Shanghai Auntie รายได้ 2 หมื่นล้านบาท ยอดขายแฟรนไชส์! มากกว่าขายหน้าร้าน

เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดชานมในประเทศจีนแข่งขันกันดุเดือดมาก มูลค่ารวมของตลาดนี้สูงกว่า 200,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท แม้ในเมืองใหญ่หลายแห่งจะมีอัตราการเติบโตที่อิ่มตัว มีสาขาของหลายแบรนด์รวมกันเยอะมาก แต่ภาพรวมทั้งประเทศยังถือว่ามีอัตราเติบโตเฉลี่ย 15-20% ต่อปี จากการขยายสาขาไปยังเมืองลำดับรองรวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศด้วยถ้าไปดูในด้านส่วนแบ่งการตลาดพบว่าถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยในแต่ละระดับก็จะมีแบรนด์ใหญ่ที่ครองพื้นที่อย่างชัดเจน

1.กลุ่มร้านชานมราคาประหยัด จุดเด่นคือราคาสินค้าต่ำกว่า 10 หยวนหรือราคาต่ำกว่า 50 บาท ในตลาดนี้มี Mixue ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 20% โดยมีสาขารวมกว่า 36,000 แห่งทั่วโลก ราคาสินค้าเริ่มต้นประมาณ 4-6 หยวน

2.กลุ่มร้านชานมราคาระดับกลาง กำหนดราคาประมาณ 10-20 หยวน หรือประมาณ 50-100 บาท นับเป็นกลุ่มใหญ่ที่แข่งขันกันดุเดือดที่สุด นับรวมตลาดนี้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั้งประเทศจะมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% มีหลาย แบรนด์ที่แข่งในตลาดนี้เช่น Guming ที่มีสาขากว่า 9,000 แห่ง , ChaPanda สาขารวมกว่า 8,400 แห่ง , Shanghai Auntie สาขารวมกว่า 13,000 แห่ง เป็นต้น

3.กลุ่มตลาดพรีเมียม กำหนดราคาสินค้าตั้งแต่ 20 หยวนขึ้นไป หรือมากกว่าแก้วละ 100 บาท โดยมี HEYTEA เป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ และยังมีคู่แข่สำคัญคือ Nayuki ที่เน้นขายเครื่องดื่มคู่กับเบเกอรี่ในรูปแบบคาเฟ่

Shanghai Auntie สาขากว่า 13,000 แห่ง รายได้ 96% มาจากแฟรนไชส์

shanghai auntie รายได้ 2 หมื่นล้านบาท
ภาพจาก https://www.aunteajenny.us/cn/

Shanghai Auntie (เซี่ยงไฮ้ อานตี้) ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 มีจุดขายคือชานมธัญพืช ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี และเมื่อกระแสสุขภาพยิ่งมาแรง ทางแบรนด์ก็ปรับยุทธศาสตร์หันมาเน้นชาผลไม้สด

ตั้งราคาไว้ระดับกลางประมาณ 10-20 หยวน ปักหลักกระจายสาขาในเมืองลำดับรองโดยมีสาขาอยู่ในเมืองเหล่านี้กว่า 50% ของสาขารวมทั้งหมด แม้จะดูว่า Shanghai Auntie มีสาขาเยอะมากและรายได้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากยอดขายหน้าร้าน แต่ในความเป็นจริงกลับสวนทางเพราะรายได้กว่า 96% กลับมาจากผู้ลงทุนแฟรนไชส์

shanghai auntie รายได้ 2 หมื่นล้านบาท
ภาพจาก https://www.aunteajenny.us/cn/

ข้อมูลน่าสนใจระบุว่าจากจำนวนสาขาทั้งหมด 13,155 สาขา ในปัจจุบันมีร้านที่สำนักงานใหญ่เป็นเจ้าของและดำเนินงานเองเพียง 35 สาขาเท่านั้น อีก 13,120 สาขา (หรือคิดเป็น 99.7%) คือ ร้านแฟรนไชส์ มีสัดส่วนรายได้ 2,589 ล้านหยวน (ประมาณ 1.29 หมื่นล้านบาท) ในครึ่งแรกของปี 2026 แบ่งออกเป็น

  • 80.5% คือรายได้จากการจำหน่าย “วัตถุดิบและอุปกรณ์” ให้แฟรนไชส์
  • 15.5% คือรายได้จากค่าธรรมเนียมบริการ (Franchise Services) เช่นค่าแรกเข้า , ค่าระบบซัพพลายเชน, ค่าการตลาดต่างๆ

จะเห็นได้ว่าแค่รายได้จาก 2 ช่องทางดังกล่าวรวมกันสูงกว่า 96% และถือเป็นรายได้หลักของ Shanghai Auntie

ซึ่งถ้าย้อนไปดูตัวเลขของผลประกอบการจะยิ่งเห็นชัดว่า Shanghai Auntie มีรายได้จากธุรกิจนี้มากแค่ไหน

  • ปี 2023 รายได้รวม 3,348 ล้านหยวน ( 16,740 ล้านบาท) กำไรสุทธิประมาณ 388 ล้านหยวน (1,940 ล้านบาท)
  • ปี 2024 รายได้รวม 3,285 ล้านหยวน (16,425 ล้านบาท) กำไรสุทธิประมาณ 329 ล้านหยวน (1,645 ล้านบาท)
  • ปี 2025 รายได้รวม 4,466 ล้านหยวน (22,330 ล้านบาท) กำไรสุทธิประมาณ 501 ล้านหยวน (2,505 ล้านบาท)

และในปี 2026 นับถึงครึ่งปีแรก รายได้รวมของบริษัทอยู่ประมาณ 2,589 ล้านหยวน กำไรครึ่งปีแรก 321 ล้านหยวน ถึงตัวเลขรายได้รวมและจำนวนสาขาจะโตมาก แต่วิธีสร้างรายได้ของบริษัทยังคงมาจากการขายวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ให้แฟรนไชส์ซี ไม่ใช่รายได้ที่มาจากยอดขายของคนซื้อชานมจากหน้าร้าน

ทำไมคนถึงอยากลงทุนเปิดร้าน “Shanghai Auntie”

shanghai auntie รายได้ 2 หมื่นล้านบาท
ภาพจาก https://www.aunteajenny.us/cn/

หากมองจากภายนอก เจ้าของร้านแฟรนไชส์ (Franchisee) อาจดูเหมือนเสียเปรียบบริษัท เพราะต้องซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์จากสำนักงานใหญ่ตลอดเวลา แต่ในมุมของผู้ลงทุนที่ตัดสินใจเปิดร้าน Shanghai Auntie หรือในชื่อต่างประเทศอย่าง Auntea Jenny ยินดีจ่ายเพราะ ประโยชน์และแต้มต่อทางธุรกิจที่ได้รับ คุ้มค่ากว่าการไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยตัวเอง โดยมีเหตุผลหลักดังนี้

1.ประหยัดต้นทุนด้วย Economies of Scale ของบริษัท แม้สำนักงานใหญ่จะเอากำไรจากการขายวัตถุดิบ แต่ด้วยสาขาที่มากกว่า 13,000 แห่งทำให้ราคาวัตถุดิบที่สำนักงานใหญ่บวกกำไรแล้วยังถูกกว่าการที่ผู้ประกอบการรายย่อยไปหาซื้อวัตถุดิบต่างๆ ด้วยตัวเอง บวกลบกันแล้วถือว่าผู้ลงทุนยังมีต้นทุนต่อแก้วที่ต่ำพอที่จะทำกำไรได้

2.ไม่ต้องแบกความเสี่ยงและต้นทุน R&D (วิจัยและพัฒนาเมนู) เพราะตลาดเครื่องดื่มมีการเปลี่ยนไวมาก การคิดเมนูใหม่ให้ติดเทรนด์ตลอดเวลาต้องใช้เงินและเวลามาก แต่ Shanghai Auntie มีทีม R&D คอยพัฒนาเมนูใหม่อยู่เสมอเช่น ชาผลไม้สดตามเทศกาล พร้อมส่งสูตร และวัตถุดิบสำเร็จรูปมาให้หน้าร้านได้ทันที เจ้าของร้านมีหน้าที่แค่ ชงตามสูตรและขาย โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง

3.รับประกันอัตราความสำเร็จ เป็นเรื่องของการตลาดที่หากเราเปิดแบรนด์ใหม่หรือเป็นแบรนด์เล็กที่คนไม่รู้จักโอกาสขายก็ยาก แต่ในมุมกลับกัน Shanghai Auntie เป็นแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศ มีฐานสมาชิก WeChat กว่า 170 ล้านคน โดยมีผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อไตรมาส 16.3 ล้านคน และมีอัตราการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase Rate) สูงถึง 42.3% ที่สำคัญเป็นแบรนด์ที่คนรู้จัก รู้ถึงรสชาติและมาตรฐาน ไม่ว่าจะเปิดสาขาใหม่ที่ไหนคนก็รู้ถึงคุณภาพได้อย่างดี

4.ระบบ Logistics ที่ผู้ประกอบการรายย่อยทำเองไม่ได้ เพราะจุดขายของ Shanghai Auntie คือชาผลไม้สด ซึ่งบริหารจัดการยากที่สุดในเรื่องการขนส่งวัตถุดิบ การซื้อแฟรนไชส์ก็คือการซื้อระบบ Logistics ดังกล่าวร่วมด้วย แน่นอนว่าถูกกว่าการคิดเปิดร้านเอง หรือลงทุนกับแบรนด์ที่ไม่มีประสิทธิภาพในด้านการขนส่ง

5.ระบบบริหารจัดการสำเร็จรูป สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์บริหารร้าน Shanghai Auntie มีระบบ POS, ระบบจัดการสต็อก, การอบรมพนักงาน, และแนวทางการคัดเลือกทำเลให้ ผู้ลงทุนจึงเปรียบเสมือน นักลงทุนด้านการเงิน (Financial Investor) ที่เอาเงินมาลงทุน แล้วใช้ระบบแฟรนไชส์สร้างรายได้โดยไม่ต้องออกแรงทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด

ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ! ของคนลงทุน “แฟรนไชส์”

shanghai auntie รายได้ 2 หมื่นล้านบาท
ภาพจาก https://www.aunteajenny.us/cn/

แม้ระบบบริหารจัดการทุกอย่างจะดี มีการสนับสนุนครบวงจร ผู้ลงทุนไม่ต้องสร้างแบรนด์เอง เริ่มต้นได้ทันที แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เสี่ยงเช่นกัน เพราะในมุมของ Shanghai Auntie มองตัวเองเป็นบริษัทด้านซัพพลายเชน ยิ่งขยายสาขาได้มากเท่าไหร่ โอกาสขายวัตถุดิบ + อุปกรณ์ก็ยิ่งมาก เป็นผลสะท้อนกลับหากบริษัทตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ถี่เกินไป หรือสาขาอยู่ใกล้กันเกิน ร้านเดิมที่เปิดอยู่แล้วอาจจะถูกแย่งลูกค้า (Cannibalization)

สะท้อนได้จากตัวเลขอัตราการปิดตัวของร้านครึ่งแรกของปี 2026 Shanghai Auntie มีร้านเปิดใหม่ 2,253 สาขา แต่พบว่ามีสาขาที่ต้องปิดตัวลงไปถึง 556 สาขา ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไม่ใช่เจ้าของแฟรนไชส์ทุกคนที่จะทำกำไรและอยู่รอดได้ในสงครามชานมที่แข่งขันกันรุนแรง

อย่างไรก็ตามแม้แฟรนไชส์ซี่จะรู้ว่าบริษัทได้กำไรมหาศาลจากการขายของให้ผู้ลงทุน แต่ตราบใดที่ กำไรสุทธิหลังหักค่าวัตถุดิบแล้ว เจ้าของร้านยังได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ และดีกว่าไปเสี่ยงทำเอง โมเดลนี้ก็ยังคงดึงดูดผู้ลงทุนหน้าใหม่ให้เข้ามาร่วมลงทุนเพื่อเปิดร้านใหม่ได้เรื่อยๆ

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด