ไม่รอด! อวสานร้านเล็ก ส่วนใหญ่เซ้ง – เจ๊งยับ

ในช่วง 1-2 มานี้ เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นประกาศ “เซ้งกิจการ” ปรากฏอย่างแพร่หลายในช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หนึ่งในประกาศที่ได้รับความสนใจ ระบุรายละเอียดชัดเจนว่าเป็นร้านค้าทำเลดี พร้อมอุปกรณ์ครบ เสนอราคาเซ้งเพียงราคาหลักหมื่นบาท หลักแสนบาท พร้อมให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “ไม่มีเวลาดูแล” หรือ “ไปทำธุรกิจอื่น” หรือ “ได้ทำเลใหม่” หรือ “ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ – ต่างจังหวัด” และอื่นๆ


อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของผู้ที่คุ้นเคยกับกิจการดังกล่าว กลับพบว่าธุรกิจไม่ได้ถูกปล่อยต่อเพราะข้อจำกัดด้านเวลา หากแต่ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนเจ้าของเดิมไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป

กรณีลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นรายเดียว แต่สะท้อนรูปแบบที่พบได้บ่อยในตลาดซื้อ-ขายกิจการขนาดเล็ก ซึ่งเหตุผลเชิงบวก เช่น “ไม่มีเวลาดูแล” หรือ “ต้องย้ายถิ่นฐาน” มักถูกใช้เป็นคำอธิบายเบื้องต้น ขณะที่ข้อเท็จจริงทางธุรกิจอาจซับซ้อนกว่านั้น

โดยธุรกิจหรือกิจการที่นิยมประกาศ “เซ้ง” ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ร้านสะดวกซัก, ร้านหมูกระทะ, ร้านบุฟเฟ่ต์, ร้านชาบู, ร้านสุกี้-ปิ้งย่าง, ร้านคาเฟ่-อาหาร, ร้านกาแฟ-เครื่องดื่ม, ร้านอาหารญี่ปุ่น, ร้านไอศกรีม-ชาผลไม้, คลินิกความงาม, ร้านทำเล็บ, ร้านขายยา, โรงแรมแมว, คาราโอเกะ-บาร์, ร้านอาหารอีสาน-ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า

ในตลาดการเซ้งกิจการที่กำลังเติบโตนี้ ยังมีธุรกิจที่ “มีกำไรจริง” และถูกส่งต่อด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่การขาดทุนอยู่มากน้อยเพียงใด หรือแท้จริงแล้ว ตลาดนี้คือพื้นที่ของการถ่ายโอนความเสี่ยงจากผู้ประกอบการเดิมไปสู่ผู้เล่นรายใหม่

ภาพรวมตลาด “ธุรกิจเซ้ง” ในไทย

 อวสานร้านเล็ก
ภาพจาก https://app.envato.com

 

ตลาดการซื้อ-ขายกิจการของธุรกิจ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การเซ้งธุรกิจ” มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และบริการรายย่อย ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจการเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง

ในอีกด้านหนึ่ง การเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ต้องเผชิญทั้งด้านต้นทุนในการเริ่มต้น ความไม่แน่นอนของตลาด และระยะเวลาในการสร้างฐานลูกค้า ส่งผลให้ “การรับเซ้งกิจการ” กลายเป็นทางเลือกที่ดูเหมือนจะช่วยลดความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงทำเล อุปกรณ์ และฐานลูกค้าเดิมได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด

ช่องทางในการซื้อ-ขายกิจการดังกล่าว ส่วนใหญ่ดำเนินอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มใน Facebook ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางให้ผู้ประกอบการโพสต์ประกาศเซ้งกิจการ พร้อมรายละเอียดเบื้องต้น เช่น ราคา ทำเล และเหตุผลในการปล่อยต่อ นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายผ่าน Marketplace ออนไลน์ รวมถึงเครือข่ายแบบไม่เป็นทางการ เช่น การแนะนำกันภายในกลุ่มผู้ประกอบการหรือคนรู้จัก

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดนี้จะมีความคึกคักและเข้าถึงได้ง่าย แต่กลับขาดกลไกกำกับดูแลและมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน แตกต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่มีระบบตรวจสอบข้อมูลและข้อกำหนดด้านความโปร่งใสรองรับ

ด้วยเหตุนี้ ตลาดเซ้งธุรกิจจึงมีลักษณะคล้าย “ตลาดมือสองของกิจการ” ที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองเป็นหลัก ทั้งในด้านสถานะทางการเงิน ศักยภาพของทำเล และความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจ ความไม่สมดุลของข้อมูลระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มระดับความเสี่ยงในการตัดสินใจ

ในภาพรวม แม้การเซ้งกิจการจะถูกมองว่าเป็น “ทางลัด” สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดดังกล่าวอาจเป็นพื้นที่ที่ของความคาดหวัง และความเป็นจริง ที่ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป และยังต้องอาศัยการพิจารณากิจการที่ประกาศเซ้งอย่างรอบด้านมากกว่าที่ปรากฏในประกาศขายทั่วไป

เหตุผลยอดฮิตที่ใช้ “ขายกิจการ”

 อวสานร้านเล็ก
ภาพจาก https://app.envato.com

ในการประกาศเซ้งกิจการ เหตุผลที่ผู้ขายใช้สื่อสารกับผู้สนใจมักมีลักษณะคล้ายคลึงกัน และปรากฏซ้ำในหลายกรณี โดยเฉพาะเหตุผลที่สะท้อนภาพเชิงบวก หรือหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงปัญหาทางธุรกิจโดยตรง

แม้เหตุผลเหล่านี้จะไม่ใช่ข้อมูลเท็จเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ ข้อความดังกล่าวอาจเป็นเพียง “เหตุผลชั้นต้น” ที่ใช้ในการสื่อสารการตลาด มากกว่าจะสะท้อนสถานการณ์ทางการเงิน หรือปัญหาเชิงโครงสร้างของกิจการอย่างครบถ้วน

เหตุผลยอดนิยมประกาศเซ้งกิจการ

เช่น ไม่มีเวลาดูแล, ย้ายไปต่างประเทศ, ต้องดูแลครอบครัว / ผู้ป่วย, ต้องการเปลี่ยนสายงาน / ไปทำธุรกิจอื่น

“เหตุผลจริง” กับ “เหตุผลเพื่อการสื่อสาร”

เมื่อพิจารณาเชิงลึก เหตุผลที่ปรากฏในประกาศเซ้ง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่

1. เหตุผลเพื่อการสื่อสาร (Surface / PR Reason)

เป็นเหตุผลที่ถูกออกแบบให้เข้าใจง่าย และไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของกิจการ เช่น การไม่มีเวลาดูแล หรือการเปลี่ยนแผนชีวิต ซึ่งสามารถช่วยลดความกังวลของผู้ซื้อได้ในเบื้องต้น และทำให้การเจรจาเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น

2. เหตุผลเชิงโครงสร้าง (Underlying Business Reality)

เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการ และความสามารถในการดำเนินธุรกิจ เช่น

  • รายได้ลดลงต่อเนื่อง
  • ต้นทุนคงที่สูง (ค่าเช่า แรงงาน วัตถุดิบ)
  • ทำเลเสื่อมความนิยม
  • การแข่งขันรุนแรงขึ้น
  • ปัญหาการบริหารจัดการภายใน

ในหลายกรณี เหตุผลในระดับที่สองมักไม่ได้ถูกเปิดเผยตั้งแต่ต้น และจะปรากฏชัดเจนก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เช่น งบการเงินจริง หรือพฤติกรรมลูกค้าในพื้นที่

ความจริง ทำไมธุรกิจถึงถูกปล่อยเซ้ง

 อวสานร้านเล็ก
ภาพจาก https://app.envato.com

เบื้องหลังประกาศเซ้งกิจการ มักซ่อนปัจจัยเชิงโครงสร้างทางธุรกิจที่ซับซ้อน โดยจากการรวบรวมข้อมูลและประสบการณ์ของผู้ประกอบการรายย่อย พบว่า การตัดสินใจปล่อยกิจการจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากเหตุผลส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดของโมเดลธุรกิจ ที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ปัจจัยหลักที่นำไปสู่การ “ปล่อยเซ้ง”

  • ยอดขายลดลงต่อเนื่อง (ทำเลเสื่อม / พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน) ยกตัวอย่างทำเลย่านบรรทัดทอง
  • ค่าเช่าพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • การแข่งขันเพิ่มขึ้น ทั้งจากรายใหม่และแพลตฟอร์มออนไลน์
  • ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงสูงขึ้น
  • ขาดทักษะด้านการบริหารจัดการ / การตลาด

เมื่อ “โมเดลธุรกิจ” เริ่มไปต่อไม่ได้

ในหลายกรณี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นข้อจำกัดของตัวธุรกิจเอง เช่น ทำเลที่เคยมีศักยภาพอาจสูญเสียความนิยมจากการเปลี่ยนแปลงของทราฟฟิกผู้คน หรือธุรกิจที่พึ่งพาลูกค้าหน้าร้าน อาจได้รับผลกระทบจากการเติบโตของช่องทางออนไลน์

ขณะเดียวกัน โครงสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าเช่าและวัตถุดิบ ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบตัวลง แม้ยอดขายจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม ธุรกิจจำนวนไม่น้อยจึงเข้าสู่ภาวะรายได้ยังมี แต่ไม่เหลือกำไร และในที่สุดไม่สามารถรักษาสภาพคล่องได้

นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะร้านอาหาร-เครื่องดื่มและบริการ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากมากขึ้น ทั้งการลงทุนเพิ่มเพื่อปรับตัว หรือการยุติกิจการเพื่อลดความเสี่ยง

จาก “พออยู่ได้” สู่ “ต้องปล่อย”

สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ธุรกิจไม่ได้ล้มเหลวทันที แต่ค่อยๆ ถดถอยจากจุดที่พออยู่ได้ ไปสู่จุดที่ “เริ่มขาดทุน” และสุดท้ายเข้าสู่ภาวะที่เจ้าของไม่สามารถแบกรับต้นทุนต่อไปได้ การ “ปล่อยเซ้ง” จึงกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อลดความเสียหายทางการเงิน

การเซ้งกิจการไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อทรัพย์สิน เช่น อุปกรณ์หรือสิทธิ์เช่า แต่ในหลายกรณี คือการส่งต่อ “ความเสี่ยงทางธุรกิจ” ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

“โอกาส” ในการรับเซ้งยังมีไหม?

ภาพจาก https://app.envato.com

แม้ภาพรวมของตลาดเซ้งกิจการจะสะท้อนความเสี่ยงในหลายมิติ โอกาสในการสร้างกำไรจากกิจการที่รับช่วงต่อยังคงมีอยู่ เพียงแต่ไม่ได้เกิดจาก “ตัวธุรกิจเดิม” เพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้รับเซ้งในการปรับปรุงและต่อยอด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจการบางแห่งที่เจ้าของเดิมไม่สามารถทำกำไรได้ อาจไม่ได้ล้มเหลวเพราะตลาดไม่มีศักยภาพ แต่เกิดจากข้อจำกัดเฉพาะตัวของผู้ดำเนินการ ซึ่งเปิดช่องให้ผู้เล่นรายใหม่ที่มีทักษะแตกต่างเข้ามาพลิกฟื้นได้

เงื่อนไขที่อาจเปลี่ยน “กิจการขาดทุน” ให้เป็น “โอกาส”

  • กรณีที่ธุรกิจมีศักยภาพในการพลิกฟื้น เป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม
  • เจ้าของเดิมขาดทักษะด้านการตลาด หรือไม่ใช้ช่องทางออนไลน์
  • เจ้าของเดิมไม่เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าในพื้นที่
  • ขาดระบบบริหารจัดการ (ต้นทุน สต็อก พนักงาน)
  • เจ้าของเดิมหมดแรงจูงใจหรือ “หมดไฟ” ในการดำเนินธุรกิจ

“ศักยภาพที่ซ่อนอยู่” กับ “ข้อจำกัดของเจ้าของเดิม”

ในหลายกรณี ธุรกิจที่ถูกปล่อยเซ้งยังคงมีองค์ประกอบพื้นฐานที่ดี เช่น ทำเลที่ยังมีทราฟฟิก ลูกค้าประจำบางส่วน หรือโครงสร้างต้นทุนที่ยังสามารถปรับปรุงได้ อย่างไรก็ตาม การขาดความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับสภาพตลาด เช่น การทำการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ หรือการบริหารประสบการณ์ลูกค้า อาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถเติบโตต่อได้

เมื่อกิจการดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีทักษะหรือมุมมองแตกต่าง เช่น มีความเข้าใจด้านออนไลน์ สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น หรือปรับสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น โอกาสในการฟื้นตัวและสร้างกำไรจึงเกิดขึ้นได้จริง

ปัจจัยชี้ขาด “คน” มากกว่า “กิจการ”

ข้อค้นพบสำคัญจากกรณีศึกษาหลายกรณีคือ ความสำเร็จของการรับเซ้งกิจการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพของธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รับช่วงต่อในการวิเคราะห์ปัญหาและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
กิจการเดียวกัน ในมือของผู้ประกอบการที่แตกต่าง อาจให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

“ธุรกิจเดียวกัน คนหนึ่งเจ๊ง อีกคนรวยได้”

ข้อความนี้สะท้อนแก่นของตลาดเซ้งกิจการได้อย่างชัดเจน นั่นคือ ความล้มเหลวของธุรกิจในอดีต ไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้ในอนาคตเสมอไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้รับประกันว่าผู้รับเซ้งจะสามารถทำให้กิจการกลับมาทำกำไรได้โดยอัตโนมัติ

ผู้ที่กำลังพิจารณารับเซ้งกิจการ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามว่า “ธุรกิจนี้เคยขาดทุนหรือไม่” แต่ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า ปัญหาที่ทำให้ขาดทุนคืออะไร ปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้หรือไม่ และตนเองมีศักยภาพเพียงพอในการแก้ไขหรือไม่

ภาพจาก https://app.envato.com

Checklist ตรวจสอบก่อนเซ้งกิจการ

1. งบการเงินจริง

ก่อนตัดสินใจรับเซ้งธุรกิจ สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคืองบการเงินจริงของกิจการ ควรขอเอกสารรายรับ-รายจ่ายย้อนหลังอย่างน้อย 6–12 เดือน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างยอดขายกับต้นทุนและกำไรสุทธิ นอกจากนี้ควรเปรียบเทียบข้อมูลกับหลักฐานจริง เช่น สลิปโอน รายงาน POS หรือบิลซื้อวัตถุดิบ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่เจ้าของร้านให้มาสามารถตรวจสอบได้และสะท้อนภาพธุรกิจอย่างแท้จริง

2. สัญญาเช่าและเงื่อนไขพื้นที่

สัญญาเช่าและเงื่อนไขพื้นที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องของธุรกิจ ต้องตรวจสอบระยะเวลาที่เหลืออยู่ เงื่อนไขการต่อสัญญา รวมถึงการปรับขึ้นค่าเช่าในอนาคต นอกจากนี้ควรศึกษาข้อจำกัดจากเจ้าของพื้นที่ เช่น ประเภทกิจการที่อนุญาต เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากรับช่วงกิจการ

3. โครงสร้างต้นทุนคงที่

การเข้าใจต้นทุนคงที่ของธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า ค่าแรง และค่าสาธารณูปโภค ยังต้องจ่ายแม้ในช่วงที่ไม่มีลูกค้า ผู้ซื้อควรคำนวณจุดคุ้มทุน (break-even point) ต่อเดือน เพื่อประเมินว่ากิจการสามารถอยู่รอดได้หรือไม่หากรายได้ลดลง

4. ลูกค้าจริง vs ลูกค้าภาพลวง

การประเมินฐานลูกค้าเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ควรสังเกตจำนวนลูกค้าในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น เช้า กลางวัน และเย็น เพื่อตรวจสอบว่ามีลูกค้าประจำจริงหรือเป็นเพียงช่วงโปรโมชั่น นอกจากนี้ควรตรวจสอบรีวิวและพฤติกรรมลูกค้าทั้งหน้าร้านและออนไลน์ เพื่อให้มั่นใจว่ากิจการมีฐานลูกค้าที่มั่นคงและต่อเนื่อง

5. ศักยภาพทำเล (Location Dynamics)

ทำเลเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ ควรประเมินปริมาณคนสัญจรปัจจุบันและเปรียบเทียบกับอดีต รวมถึงแนวโน้มศักยภาพของพื้นที่ ว่ากำลังเติบโตหรือถดถอย นอกจากนี้ควรสังเกตมีโครงการใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพื้นที่ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าทำเลยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกิจการ

ภาพจาก https://app.envato.com

“โอกาส” กับ “ปัญหาที่ถูกส่งต่อ”

จากภาพรวมของตลาดเซ้งกิจการ จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นพื้นที่สำหรับความเสี่ยงจำนวนไม่น้อยที่จะถูกถ่ายโอนจากเจ้าของเดิมมายังผู้รับช่วงต่อ

ข้อเท็จจริงสำคัญคือ กิจการที่ถูกปล่อยเซ้งจำนวนมาก ไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สินพร้อมใช้งาน หากแต่เป็นธุรกิจที่กำลังเผชิญข้อจำกัดบางประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้ ต้นทุน ทำเล หรือการบริหารจัดการ ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

ในบริบทเช่นนี้ การตัดสินใจรับเซ้งกิจการจึงไม่อาจพิจารณาเพียงจากภาพลักษณ์ภายนอกหรือคำอธิบายเบื้องต้น แต่จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึก ทั้งในมิติของตัวเลขทางการเงิน โครงสร้างธุรกิจ และศักยภาพของผู้รับเซ้งเอง

แหล่งข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

 

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช