Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต” ยากจน! ล้มละลาย สู่ธุรกิจรายได้ 1.5 แสนล้านบาท

ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในญี่ปุ่นปี 2026 ยังแข่งขันกันดุเดือดมูลค่าการตลาดประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท

คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.5% จนถึงปี 2033 โดยญี่ปุ่นยังติด 1 ใน 5 อันดับแรกของประเทศที่มีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในโลก

รวมทั้งปีรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประมาณ 5,900 ล้านครั้ง ต่อวันประมาณ 16 ล้านครั้ง หรือเป็นรายบุคคลประมาณ 47 ครั้งต่อปี

ถ้าดูในส่วนของการแข่งขัน เบอร์ 1 ต้องยกให้ Nissin ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 40-50% ที่เน้นการตลาดแบบสร้างสรรค์และจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่

รวมถึงการออกสินค้าซีรีส์พรีเมียมอย่าง Nissin Raoh ที่ชูจุดขายเรื่องเส้นสดและน้ำซุปเหมือนกินที่ร้าน ส่วนไล่หลังตามมาเป็นอันดับ 2 คือ Toyo Suisan เจ้าของแบรนด์ Maruchan ที่เน้นรสชาติแบบดั้งเดิมที่ถูกปากคนญี่ปุ่น

ในส่วนของอันดับ 3 คือ Sanyo Foods เจ้าของแบรนด์ Sapporo Ichiban ที่ใช้การตลาดเน้น Collab กับร้านราเมนชื่อดังต่างๆ

และมีอีกหลายแบรนด์ในตลาดนี้ที่น่าสนใจเช่น Acecook เน้นความคุ้มค่าและปริมาณเป็นที่นิยมในกลุ่มนักเรียนและวัยทำงาน หรือแบรนด์ดังอย่าง New Touch ของ Yamadai ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ว่ากันว่า อร่อยเหมือนเส้นสดที่สุดในบรรดาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

Nissin ตำนานแห่ง “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”

Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต”
ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

โมโมะฟูกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท NISSIN FOODS เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1910 สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก และและถูกเลี้ยงดูโดยคุณปู่ซึ่งเปิดร้านขายส่งผ้าในเมือง ทำให้เริ่มเรียนรู้บรรยากาศในการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ในวัย 22 ปี ได้ก่อตั้งบริษัทจำหน่ายสิ่งทอ

ซึ่งประสบความสำเร็จมาก แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกอย่างที่สร้างมาก็หายวับไปกับตา โรงงานและคลังสินค้าถูกทำลายไม่มีเหลือ

หลังสงครามผ่านไป จึงได้พยายามลุกใหม่อีกครั้งด้วยการทำธุรกิจโรงงานผลิตเกลือและเปิดโรงเรียนสอนภาษา แต่ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ในปี 1957 ธนาคารที่เขาทำหน้าที่เป็นประธานเกิดล้มละลาย ซึ่งในฐานะผู้รับผิดชอบจึงต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดไปใช้หนี้

Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต”
ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

สุดท้ายก็เหลือเพียงบ้านเช่าหลังเล็กๆที่อาศัยอยู่ แต่สิ่งที่จุดประกายให้ลุกขึ้นมาอีกครั้งคือการมองเห็นภาพของคนญี่ปุ่นภายหลังสงครามที่มีความต้องการอาหารสูงมาก

บางครั้งคนต้องยอมต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อราเมน เป็นไอเดียให้เริ่มคิดค้นสูตรราเมนที่ปรุงได้รวดเร็วและรับประทานได้ง่ายเพียงเติมน้ำร้อนลงไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการคิดสูตรนี้

โดยตั้งใจจะคิดค้นเมนูที่มีเป้าหมาย 5 ประการคือ เส้นต้องอร่อย , เก็บได้นาน , ปรุงง่ายและรวดเร็ว , ราคาไม่แพง สุดท้ายคือต้องถูกสุขลักษณะและปลอดภัย

จนมาเจอสูตรด้วยความบังเอิญขณะที่ภรรยากำลังทอดเทมปุระในครัว เขาสังเกตว่าแป้งที่เคลือบในน้ำมันร้อนๆ ปล่อยความชื้นออกมา ทำให้มีฟองรอบๆ แป้ง เขาจึงนำหลักการนี้มาใช้โดยทดลองทอดบะหมี่ในน้ำมัน

และพบว่าความชื้นในบะหมี่ถูกบีบออกโดยน้ำมันที่อุณหภูมิสูงทำให้บะหมี่แห้งสนิท จึงไม่เสื่อมสภาพแม้จะเก็บไว้เป็นเวลานาน และวิธีนี้ยังเพิ่มความสะดวกเพราะเพียงแค่ใส่น้ำร้อนลงไปบะหมี่จะดูดซึมน้ำทำให้เส้นกลับมานุ่มฟูดังเดิม

และความพยายามก็สำเร็จโดยวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1958 Chikin Ramen (ชิกิง ราเมน)บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ถูกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกของโลกและได้รับการขนานนามว่า “บะหมี่มหัศจรรย์” ที่เติมน้ำร้อนเพียง 2 นาทีก็ทานได้ ซึ่งเปิดตัวในราคา 35 เยน (ประมาณ 7 บาท)

Cup Noodle บะหมี่ถ้วยเจ้าแรกของโลกจาก Nissin

Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต”
ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

ในปี 1966 โมโมฟุกุ อันโด เดินทางไปอเมริกาเพื่อขยายตลาด Chikin Ramen แต่เห็นว่าชาวตะวันตกไม่มีราเมนไม่มีตะเกียบ เห็นบางคนหักบะหมี่ซองเป็นชิ้นเล็กๆใส่ในถ้วยกาแฟกระดาษและใช้ส้อมจิ้มกิน จึงเกิดไอเดียทำบะหมี่ที่มาพร้อมภาชนะในตัว

และได้เปิดตัว Nissin Cup Noodle ในวันที่ 18 กันยายน ปี 1971 แต่ด้วยความที่ราคาสูงจึงไม่ได้รับความนิยมนัก ทำให้ต้องคิดการตลาดใหม่ด้วยการทำเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ที่สามารถกดน้ำร้อนได้ทันทีที่ซื้อ

กลายเป็นว่าเครื่องนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ภายใน 1 ปี ถูกติดตั้งไปแล้วกว่า 20,000 เครื่องทั่วประเทศ และจากเหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1972 ที่ เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายจับตัวประกันที่เมืองนาโกยา ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์อย่างกว้างขวาง และเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถ่ายทอดสดทุกวัน

Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต”
ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

โดยระหว่างที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่นั้นก็เห็นภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังกินบะหมี่ถ้วย และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ชมทางบ้านสนใจที่จะออกไปซื้อบะหมี่ถ้วยจึงทำให้ขายดีมาก

ปัจจุบัน Cup Noodle มียอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่า 5 หมื่นล้านถ้วย และมีวางจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศ โดยแต่ละประเทศจะมีรสชาติที่ปรับตามความต้องการของคนท้องถิ่น

Nissin ธุรกิจรายได้กว่า 2.76 แสนล้านบาท

Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต”
ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

แม้ในปัจจุบัน Nissin กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบ แต่ยังรักษาสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายได้ในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 776,600 ล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 153,767 ล้านบาท

หากเปรียบเทียบกับรายได้ของแบรนด์ไทยอย่าง “มาม่า” (Thai President Foods) ซึ่งมีรายได้รวมต่อปีอยู่ประมาณ 27,000 – 30,000 ล้านบาท

จะพบว่ารายได้เฉพาะส่วนธุรกิจหลักของนิสชินนั้น ใหญ่กว่ามาม่าประมาณ 5-6 เท่า และตัวเลขรายได้นี้ของ Nissin ถ้านับรวมรายได้ที่มาจากธุรกิจอื่นๆ เช่นขนมขบเคี้ยว , เครื่องดื่ม ตัวเลขรายได้จะพุ่งสูงถึง 2.76 แสนล้านบาท

Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต”
ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

การที่ Nissin ได้รับความนิยมและสร้างยอดขายสูง เกิดจากการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง มีเทคโนโลยี Non-fried noodles (เส้นไม่ทอด) และเส้นแบบ Whole Grain ที่ให้สัมผัสเหมือนเส้นสดมากที่สุดในตลาด

ทำให้หนีคู่แข่งที่เน้นแค่ราคาถูกไปสู่ตลาดพรีเมียมได้สำเร็จ หรือการใช้ กลยุทธ์ Localization เน้นรสชาติที่ถูกใจคนท้องถิ่น จึงให้อำนาจสาขาในแต่ละประเทศคิดค้นรสชาตของตัวเอง

รวมถึงการที่ Nissin ขึ้นชื่อเรื่องโฆษณาที่คาดไม่ถึงและเป็นไวรัลเสมอ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เช่น แคมเปญถ้วยบะหมี่ขนาดมหึมา หรือการร่วมมือกับอนิเมะและเกมดังๆ ซึ่งช่วยดึงดูดกลุ่ม Gen Z ได้อย่างดี

ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก Nissin ที่นำมาใช้กับ SMEs

Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต”
ภาพจาก https://citly.me/9YORw

การเป็นธุรกิจเล็กแต่ก็คิดใหญ่ได้ ซึ่ง Nissin มี Mindset ในการทำธุรกิจที่น่าสนใจหลายประการที่นำมาประยุกต์ใช้ได้เช่น

1. ธุรกิจต้องแก้ Pain Point ให้ตรงจุด ซึ่ง Nissin เริ่มจากการเห็นคนมาต่อแถวซื้ออาหาร ปัญหาคือคนหิวแต่ต้องเสียเวลาในการซื้อนาน จึงคิดสินค้าที่แก้ปัญหานี้ ขึ้น การทำธุรกิจอย่าถามตัวเองว่าจะขายอะไร แต่ให้เริ่มจากถามว่าลูกค้ามีปัญหาอะไร แล้วสินค้าของเราแก้ปัญหานั้นได้หรือไม่

2.นวัตกรรมไม่ต้องล้ำแต่เน้นการสังเกต สิ่งที่ทำให้ Nissin ไม่ได้มาจากนวัตกรรมสุดล้ำแต่เริ่มจากการสังเกตวิธีทอดเทมปุระแล้วเอามาประยุกต์ใช้กับบะหมี่ ดังนั้นถ้าจะเริ่มธุรกิจไม่ต้องหาวิธีที่ไฮเทคเสมอไป เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมอื่นมาปรับใช้กับธุรกิจของเราก็ได้

3.สร้างธุรกิจด้วยกลยุทธ์ Localization ซึ่ง Nissin พยายามพัฒนาสินค้าให้เข้ากับพฤติกรรมของคนในแต่ละท้องถิ่น คนทำธุรกิจก็เช่นกันหากจะขยายตลาดไปต่างจังหวัดหรือต่างพื้นที่ อย่าใช้รูปแบบเดิม แต่ต้องปรับสินค้าให้เข้ากับความต้องการของคนในพื้นที่นั้น ทั้งรสชาติ ขนาด และราคา

4.สร้าง Branding ที่มี Character สังเกตได้ว่า Nissin ไม่เคยทำโฆษณาที่ดูโบราณแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ก็ตาม แต่กลับเลือกใช้ความตลก ความแปลก และ Viral Marketing เพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ตลอดเวลา

ดังนั้นธุรกิจยุคใหม่ต้องกล้าที่จะแตกต่างและโดดเด่นอย่ากลัวที่จะทำคอนเทนต์ที่สะท้อนตัวตนแบรนด์ให้สนุกและเข้าถึงง่าย

5. สร้างกำไรด้วย Premiumization โดย Nissin รู้ดีว่าถ้าสู้ที่ราคาจะเจ็บตัว เขาจึงออกรสชาติใหม่ที่น่าสนใจกว่าแม้จะจ่ายแพงกว่า 2-3 เท่าคนก็อยากยอมจ่าย ในมุมของ SME mujสู้เรื่อง Economy of Scale กับเจ้าใหญ่ไม่ได้

ดังนั้น ต้องขายความพรีเมียม ความเฉพาะตัว หรือเรื่องราว (Storytelling) เพื่อเรียกราคาที่สูงกว่าได้

โมโมะฟูกุ อันโด (Momofuku Ando) เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในชีวิตนี้ไม่มีคำว่าสายเกินไป ผมใช้เวลา 48 ปีในการเตรียมตัว และใช้เวลาเพียง 1 ปีในการเปลี่ยนโลก” ซึ่งถือเป็นบทเรียนชั้นว่าอายุมากน้อยไม่สำคัญ

ถ้าอยากทำธุรกิจขอแค่ตั้งใจทำจริง ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่เราควรกลัว แต่เป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้ คนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้จงทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด หัดสังเกตความต้องการของคนรอบข้าง โอกาสสร้างธุรกิจยังเปิดกว้างสำหรับทุกคนในโลกใบนี้

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่

สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช