Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70% รายได้ 40,000 ล้านบาท
ถ้าถามถึงบริษัทที่เป็นยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยเราอาจนึกถึงเครือ CP ที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเป็นธุรกิจที่แทบจะอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั้งประเทศ ในเวียดนามก็มีกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่แบบนี้เช่นกัน นั่นคือ Masan Group ที่ถือครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคได้เกินกว่า 70% ก่อนที่จะไปดูว่า Masan Group ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรบ้าง ลองมาดูประวัติเบื้องต้นของยักษ์ใหญ่จากเวียดนามรายนี้ที่ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน
Masan Group เริ่มต้นจากการนำเข้า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”

ช่วงปี 1980 ถึงต้นปี 1990 หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย เศรษฐกิจของยุโรปตะวันออกสะเทือนหนักถึงขนาดที่ประชาชนขาดแคลนอาหาร ขณะนั้น Dr. Nguyen Dang Quang ซึ่งเป็นนักศึกษาเวียดนามที่อยู่ในรัสเซีย มองเห็นโอกาสจึงเริ่มนำเข้าและผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป / ซอสพริก / ซอสปรุงรส เพื่อขายในรัสเซีย กระทั่งปี 1996 จึงได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นในกรุงมอสโก ชื่อว่า Masan Trading Corporation
ภายหลังจากประสบความสำเร็จในรัสเซีย Masan ตัดสินใจย้ายฐานกลับมาบุกตลาดเวียดนามในช่วงปี 2000 – 2001 โดยสินค้าตัวแรกที่ Masan นำมาตีตลาดเวียดนามอย่างจริงจังคือ “ซอสถั่วเหลือง” ยี่ห้อ Chin-su และ “น้ำปลา” ยี่ห้อ am Ngu ทำให้กลายเป็นเครื่องปรุงรสที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเวียดนาม
และหลังจากที่ครองตลาดเครื่องปรุงรสได้สำเร็จ Masan ก็รุกตลาด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แข่งกับ Acecook ที่เป็นผู้ครองตลาดรายใหญ่ในขณะนั้น โดยส่งแบรนด์ Omachi เข้ามาจับตลาดพรีเมียม และส่ง Kokomi เข้าจับตลาดในกลุ่มแมส ทำให้ Masan ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในตลาดบะหมี่เวียดนามได้อย่างรวดเร็ว
จากผู้ผลิตสินค้า FMCG สู่ “อาณาจักรธุรกิจ” ระดับประเทศ

เมื่อ Masan ครองใจผู้บริโภคด้วยสินค้า FMCG แล้ว ก็เริ่มวางแผนในการขยายกิจการให้เติบโตและมีความมั่นคงมากขึ้น เพื่อควบคุมตลาดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ นำไปสู่การควบรวมและซื้อกิจการในหลายแห่งเพื่อสร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครบวงจร โดยเริ่มจาก
- ตั้งบริษัท Masan MEATLife ทำปศุสัตว์ แปรรูปเนื้อหมูอนามัย
- ซื้อธุรกิจค้าปลีก VinMart และ VinMart+ จาก VinGroup แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น WinMart / WinMart + ที่ปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 3,500 แห่ง
- ก่อตั้งธุรกิจ Masan High-Tech Materials เพื่อทำธุรกิจเหมืองแร่และวัสดุ
- ควบรวมกิจการ Phúc Long Heritage ที่ดำเนินธุรกิจร้านชาและกาแฟและเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่ในเวียดนาม
ทั้งนี้ Masan Group มีบริษัทลูกที่ดูแลร้านสินค้าอุปโภคบริโภคก็คือ Masan Consumer ข้อมูลในปี 2025 ระบุว่าMasan Consumer ครองส่วนแบ่งตลาดน้ำปลาสูงถึงประมาณ 70% ขณะที่แบรนด์อย่าง CHIN-SU (ซอสพริก / ซอสถั่วเหลือง) ก็ครองส่วนแบ่งสูงถึง 60% ของประเทศ
รายได้กว่า 40,000 ล้านบาท! ธุรกิจยังโตไปอีกไกล

หากมองในเรื่องตัวเลขรายได้ Masan Group มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งมาก จากการเป็นผู้นำในตลาดสินค้าอุปโภคและบริโภคแทบจะทั้งหมดในประเทศ โดยรายได้จาก Masan Consumer คิดเป็นสัดส่วน 33% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นการถือหุ้นของ Masan Group อยู่ที่ประมาณ 66% โดย Masan Consumer มีมูลค่าบริษัท 224,000 ล้านบาท
และถ้าดูในส่วนของผลประกอบการที่ผ่านมายิ่งตอกย้ำถึงความเป็นเบอร์ 1 ของเวียดนามได้อย่างแท้จริง
- ปี 2023 รายได้ 39,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,800 ล้านบาท
- ปี 2024 รายได้ 42,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 10,800 ล้านบาท
- ปี 2025 รายได้ 41,600 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,500 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าตัวเลขรายได้และกำไรของ Masan Consumer ที่เป็นธุรกิจในเครือของ Masan Group มีความแข็งแกร่งมาก ตัวเลข Free Cash Flow ก็สูงถึง 9,309 ล้านดง หรือประมาณ 12,500 ล้านบาท และมีการตั้งเป้าหมายเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 15-20% มีเป้าหมายสร้างรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 126,000 ล้านบาท
ถอดกลยุทธ์ของ Masan Group ปรับใช้กับ SMEs ไทย

แม้ว่า Masan Group จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของเวียดนามแต่ก็มีแนวคิดและกรณีศึกษาที่ SMEs ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้หลายอย่างเริ่มตั้งแต่
1.การสร้างธุรกิจให้น่าเชื่อถือ / มีมาตรฐาน เหมือนที่ครั้งหนึ่ง Masan เปิดตัวแบรนด์ Chin-su ชูจุดเด่นเรื่อง “อนามัยและความปลอดภัยมาตรฐานอุตสาหกรรม” จนพลิกขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดแทนที่ผู้ผลิตรายเดิมได้ แต่สำหรับ SMEs ไทยที่อาจจะไม่ชนะคู่แข่งในเรื่องราคา แต่ถ้าชูจุดขายที่เน้นคุณภาพ ก็สามารถดึงดูดลูกค้าได้เช่นกัน
2.เน้นการสร้าง Partnership เพราะปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องเก่งไปทุกอย่าง ซึ่ง Masan ก็ใช้วิธีในการควบรวมกิจการที่มีความสามารถเพื่อก้าวสู่เบอร์ 1 ของประเทศ มอง SMEs ไทยที่เราอาจเก่งในเรื่องทำสินค้าแต่ไม่เก่งในเรื่องการตลาดก็อาจใช้วิธี Co-branding ร่วมกับร้านค้าปลีก / ร้านอาหาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น
3.การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลลูกค้า ปัจจุบันการมีข้อมูลลูกค้ายิ่งได้เปรียบ ถ้าเราเริ่มใช้ CRM ตั้งแต่วันที่ธุรกิจยังมีขนาดเล็ก เราจะได้ฐานข้อมูลที่ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบัรนะบบสะสมแต้ม/สมาชิกผ่าน LINE OA มีราคาถูกลงมาก SME ควรเก็บข้อมูลว่าลูกค้าซื้ออะไรบ่อย มาช่วงเวลาไหน เพื่อทำโปรโมชั่นกระตุ้นการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) แทนที่จะหาแต่ลูกค้าใหม่ตลอดเวลา ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสู่การต่อยอดธุรกิจได้เช่นกัน

ในยุคที่การแข่งขันสูง แถมพฤติกรรมลูกค้ายังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีปัจจัยเสี่ยงที่คาดไม่ถึงในทุกรูปแบบ การทำธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ต้องเก่งในเรื่องสินค้า แต่ต้องรู้จักวางแผนและมองการณ์ไกล รู้จักการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและก้าวตามกระแสยุคใหม่ให้ทัน เพื่อไม่ให้ตกยุคและกลายเป็นธุรกิจที่คนพูดถึงตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเคล็ดลับสู่การอยู่รอดและอาจทำให้เติบโตทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นด้วย
อ้างอิง
- https://citly.me/O7mJc
- https://citly.me/C6NRo
- https://citly.me/wyJIv
- https://citly.me/GyNm5
- https://citly.me/ehlcv
- https://citly.me/QOjpu
- https://citly.me/8Y1S5
- https://citly.me/M2Paf
- https://citly.me/DY7Nc
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




