แฟรนไชส์ชีสเค้กจีน KUMO KUMO จาก 5 หยวนปู้สู่รายได้ระดับพันล้าน

สำหรับคนจีนส่วนใหญ่อาหารหลัก คือข้าวหรือเส้นหมี่ ส่วนหมั่นโถว หรือ ซาลาเปา คือสิ่งที่ทำให้อิ่มท้องได้ในราคาถูก อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็ว วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนจีนก็ลดน้อยเช่นกัน ทำให้ขนมปังหรือเบเกอรี่เป็นสินค้าที่ดูมีความสำคัญมากขึ้น

สอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 หรือ ทำงาน 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ คนรุ่นใหม่ไม่มีเวลาทำอาหารเช้า หรือนั่งกินโจ๊ก/หมั่นโถวร้อนๆ ขนมปังหนึ่งชิ้นกับกาแฟหนึ่งแก้ว จึงกลายเป็นไลฟ์สไตล์แบบใหม่ของพนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่ต่างๆ แต่เมื่อราคาขนมปังหนึ่งชิ้นเริ่มแพงเท่าข้าวราดแกงหนึ่งมื้อ ก็ทำให้คนในเมืองจีนรู้สึกว่า ความสะดวกสบายที่ว่านี้แลกมาด้วยราคาที่แพงเกินไป นำไปสู่ กระแส “5 หยวนปู้” ในที่สุด

เบเกอรี่ในจีนราคาแพงแค่ไหน? ทำไมคนถึงบ่น

แฟรนไชส์ชีสเค้กจีน
ภาพจาก www.kumokumo.cn

คำว่า “5 หยวนปู้” มีความหมายในทำนองว่าถ้าเบเกอรี่ราคาแพงกว่า 5 หยวนก็จะไม่ซื้อ ซึ่งมีที่มาจากกระแสในโซเชียลมีเดียอย่าง Xiaohongshu และ Weibo ที่คนรุ่นใหม่เริ่มออกมาประท้วงแบบเงียบๆ ต่อราคาเบเกอรี่ในเมืองใหญ่ อย่างปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เซินเจิ้น ซึ่งขนมปังหนึ่งชิ้นอาจมีราคาสูงถึง 20-40 หยวน (ประมาณ 100-200 บาท) ในย่านการค้าหลักของเมืองใหญ่ ราคาของขนมปังถูกดันให้พุ่งสูงจนน่าตกใจ

ยกตัวอย่าง ครัวซองต์ธรรมดา 28 หยวน (ประมาณ 126 บาท) เบเกิล (ขนมปังรูปวงแหวนที่ทำมาจากแป้งสาลี) ราคา 30 หยวน (ประมาณ 135 บาท) ขนมปังเซียบัตตา (Ciabatta) ราคากว่า 50 หยวน (ประมาณ 225 บาท) ขนมปังปอนด์แป้งนำเข้าและยีสต์ธรรมชาติ บางชิ้นแตะหลักร้อย

ถ้าวิเคราะห์ว่าทำไมเบเกอรี่ในจีนถึงได้แพงต้องดูที่องค์ประกอบหลายปัจจัยได้แก่

  • ราคาค่าเช่าพื้นที่แพงมาก ยกตัวอย่างในปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ ร้านเบเกอรี่มักตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหรือย่านธุรกิจ ค่าเช่าคิดเป็นสัดส่วน 30-40% ของต้นทุน ราคาสินค้าจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับค่าเช่าที่แพงมาก
  • การทำธุรกิจแบบ On-site Baking เพื่อแสดงถึงความพรีเมี่ยมของร้าน จึงนิยมผลิตขนมปังกันสดๆในร้าน ทำให้ต้องใช้พื้นที่ร้านขนาดใหญ่เพื่อวางเตาอบและที่เตรียมแป้ง ทำให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นมาก แตกต่างจากสมัยก่อนที่ร้านเบเกอรี่ส่วนใหญ่นิยมรับสินค้ามาจากโรงงาน
  • กระแสโซเชี่ยลทำให้ต้นทุนเพิ่ม คนจีนรุ่นใหม่ไม่ได้นิยมซื้อขนมปังเพื่อทำให้อิ่มท้อง แต่เน้นที่การซื้อเพื่อเป็นคอนเทนต์ ทำให้ร้านค้าต้องพยายามเอาใจ ด้วยการแต่งร้านสวยงามเพื่อให้ถ่ายรูปออกมาดูสวย หรือการใช้บรรจุภัณฑ์หรูหราที่ไปเพิ่มให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก 2-5 หยวน/ชิ้น รวมถึงบางร้านมีการจ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิว เพื่อสร้างกระแสต่อคิวยาวเหยียด

เงินเดือนของคนจีน VS ราคาเบเกอรี่!

ภาพจาก www.kumokumo.cn

ในยุคที่คนไทยนิยมความ “คุ้มค่า” ถ้าแพงดูแล้วไม่คุ้มก็ไม่อยากจ่าย ในประเทศจีนเองก็ไม่ต่างกัน ถ้าดูข้อมูลเรื่องรายได้ ยกตัวอย่างในเซี่ยงไฮ้ , ปักกิ่ง

  • รายได้เฉลี่ยของพนักงานออฟฟิศทั่วไป 10 ,000 – 15,000 หยวน ต่อเดือน (ประมาณ 50,000 – 75,000 บาท)
  • ห้องพักแบบ 1 ห้องนอนในย่านกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ราคาสูงถึง 7,000 – 8,000 หยวน (ประมาณ 35,000 – 40,000 บาท) ซึ่งกินสัดส่วนไปกว่า 50-70% ของรายได้พนักงานจบใหม่
  • หลังจากหักค่าที่พักและค่าประกันสังคม หลายคนเหลือเงินใช้สอยจริงเพียงวันละ 100 – 150 หยวน (500 – 750 บาท) สำหรับค่าอาหาร 3 มื้อและค่าเดินทาง

เมื่อขนมปัง 1 ชิ้นราคา 30-40 หยวน จึงกินพื้นที่ไปถึง 1 ใน 3 ของงบกินใช้รายวัน ทำให้การกินขนมปังกลายเป็นการตัดสินใจที่ต้องคิดให้มากขึ้น นำไปสู่แฮชแท็ก Yuèxīn yīwàn chī bù qǐ miànbāo (เย่ว์-ซิน อี-ว่าน ชื่อ ปู้ ฉี่ เมี่ยน-เปา) หรือแปลเป็นไทยคือ “เงินเดือนหมื่นหยวน กินขนมปังไม่ลง” ที่มียอดวิวกว่า 300 ล้านครั้งสะท้อนได้ถึงความรู้สึกในเรื่องของราคาแพงที่มากเกินไป

แฟรนไชส์ KUMO KUMO ปรับตัวตาม กระแส “5 หยวนปู้”

แฟรนไชส์ชีสเค้กจีน
ภาพจาก www.kumokumo.cn

กระแส 5 หยวนปู้ ในจีนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้มีแฮชแท็กเกี่ยวกับเบเกอรี่ราคาแพงเพิ่มขึ้นเยอะมากและมียอดรวมการเข้าชมใน Weibo และ Xiaohongshu รวมกันกว่า 500 ล้านครั้ง หนึ่งในแบรนด์ดังที่ขยับตัวเล่นเรื่องนี้อย่างรวดเร็วก็คือ KUMO KUMO ที่แต่เดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่มเบเกอรี่พรีเมียม ที่คนต้องต่อคิวนาน และมีราคาสูง (ก้อนละประมาณ 39-49 หยวน) ซึ่ง KUMO KUMO ได้เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ที่ลดราคาสินค้าลงมา คือชีสเค้กขนาดจิ๋วที่ราคาต่อชิ้นถูกลงมาก ในจีนบางช่วงมีการจัดเซตที่ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นลงมาอยู่ที่ 9.9 หยวน หรือต่ำกว่านั้นหากซื้อเป็นแพ็ก

แม้สินค้าหลักของ KUMO KUMO จะไม่ได้ราคา 5 หยวน แต่การที่แบรนด์เลือกวิธีถอยลงมาหาลูกค้า ด้วยสินค้าขนาดเล็กและราคาใกล้เคียง 10 หยวน (9.9 หยวน) ทำให้แบรนด์กลายเป็นตัวเลือกของคนจีนมากขึ้น คือคนยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ได้คุณภาพที่มั่นใจได้ แทนที่จะไปเสี่ยงกับขนมปัง 5 หยวนที่ราคาถูกจริงแต่อาจจะด้อยในเรื่องคุณภาพ

และถ้าพูดถึง KUMO KUMO ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์จากจีนที่ตอนนี้ก็มีอยู่ 3 สาขาในเมืองไทย ที่ใช้ชื่อว่า KUMOLAB เพื่อสอดคล้องกับการสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นห้องแล็บขนมหวาน ส่วนในจีน KUMO KUMO มีสาขารวมกว่า 150 แห่งกระจายในเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว, เซินเจิ้น, หางโจว

โดยเน้นทำเลในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โดยในปี 2024 เป็นแบรนด์ที่มีรายได้สูงถึง 500 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท เคยทำสถิติยอดขายต่อตารางเมตรสูงที่สุดในอุตสาหกรรมร้านอาหารของจีน โดยเฉลี่ยรายได้ต่อตารางเมตรต่อเดือนสูงถึง 90,000 หยวน (ประมาณ 450,000 บาท) เนื่องจากขนาดร้านที่เล็กแต่มีคิวการซื้อที่ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

Haidilao , Luckin Coffee ปรับตัวรับมือกระแส “5 หยวนปู้”

ภาพจาก https://citly.me/9NZSb

ไม่ใช่แค่ KUMO KUMO เท่านั้นอีกหลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่ก็ไม่พลาดที่จะปรับตัวรับมือกระแสมาแรงนี้ในจีนยกตัวอย่าง

  • Haidilao ที่เข้ามาในตลาดเบเกอรี่ใช้ชื่อร้านว่า “Dadatang” ชูจุดเด่นคือบรรยากาศร้านหรูหราสไตล์มินิมอล แต่ขนมปังในร้านกว่า 60% ราคาต่ำกว่า 10 หยวน บางเมนูราคาแค่ 5.8 หยวนหรือประมาณ 28 บาท
  • Luckin Coffee แตกไลน์ธุรกิจมาเป็น “Light Meals” ใช้โมเดลคูปองส่วนลดหรือจัดเซตอาหารเช้าที่ทำให้ขนมปังชิ้นหนึ่งราคาตกอยู่ที่ประมาณ 9-12 หยวนและด้วยสาขาที่มีมากกว่า 20,000 แห่งทั่วจีน ทำให้ Luckin กลายเป็นจุดแวะซื้อขนมปังราคาประหยัดที่สะดวกที่สุดสำหรับพนักงานออฟฟิศ
  • Holiland เป็นแบรนด์เบเกอรี่ดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในจีน เปิดตัวสินค้าขนาด Mini เพื่อให้ลูกค้าซื้อกินคนเดียวได้ในราคาที่ต่ำลง ประมาณ 10-15 หยวน แทนที่จะต้องซื้อกล่องใหญ่ราคาสูง รวมถึงมีการจับคู่สินค้าขายดีมาจัดโปรโมชั่นเพื่อให้ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นลดลง ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ยังอยากกินของมีแบรนด์แต่ไม่อยากจ่ายราคาเต็ม

นอกจากนี้จากกระแส “ 5 หยวนปู้” ก็ทำให้เกิดกลุ่ม “ร้านขนมปัง 2 หยวน” เพิ่มมากขึ้น มีจุดเด่นคือการตัดค่าตกแต่งร้าน ไม่มีที่นั่งในร้าน, ตัดค่าบรรจุภัณฑ์หรูๆ และเน้นขายขนมปังอบสดใหม่ในราคา 2-3 หยวน ประมาณ 10-15 บาท เท่านั้น

แฟรนไชส์ชีสเค้กจีน
ภาพจาก www.kumokumo.cn

สำหรับร้านเบเกอรี่ในเมืองไทยที่ขายสินค้าราคาสูงกว่า 25 บาท วิเคราะห์ว่าถ้าจะทำตามกระแส 5 หยวนปู้ แบบในจีนบ้าง อาจต้องผ่าตัดโครงสร้างต้นทุนขนานใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องค่าเช่ายิ่งทำเลทองยิ่งราคาแพง รวมถึงการขายเดลิเวอรี่ที่ต้องหัก GP 30-35% การจะขายให้ถูกลงก็คงเป็นไปได้ยาก

ถ้าทำได้อาจต้องปรับขนาดร้านให้เล็กลงขายเมนูที่น้อยลงเอาแค่เมนูขายดี 4-5 เมนูเป็นจุดขาย เพื่อให้การหมุนเวียนวัตถุดิบเร็วที่สุด ลดของเสีย (Zero Waste) และพนักงานสามารถทำซ้ำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ทักษะสูง รวมถึงอาจต้องปรับแพ็กเกจจิ้งให้เรียบง่าย แต่ทั้งหมดนี้ดูแล้วคงเป็นไปได้ยากสำหรับร้านเบเกอรี่แบบพรีเมี่ยมที่จะหันมาสู้ในสงครามราคาที่น่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

แต่โชคดีที่เมืองไทยมีเบเกอรี่หลากหลายราคาให้เลือกถ้ามองว่ากลุ่มเบเกอรี่พรีเมี่ยมราคาต่อชิ้นสูงมากไป ก็ยังมีเบเกอรี่ตามตลาดหรือร้านเบเกอรี่ที่เน้นลูกค้าทั่วไป ราคาไม่แพงชิ้นละ 10-20 บาทก็หาซื้อได้ บางร้านก็อร่อยมากด้วย แต่ถ้าต้องการความพรีเมี่ยมความคุ้มค่าก็อาจต้องยอมจ่ายแพงหน่อยเท่านั้นเอง

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด