Ramly Burger จากชีวิตลูกจ้างสู่เจ้าของธุรกิจ รายได้ 8 พันล้านบาท

ไม่ใช่แค่สตรีทฟู้ดเมืองไทยที่ได้การยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในมาเลเซียก็เป็นตลาดสตรีทฟู้ดที่โตไม่แพ้กัน โดยผสมผสานวัฒนธรรม มลายู จีน และอินเดีย ไว้ด้วยกัน ถ้าดูตัวเลขจะยิ่งเห็นชัดว่าสตรีทฟู้ดของมาเลเซียถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีมูลค่าประมาณ 16.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท

เฉพาะส่วนที่เป็นร้านริมทางและคีออส มีมูลค่ารวมกันกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบเฉลี่ยที่ 13.05% ต่อปี อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือแม้จะเป็นสตรีทฟู้ด แต่ยอดขายผ่านเดลิเวอรี่เติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ 15.76%

รวมถึงการที่ มาเลเซียใช้จุดแข็งเรื่องการเป็นผู้นำด้านฮาลาล สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิมจากตะวันออกกลางและอาเซียน ทำให้สตรีทฟู้ดของมาเลเซียเป็น ตัวเลือกแรกๆของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

แบรนด์สตรีทฟู้ดมาเลเซียที่ เราควรรู้จัก!

ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

มาเลเซียมีวัฒนธรรมการกินที่เรียกว่า “Mamak Stall” หรือร้านอาหารริมทางที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ร้านสตรีทฟู้ดในมาเลเซียจึงไม่ใช่แค่ร้านขายอาหารแต่เป็นที่รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมของคนทุกเชื้อชาติ ไม่ว่าจะนั่งพูดคุย ดูบอล เป็นต้น ร้านสตรีทฟู้ดของมาเลเซียมีสไตล์การจัดวางที่เน้นความรวดเร็ว และไม่ใช่แค่การมีอาหารหลายชาติวางขายแต่ส่วนใหญ่คือการนำอาหารเหล่านี้มาฟิวชั่น จนเกิดเมนูใหม่ เช่น

  • Laksa อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบจีน เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว, หมู เข้ากับเครื่องเทศและกะทิแบบมลายู
  • Roti Canai อาหารของชาวอินเดียมุสลิม ที่เอาเทคนิคการปรุงแบบอินเดียมาปรับให้เข้ากับคนในท้องถิ่น
  • Nasi Lemak อาหารประจำชาติที่เป็นข้าวหุงกะทิเสิร์ฟพร้อมน้ำพริกซัมบัล ปลากรอบ และไข่ต้ม
  • Char Kway Teow เมนูเส้นใหญ่ผัดซอสรสชาติเข้มข้น ใส่กุ้ง กุนเชียง และหอยแครง เป็นเมนูเด่นในย่านปีนัง
  • Satay โดยเฉพาะสะเต๊ะไก่และเนื้อที่หมักเครื่องเทศเข้มข้น ย่างด้วยเตาถ่านจนหอม
  • Lok-Lok สตรีทฟู้ดแบบรถพ่วงที่ขายของเสียบไม้ เช่น ลูกชิ้น เนื้อสัตว์ ผัก ให้ลูกค้าหยิบไปลวกหรือทอดเองในหม้อที่หน้ารถ แล้วจิ้มซอสหลากหลายแบบ

ในส่วนของร้านสตรีทฟู้ดซึ่งก็มีอยู่เยอะมากและก็มีจุดเด่นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป มีหลายแบรนด์ที่ขยับจากร้านริมทาง สู่การเป็นร้านอาหารที่มีระบบบริหารจัดการแบบพรีเมี่ยม มีแบรนด์ที่น่าสนใจเช่น

  • Village Park Restaurant แบรนด์นาซีเลอมัก (ข้าวหุงกะทิ) ซึ่งถือเป็นอาหารประจำชาติของประเทศมาเลเซีย ที่ล่าสุดในปี 2026 มีการจับมือกับโรงแรมหรูอย่าง Shangri-La Kuala Lumpur เพื่อยกระดับอาหารพื้นเมืองนี้สู่ห้องอาหารระดับ 5 ดาว
  • OldTown White Coffee ที่พัฒนาจากร้านกาแฟริมทางสู่แฟรนไชส์ระดับโลกที่ขายทั้งกาแฟและอาหารพื้นเมือง มาเลเซีย โดยมีสาขากว่า 200 แห่งทั่วเอเชีย ทั้งในมาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง และฟิลิปปินส์
  • Nasi Kandar Pelita ร้านอาหารสไตล์ “นาซีกันดาร์” (ข้าวราดแกงสไตล์อินเดียมุสลิม) ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง
  • Beutea (เบวที) แบรนด์ชานมและชาผลไม้ที่กำลังมาแรงมากในปี 2025-2026 โดยใช้การตกแต่งร้านแบบทันสมัย ช่วงปี 2024-2025 Beutea สร้างสถิติขายเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Jasmine Grape Tea ได้มากกว่า 1 ล้านแก้วภายในเวลาเพียง 12 เดือน
  • Original Penang Kayu Nasi Kandar ธูรกิจร้านข้าวราดแกง (Nasi Kandar) ที่มีเอกลักษณ์คือ Banjir ที่แปลว่าน้ำท่วม หมายถึงพนักงานจะตักน้ำแกงหลายชนิดเช่นแกงปลา แกงเนื้อ แกงกุ้ง มาราดผสมกันลงบนข้าวร้อนๆ ปัจจุบันมีสาขา 10 แห่งในมาเลเซีย

Ramly Burger ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มจากการเป็น “ลูกจ้าง”

Ramly Burger จากชีวิตลูกจ้างสู่เจ้าของธุรกิจ
ภาพจาก www.ramly.com.my

นอกจากเมนูสตรีทฟู้ดที่เรายกตัวอย่างให้เห็นแล้ว “แฮมเบอร์เกอร์” ที่ในยุคหนึ่งเคยถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากเหตุผลที่ละเอียดอ่อนตามมาตรฐานของสินค้า Halal เช่น ไม่แน่ใจว่าเนื้อวัวได้รับการเชือดตามหลักศาสนาอิสลามหรือไม่ หรือกลัวว่าเนื้อวัวอาจผสมเนื้อหมู รวมถึงอาจใช้ไขมันหมูในการทอด แม้แต่ซอส / เครื่องปรุงก็ถูกตั้งคำถามว่ามีส่วนผสมของวัตถุดิบที่ไม่ฮาลาลหรือไม่

อย่างไรก็ดีนั่นคือปัญหาในอดีตเพราะปัจจุบันนี้เบอร์เกอร์กลายเป็นอาหารพื้นฐานที่คนมาเลเซียทุกวัยยอมรับอย่างเต็มตัวและกลายเป็นวัฒนธรรมการกินที่อยู่คู่วิถีชีวิตของคนในมาเลเซียด้วย โดยหนึ่งในแบรนด์ที่รู้จักกันดีคือ “Ramly Burger”

ที่ก่อตั้งใน1982 อันเป็นปีเดียวกับที่แมคโดนัลด์มาเปิดสาขาแรกในมาเลเซีย ผู้ก่อตั้งคือ แรมลี บิน ม็อกนี (บริษัทแรมลี กรุ๊ป) และกว่าจะมาถึงจุดนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพราะ แรมลี บิน ม็อกนีเกิดในครอบครัวชาวนาที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในรัฐเปรัก ด้วยความยากจนไม่สามารถเรียนหนังสือได้ แรมลีจึงต้องไปทำงานรับจ้างที่รัฐสลังงอร์ โดยทำงานรับจ้างทั่วไป

กระทั่งได้ย้ายไปทำงานที่ร้านขายเนื้อในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในปี 1978 เกิดปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อแฮมเบอร์เกอร์ แม้จะมีเครื่องหมายฮาลาลติดอยู่ จึงทำให้แรมลีมองเห็นโอกาสทางธุรกิจและกลายเป็นไอเดียเริ่มต้นสู่ Ramly Burger ในเวลาต่อมา

ธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยเงิน 16,000 บาท สู่รายได้กว่า 8 พันล้านบาท

ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

เมื่อตัดสินใจจะทำธุรกิจแต่ติดปัญหาว่าไม่มีเงินทุนแถมธนาคารก็ไม่อนุมัติสินเชื่อเนื่องในตอนนั้นธนาคารมองว่าคนมาเลเซียไม่กินเบอร์เกอร์ และมองว่าเป็นอาหารตะวันตกที่แจ้งเกิดในตลาดมุสลิมไม่ได้ ซึ่งแม้จะถูกปฏิเสธแรมลีตัดสินใจใช้เงินทุนที่มีประมาณ 2,000 ริงกิตหรือประมาณ 16,000 บาท เริ่มสร้างธุรกิจตัวเอง โดยไม่มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ซับซ้อนใด ๆ ทำแฮมเบอร์เกอร์จากในอพาร์ทเมนต์ที่อาศัยอยู่ จากนั้นไปตั้งแผงขายริมทาง

หรือเน้นการขายส่งเนื้อดิบ (ไส้เบอร์เกอร์) โดยทำเป็นเนื้อบดแผ่นเล็กๆ นำไปขายส่งตามตลาดหรือร้านของชำเพื่อให้คนที่สนใจซื้อไปทำแฮมเบอร์เกอร์ที่บ้าน อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจในช่วงนั้นคือแรมลีเริ่มสร้างเครือข่ายพ่อค้าแม่ค้าแบบรถเข็นที่อยากมีรายได้เสริม โดยแรมลีจะขายเนื้อดิบให้ในราคาส่ง และสอนวิธีปรุงเบอร์เกอร์เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้านำไปทำจำหน่ายได้

จากยอดขายในช่วงแรกประมาณ 200 ชิ้นต่อวัน พัฒนาขึ้นเป็น 2,000 – 3,000 ชิ้นต่อวัน และในปี 1984 แรมลีจึงสามารถตั้งโรงงานผลิตเนื้อบดสำเร็จรูปภายใต้ชื่อ Ramly Mockni Sdn. Bhd. ได้สำเร็จ ซึ่งก็อาศัยเงินทุนหลักจากการกู้ยืมธนาคารที่ตอนนี้เริ่มมองเห็นทิศทางของแฮมเบอร์เกอร์ว่าเติบโตในตลาดมุสลิมได้

มาถึงในปี 2015 แรมลีทุ่มทุน 1,000 ล้านริงกิตหรือประมาณ 8,000 ล้านบาทสร้างโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลฮับที่รัฐสลังงอร์ บนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ โรงงานแห่งนี้ผลิตไส้เบอร์เกอร์ได้มากถึง 1 ล้านชิ้นต่อวันโดยร้อยละ 70 จำหน่ายในประเทศ สินค้าในเครือแรมลีไม่เพียงจำหน่ายในมาเลเซีย แต่ยังส่งออกไปหลายประเทศอื่น รวมถึง อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ไทย เมียนมา กัมพูชา และบังคลาเทศ

โดยมีแผนขยายตลาดไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศในตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกอีกด้วย ปัจจุบัน แรมลีมีโรงงานทั้งหมด 7 แห่ง ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท 16 แห่ง และซุ้มจำหน่ายเบอร์เกอร์ 12 แห่งที่ในอนาคตมีการตั้งเป้าจะขยายเป็น 450 สาขา และบริษัทมียอดขายต่อปีกว่า 1,000 ล้านริงกิตหรือกว่า 8 พันล้านบาท

5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จของ Ramly Burger

Ramly Burger จากชีวิตลูกจ้างสู่เจ้าของธุรกิจ
ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

Ramly Burger มีโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “Micro-Franchising” ถ้าเราอยากเปิดร้าน Ramly Burger เราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์รายปี ไม่ต้องมีส่วนแบ่งจากยอดขายให้บริษัท เพียงแต่เราต้องซื้อวัตถุดิบจากบริษัท เช่นเนื้อแผ่น (Patties), ขนมปัง, ซอส และมายองเนส ให้ครบตามสูตร และผู้ลงทุนก็สามารถตั้งชื่อร้านเป็นของตัวเองได้ แต่ต้องติดโลโก้ของ Ramly เพื่อเป็นการการันตีว่า “ร้านนี้ใช้เนื้อของ Ramly เท่านั้น” ถ้าวิเคราะห์ปัจจัยสู่ความสำเร็จของ Ramly Burger มีดังนี้

1.การสร้าง “มาตรฐานความเชื่อใจ” ในยุคหนึ้งที่ชาวมุสลิมในมาเลเซียมีความกังวลสูงมากต่ออาหารตะวันตก แรมลีเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยการเป็น แบรนด์มุสลิมเพื่อคนมุสลิม แรมลีสื่อสารถึงผู้บริโภคว่าไม่ได้เพียงแค่ทำฮาลาลตามหน้าที่แต่เน้นว่าคือหัวใจของแบรนด์ จนคนในมาเลเซียรู้สึกว่าถ้าเป็นเนื้อของ Ramly สามารถรับประทานได้อย่างเชื่อมั่น

2.เน้นรสชาติแบบ Localize แรมลีไม่ได้ลอกเลียนแบบรสชาติเบอร์เกอร์อเมริกัน แต่เลือกที่จะสร้างรสชาติใหม่ ที่ถูกปากคนเอเชีย โดยเนื้อเบอร์เกอร์จะมีกลิ่นของพริกไทยและเครื่องเทศชัดเจน และวัฒนธรรมการกินเบอร์เกอร์ของมาเลเซียต้องเน้นความฉ่ำ แรมลีจึงผลิตซอสพริกและซอสมะเขือเทศสูตรเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

3.โมเดลธุรกิจแบบ “Win-Win โดยแรมลีทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตและสนับสนุนให้ชาวบ้านเปิดแผงขายเบอร์เกอร์ จากนั้นก็สนับสนุนวัตถุดิบ + สูตร ทำให้แบรนด์ Ramly กระจายไปทุกพื้นที่โดยที่ไม่ต้องลงทุนค่าเช่าที่หรือค่าพนักงานด้วยตัวเอง แถมโมเดลนี้ยังร้างอาชีพให้กับคนมาเลเซียหลายหมื่นครอบครัว ทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

4.ประสิทธิภาพของ Supply Chain แรมลีไม่ได้ขายแค่ไส้เบอร์เกอร์ (เนื้อแผ่น) แต่ขยายไปทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเบอร์เกอร์ตั้งแต่นมปัง, ซอส, มายองเนส, ไปจนถึงอาหารแช่แข็งอื่นๆ การคุมซัพพลายเชนเองทั้งหมดทำให้สามารถ ควบคุมคุณภาพและราคา ให้คงที่ได้ทั่วประเทศ ผู้ลงทุนจึงซื้อของได้ครบจบในที่เดียว

5.กลยุทธ์การยืดหยุ่นและปรับตัว แม้จะเป็นแบรนด์ดั้งเดิมที่เปิดตัวมานานแต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาแรมลี่ขยายธุรกิจไปทำ Nuggets, Fried Chicken และไส้กรอก เพื่อส่งเข้าห้างสรรพสินค้าและส่งออก รวมถึงการลงทุนเปิดร้านสะดวกซื้อของตัวเองเพื่อขายวัตถุดิบแช่แข็งโดยเฉพาะ

Ramly Burger กับโอกาสเปิดตลาดในเมืองไทย?

Ramly Burger จากชีวิตลูกจ้างสู่เจ้าของธุรกิจ
ภาพจาก https://citly.me/fRoIA

ในเมืองไทยเราอาจเคยเห็นร้านเบอร์เกอร์ตามตลาดนัดหรือย่านชุมชนมุสลิมที่ใช้ป้าย Ramly Burger หรือมีเมนูที่เขียนว่า เบอร์เกอร์มาเลเซีย แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ร้านแฟรนไชส์เป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อยที่นำเอาสไตล์การทำเบอร์เกอร์แบบแรมลีมาใช้ ที่สำคัญเนื้อแผ่นสำเร็จรูปยี่ห้อ Ramly ในประเทศไทยไม่มีผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ

เนื่องจากเหตุผลด้านกฎหมายการนำเข้าเนื้อสัตว์และมาตรฐานปศุสัตว์ระหว่างประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวด หลายร้านที่ติดป้าย Ramly อาจจะใช้เนื้อยี่ห้ออื่นที่ผลิตในไทย แต่ปรุงรสให้เหมือน หรือบางร้านในโซนภาคใต้ตอนล่างอาจจะมีของหิ้วข้ามพรมแดนมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่การนำเข้าอย่างเป็นทางการเพื่อวางขายทั่วไป

สรุปได้ว่าในไทยเองยังไม่มีบริษัท Ramly Group มาเปิดสำนักงานหรือโรงงานผลิตอย่างเป็นทางการเหมือนในมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ถ้าเจอร้านที่เขียนว่า Ramly Burger ในไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น สไตล์ Ramly ซึ่งความอร่อยจะขึ้นอยู่กับฝีมือการปรุงซอสและการเลือกเนื้อของพ่อค้าแม่ค้าแต่ละราย ซึ่งบางร้านทำออกมาได้อร่อยและใกล้เคียงต้นฉบับมาก

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการที่เราได้เห็นไอเดียการสู้ชีวิต การสร้างตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ของ Ramly Burger จากคนที่เป็นลูกจ้างสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้าน ก็เป็นแรงบันดาลใจได้อย่างดีให้กับคนที่อยากประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่มีเงินทุน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ควรมองหาสิ่งที่ตัวเองถนัด มองหาโอกาสทางธุรกิจ เมื่อเจอแล้วต้องลงมือทำอย่างจริงจังตั้งใจแม้ไม่สำเร็จในทันทีแต่ถ้าพยายามและพัฒนาต่อไปอาจกลายเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ในอนาคตได้

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด