่ยอมรับชื่อใหม่ เพราะชื่อ Jalan Alor กลายเป็น “แบรนด์” ที่คนรู้จักไปทั่วแล้ว สุดท้ายรัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น Jalan Alor ตามเดิมในปี 2008 ปัจจุบันกลายเป็น Landmark ระดับโลกที่มีทั้งอาหารจีน , มาเลย์ , เวียดนาม , ไทย และมีร้านชื่อดังหลายร้านในย่านนี้เช่น Wong Ah Wah (WAW)

  2. Gurney Drive (ปีนัง) เน้นบรรยากาศสตรีทฟู้ดแบบริมทะเล เป็นจุดที่รวมอาหารท้องถิ่นของปีนังไว้ครบที่สุดในที่เดียว โดยมีการแบ่งโซนชัดเจน โซนอาหารมุสลิม (Halal) จะอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนโซน Non-Halal จะอยู่อีกฝั่ง และที่นี่มีสตรีทฟู้ดรสเด็ดให้เลือกเยอะมากเช่น Oyster Omelette (ไข่เจียวหอยนางรม) , Lok Lok อาหารซีฟู้ดเสียบไม้ เป็นต้น

  3. Chulia Street & Kimberley Street ในเมืองจอร์จทาว ย่านปีนัง ชูจุดเด่นคือความเป็นเมืองเก่าที่เป็นมรดกโลก มีตึกเก่าสไตล์ชิโน – โปรตุกีส มีเมนูน่าสนใจในย่านนี้คือ Char Kway Teow (ผัดซีอิ๊วใส่กุนเชียงและกุ้ง), Sky Emperor Chicken Feet Kuey Teow Soup (ก๋วยเตี๋ยวตีนไก่ตุ๋น) เป็นต้น

  4. Jonker Walk (มะละกา) ผู้คนจะพลุกพล่านในคืนวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ เพราะมี Night Market ด้วยเมนูเด็ดในย่านนี้เช่น Chicken Rice Balls (ข้าวมันไก่ปั้นเป็นก้อนกลม), Gula Melaka Cendol (ลอดช่องน้ำตาลมะพร้าวแท้) เป็นต้น

  5. Kampung Baru (กัวลาลัมเปอร์) ชูจุดเด่นคือความเป็น Local ของชาวมลายูไว้ชัดเจน มีเมนูเด่นในย่านนี้ที่น่าสนใจเช่น Nasi Lemak Wanjo, Ikan Bakar (ปลาราดพริกย่างใบตอง) และขนมหวานมลายูต่างๆ

Wong Ah Wah (WAW) จากรถเข็นริมทางสู่ร้านไก่ย่างระดับตำนาน

ภาพจาก https://citly.me/IBC84

ร้าน Wong Ah Wah เริ่มต้นกิจการในช่วง ทศวรรษ 1970 โดย Mr. Wong Ah Wah ที่เริ่มจากการเป็นเพียงร้านรถเข็นริมทางในย่าน Jalan Alor ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่ได้เป็นถนนสายอาหารที่โด่งดัง สิ่งที่ทำให้ Wong Ah Wah กลายเป็นร้านที่มีชื่อเสียงเกิดจากเมนูปีกไก่ย่างที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน สูตรเด็ดคือการใช้เตาถ่านแบบดั้งเดิม และมีเทคนิคการย่างที่ทำให้หนังกรอบแต่เนื้อด้านในยังฉ่ำ

ซึ่งความนิยมของร้านก็พัฒนาอย่างรวดเร็วจากรถเข็นเพียงคันเดียว สู่การเปิดร้าน 1 คูหา จากนั้นก็ขยายกิจการต่อเนื่องปัจจุบันครอบคลุมตึกแถวเกือบ 5 คูหาติดกันที่ท้ายถนน Jalan Alor เพื่อรองรับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้หลายคนอาจสงสัยที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเรียกชื่อร้านสั้นๆ ว่า WAW ก็มาจากอักษรย่อของชื่อผู้ก่อตั้งส่วนรูป มิกกี้เมาส์ บนป้ายไฟหน้าร้านนั้น เป็นไอเดียการตลาด ในยุคก่อนที่อยากได้สัญลักษณ์ที่คนเห็นแล้วจำได้ทันที แม้จะไม่เกี่ยวกับชื่อเจ้าของเลยก็ตาม

ความโด่งดังของ Wong Ah Wah (WAW) ก็ช่วยดึงดูดลูกค้าให้มาในย่าน Jalan Alor ได้มากขึ้น โดยที่ร้านจะมีรูปภาพคนดัง ดาราฮ่องกง และเซเลบริตี้ติดอยู่ตามผนัง รวมถึงการเป็นร้านอาหารที่ถูกรีวิวโดย Blogger สายกินทั่วโลกและสื่อใหญ่ๆในต่างประเทศก็ยกย่องให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

Wong Ah Wah (WAW) ไม่ขายแฟรนไชส์ เน้นบริหารเองเพื่อควบคุมคุณภาพ

ภาพจาก https://citly.me/IBC84

แม้จะเป็นร้านที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมาก แต่สิ่งที่ร้านยังคงเอกลักษณ์ก็คือการบริหารธุรกิจแบบครอบครัว ให้สิทธิ์การบริหารเฉพาะคนในตระกูล จึงไม่ใช่ธุรกิจที่เน้นการขายแฟรนไชส์ แม้ว่าจะมีหลายร้านในย่าน Jalan Alor นี้ แต่ก็
ไม่มีสาขาอื่น ทั้งในมาเลเซียหรือต่างประเทศ และหัวใจหลักของร้านยังคงเน้น เทคนิคการย่างไก่ด้วยเตาถ่าน ซึ่งต้องใช้ความชำนาญสูง ตั้งแต่การคุมไฟถ่านให้ไก่สุกทั่วถึงแต่ไม่ไหม้ และการเคลือบซอสสูตรลับให้เข้าเนื้อ

ถือเป็นเรื่องที่ทำเลียนแบบได้ยากในระบบแฟรนไชส์ และจากการที่ร้านเน้นการบริหารเอง ไม่มีการขายแฟรนไชส์ดังกล่าวทำให้ตัวร้านกลายเป็น Destination หรือจุดหมายปลายทางที่บังคับให้คนต้องเดินทางมาหา ซึ่งส่งผลดีต่อแบรนด์ในแง่ของความหายากและดูมีความเป็นOriginal มากกว่าร้านแฟรนไชส์ทั่วไป

Wong Ah Wah รายได้หลักล้านบาทต่อเดือน

Wong Ah Wah (WAW) เป็นธุรกิจครอบครัวที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่มีการเปิดเผยงบการเงินหรือรายได้สุทธิอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ อย่างไรก็ดีถ้าประเมินจากการที่เปิดร้านถึง 5 คูหาในย่าน Jalan Alor ซึ่งเป็นทำเลทองที่มีค่าเช่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในกัวลาลัมเปอร์ สะท้อนถึงกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ชัดเจน

ซึ่งทางร้านมีขีดความสามารถในการรองรับลูกค้าได้หลายร้อยคนพร้อมกัน ทั้งโซนแอร์และ Outdoor รวมถึงมีการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover) ที่เร็วมากตลอดทั้งคืน คำนวณการค่าใช้บริการของลูกค้าต่อคนเฉลี่ย 20-50 ริงกิต หรือประมาณ 150-400 บาท ทำให้คาดการณ์ว่ารายได้ในแต่ละเดือนน่าจะเกินหลักล้าน และรายได้รวมต่อปีขั้นต่ำหลายสิบล้านบาท

ที่สำคัญ Wong Ah Wah แทบไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา เพราะ Content Creator และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกทำรีวิวให้ฟรีๆ ในทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นTikTok, Instagram, Lemon8 ซึ่งส่งผลให้ยอดขายเติบโตแบบ Organic มาโดยตลอด

key takeaway ที่ควรนำมาปรับใช้กับธุรกิจในเมืองไทย

ภาพจาก https://citly.me/IBC84

จากความสำเร็จของ Wong Ah Wah เราสามารถถอดบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้กับการทำธุรกิจในเมืองไทยได้โดยมีหลายปัจจัยที่น่าสนใจคือ

  1. กลยุทธ์ Hero Product การมีสินค้าที่ ดีที่สุด เพียงอย่างเดียว (Signature Dish) ช่วยสร้างการจดจำได้ง่ายกว่าการทำทุกเมนูให้เป็นที่รู้จัก

  2. Branding ต้องจำง่าย Branding ที่จำง่ายสำคัญกว่าความสวยหรู อย่าง Wong Ah Wah ใช้โลโก้ที่คล้าย Mickey Mouse อาจดูแปลกในสายตานักการตลาดแต่ในย่านที่มีร้านอาหารเป็นคู่แข่งเยอะมาก การที่ร้านมีจุดสังเกตที่เรียบง่ายคือเคล็ดลับในการดึงดูดลูกค้าได้

  3. การขยายร้านอย่างเป็นระบบ เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ การเปิดสาขาเพิ่มไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนโต๊ะ จำนวนพนักงานแต่หมายถึงการสร้างระบบที่ต้องให้ทุกสาขาทำงานสอดคล้องกันได้

  4. เน้นความสำคัญของทำเล นอกจากสินค้าและบริการดี ทำเลก็ยังมีความสำคัญกับการทำธุรกิจมาก อย่าง Wong Ah Wah เลือกทำเลปลายสุดถนนแม้จะดูเป็นทำเลที่ไม่น่าสนใจแต่ในอีกมุมหนึ่งคือการทำให้ลูกค้าที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักต้องมาหยุดที่ร้านเมื่อเดินมาจนสุดทาง

  5. การปรับตัวตามความต้องการลูกค้า ทั้งในเรื่องสินค้าและบริการที่ร้านจะต้องพัฒนาให้ก้าวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่ยึดติดอยู่กับความสำเร็จในอดีต แต่ต้องก้าวตามสังคมและกระแสยุคใหม่ ไม่ว่าจะเมนูอาหาร บรรยากาศร้าน หรือการผสมผสานเอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ Wong Ah Wah คือตัวอย่างของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและไม่สูญเสียจุดเด่นในความเป็นตัวเอง ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำคัญที่คนทำธุรกิจในยุคนี้ควรต้องศึกษา ในยุคที่การแข่งขันสูง พฤตกรรมลูกค้าเปลี่ยนรวดเร็ว การพัฒนาธุรกิจที่ตอบโจทย์กับความต้องการลูกค้าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้เร็ซยิ่งขึ้น

อ้างอิง

 

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด