The New Young เทรนด์อายุเปลี่ยนเกมธุรกิจ ปี 2026
การตลาดแบบเก่าจะเชื่อในหลักการที่ว่า “คนอายุเท่ากัน หรือช่วงอายุเดียวกัน จะมีปัญหาและมีเป้าหมายเหมือนกัน” ทำให้การทำตลาดค่อนข้างตรงไปตรงมา เจาะกลุ่มลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้นเช่น อายุ 22 เพิ่งเรียนจบ , วัย 28-30 จะแต่งงาน อายุประมาณ 35 ปีจะเริ่มซื้อบ้าน เป็นต้น
ก็ทำให้แต่ละแบรนด์เลือกจะยิงโฆษณาตามช่วงวัยแบบนี้เป๊ะๆ เช่นถ้าอายุ 55 ที่ใกล้เกษียณเราก็จะเจอแต่โฆษณาประกันสุขภาพหรือสถานพักฟื้นมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะแตกต่างจากปี 2026 ที่การตลาดแบบนี้จะตกยุค ธุรกิจจะเลิกตัดสินลูกค้าจากช่วงอายุ การทำตลาดที่จะได้ผลมากที่สุดคือต้องเลิกถามว่าลูกค้าอายุเท่าไหร่ แต่ต้องถามว่าลูกค้ากำลังรู้สึกอย่างไร เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “The New Young”
ทำไมถึงเกิดแนวคิดการตลาดแบบ “The New Young”
เหตุผลเริ่มจากอายุขัยของมนุษย์ที่ยืนยาวขึ้น และเป้าหมายของชีวิตแบบเดิมเริ่มเปลี่ยนแปลง เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ช่วงกลางชีวิต ที่ขยายกว้างขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม ทำให้โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และจะส่งผลต่อระบบต่างๆ ในสังคม
ตั้งแต่การศึกษา การวางแผนการเงิน ไปจนถึงรูปแบบการทำงาน ทำให้ชีวิตไม่ถูกแบ่งเป็นช่วงๆ อย่างชัดเจนอีกต่อไป แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่ต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัดทางอายุอายุ
ในปี 2026 จึงคาดว่าธุรกิจต้องเลิกมองลูกค้าผ่านกรอบอายุเดิมๆ แล้วเปลี่ยนมาตั้งคำถามว่า “สินค้าของเราช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นได้อย่างไร?” เพราะในโลกยุคใหม่ ใครที่ส่งมอบ “ตอบสนองความคาดหวัง” ได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะในเกมธุรกิจ
กลุ่ม The New Young มีศักยภาพในทางธุรกิจแค่ไหน?

เริ่มกันที่กลุ่ม Baby Boomers หรือเจเนอเรชั่นที่อายุระหว่าง 62 – 80 ปี ในปี 2026 และเมื่อถึงปี 2030 จะมีอายุระหว่าง 66 – 84 ปี เรียกได้ว่าเป็น “ผู้สูงอายุตอนต้น (Young Old)” ซึ่งจะมีจำนวน 61 ล้านคนทั่วโลก ลักษณะร่วมของคนกลุ่มนี้ คือ ถึงแม้จะแก่ตัว แต่ยังกระปรี้กระเปร่า
และจากอายุที่มากขึ้นทำให้ต้องใส่ใจกับเรื่องสุขภาพร่างกาย แต่ก็มาพร้อมกับเสถียรภาพทางการเงินและอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย ในมุมเศรษฐกิจและการบริโภค พบว่า ประชากรโลกที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าประชากรที่อายุน้อย
โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นฝ่ายขับเคลื่อนการเติบโตของการใช้จ่ายทั่วโลก โดย 60% ของมูลค่าการใช้จ่ายนี้อยู่ในจีนและสหรัฐอเมริกา และ 79% อยู่ในสหภาพยุโรป หรือถ้าดูในประเทศไทยประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมากกว่า 20-22% ของประชากรหรือประมาณ 15 ล้านคน ที่สำคัญจะไมใช่คนแก่ ในภาพจำเดิมๆ แต่คือกลุ่ม The New Young ที่มีคุณลักษณะและพฤติกรรมเปลี่ยนเกมธุรกิจไทยไปอย่างสิ้นเชิง ได้แก่
- เทรนด์การอยู่คนเดียว (Living Alone) พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่าจากอดีต ทำให้สินค้าและบริการต้องออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยและการพึ่งพาตัวเองได้เป็นหลัก
- ใช้สมาร์ทโฟนสั่งอาหาร, ทำธุรกรรมการเงิน, และใช้ AI ช่วยในการดูแลสุขภาพ
- ไม่ชอบการอยู่ติดบ้าน แต่ต้องการที่จะออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การเข้าค่าย Re-skill ทักษะใหม่, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
- ให้ความสำคัญกับความสวยงามและความดูดี (Beauty & Aging) ส่งผลให้คลินิกความงามและสกินแคร์สามารถจับกลุ่มลูกค้านี้เป็นเป้าหมายได้

ถ้าวิเคราะห์กันถึงตัวเลขคาดการณ์ว่าสินค้าในกลุ่ม The New Young จะมีมูลค่าสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท ในปี 2026 หรือคิดเป็นเกือบ
- 12% ของ GDP ทั้งประเทศ ซึ่งมีข้อมูลด้านการตลาดบางส่วนน่าสนใจที่คนทำธุรกิจนำไปใช้ได้
- 55% ของคนในกลุ่ม The New Young มีแนวโน้มตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยตัวเอง
- 90% ของคนในกลุ่ม The New Young มีสมาร์ทโฟน เป็นของตัวเอง
- 50% ของคนในกลุ่ม The New Young ใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อหาข้อมูลและซื้อสินค้าออนไลน์
- คนไทยรุ่นใหม่ที่ก้าวสู่วัย 60 ในปี 2026 จะให้ความสำคัญกับ สุขภาพสายตา และ ภาพลักษณ์ ตัวเองมากขึ้น
- สินค้ากลุ่ม Pet Therapy (สัตว์เลี้ยงบำบัด) มีแนวโน้มเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของ กลุ่ม The New Young
ไอเดียธุรกิจเตรียมพร้อมรับเทรนด์ “The New Young”
1.อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม

แม้อายุจะมากขึ้นตามวัยแต่ความต้องการไม่ใช่แค่สินค้าคนแก่ สิ่งที่ต้องการคือการทำให้ตัวเองดูสดชื่น สดใสไม่ต่างจากวัยหนุ่ม จึงเป็นไอเดียของธุรกิจน่าสนใจเช่น Bio-Hacking Subscription Box เป็นบริการ ส่งเซตอาหารเสริมและอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized) ที่วิเคราะห์จากผลเลือดหรือ DNA เพื่อปรับสมดุลพลังงาน การนอน และสมรรถภาพทางสมอง ในเมืองไทยเอง ก็เริ่มมีการขยับตัวในธุรกิจแนวนี้มากขึ้นโดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจอย่าง สุขุมวิท , ภูเก็ต , เชียงใหม่ เป็นต้น
2.อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสันทนาการ

สำหรับกลุ่ม The New Young อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสันทนาการไม่ใช่แค่การไปเที่ยวชมแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่ต้องเป็น Active Experience หรือประสบการณ์เชิงรุกที่ทำให้รู้สึกว่าร่างกายและจิตใจยังกระปรี้กระเปร่า จึงควรมีกิจกรรมที่สอดแทรกเข้าไปในธุรกิจทัวร์ เช่น ทริปการปั่นจักรยานไฟฟ้า , กิจกรรมการเรียนทำอาหาร , กิจกรรมการเดินป่าในเส้นทางพิเศษ เป็นต้น
3.อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย

สังคมที่เปลี่ยนไปคนสูงวัยไม่จำเป็นต้องอยู่กับบ้านแบบเดิมๆ แต่ต้องการบ้านที่ทันยุคตามเทรนด์ มีอุปกรณ์สำหรับอำนวยความสะดวกครบทางลาดเดินที่ออกแบบสวยงาม , ห้องน้ำไร้ขอบประตู
รวมถึงความต้องการบ้านที่ไม่ใช่แค่เงียบสงบแต่ต้องมีกิจกรรมสันทนาการให้เชื่อมโยงกับสังคมได้ง่าย รวมถึงการผนวกรวมเทคโนโลยี Smart Home เข้าไปเช่น เซนเซอร์ตรวจจับพฤติกรรมที่จะแจ้งเตือนไปยังลูกหลานหรือโรงพยาบาลทันทีหากตรวจพบความผิดปกติ หรืออุปกรณ์อย่างเตียง โซฟา โทรทัศน์ที่มีความเป็น Smart Home
ความน่าสนใจที่บอกว่ากลุ่ม The New Young คือเทรนด์อายุที่จะเปลี่ยนเกมธุรกิจอีกเหตุผลคือในปี 2026 นี้คนกลุ่ม มิลเลนเนียล หรือ Gen Y จะถูกขนานนามว่า เป็น “วัยกลางคน” เต็มตัว และการเข้ามาของกลุ่มนี้จากที่เคยเป็นผู้ใช้งานโซเชี่ยลเป็นหลักเมื่อก้าวสู่วัยกลางคนก็ยิ่งชัดเจนในเรื่องสินค้าความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากวัยกลางคนในยุคเก่าอย่างสิ้นเชิง
มีข้อมูลน่าสนใจระบุว่า 89% ของพ่อแม่ในกลุ่มมิลเลนเนียลชอบวางแผนท่องเที่ยวของครอบครัวในช่วงวันหยุด และ 44% ใช้ AI วางแผนกิจกรรม คำนวณงบประมาณ แนะนำการเดินทาง และออกแบบแผนท่องเที่ยวเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงสถานที่ที่สามารถทำกิจกรรมได้สำหรับคนทุกช่วงวัย
แต่ก็มีอีกจุดที่น่าสนใจแม้คาดการณ์เรื่องมูลค่าในกลุ่ม The New Young จะสูง แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่คนในกลุ่มนี้ทุกคนที่จะมีกำลังซื้อมากขนาดนั้น ตัวเลขบอกชัดว่าในกลุ่มนี้มีเพียง 5% เท่านั้นที่มีเงินออมเกิน 1 ล้านบาท หมายความว่าธุรกิจเองต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนหากจะพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังซื้ออาจไม่สูงแต่มีจำนวนเยอะก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




