ส่อง 9 ร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด-จิปาถะ ใครทำกำไรเก่งกว่ากัน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยใช้บริการในร้านค้าเบ็ดเตล็ด ร้านค้าไลฟ์สไตล์ ร้านสินค้าจิปาถะ ร้านค้าราคาเดียว หรือ One Price Shop ซึ่งส่วนใหญ่จะชูจุดเด่น คือ “ของดี ราคาถูก” สินค้านำเข้าจากจีน เกาหลี และญี่ปุ่น มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย

แต่เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าร้านค้าเหล่านี้มีจุดเด่นอะไรบ้าง ใครเป็นเจ้าของ และมีรายได้เท่าไหร่ วันนี้ www.ThaiSMEsCenter.com มีข้อมูลมานำเสนอให้ทราบครับ

1. Miniso Thailand (แฟรนไชส์)

1

บริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง จำกัด (Miniso Thailand) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ Miniso เป็นร้านค้าปลีกที่มีต้นทุนต่ำและมีสินค้าหลากหลาย อาทิเช่น เครื่องใช้ในครัวเรือนและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งเครื่องสำอาง, เครื่องเขียน, ของเล่น, เครื่องครัว, เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

ย้อนกลับไปในปี 2016 บริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง จำกัด ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่แต่เพียงผู้เดี่ยวในประเทศไทย โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ MINISO เลือกจะเข้าไปเปิดตลาดเพราะสินค้าที่มีความประณีตสวยงาม คุณภาพดีและราคาถูกเหมาะกับผู้บริโภคคนไทย MINISO จึงเป็นร้านค้าที่มีชื่อเสียงมากสำหรับคนไทย

ปัจจุบัน Miniso Thailand เปิดโอกาสประชาชนทั่วไปเป็นเจ้าของร้าน Miniso ในรูปแบบแฟรนไชส์ ลงทุนเริ่มต้น 3,000,000 – 5,000,000 บาท, ค่าแฟรนไชส์ 100,000 บาท, เงินประกัน 1,000,000 บาท และ ระยะสัญญา 3 ปี

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง จำกัด
  • จัดตั้ง ปี 2556
  • 63 สาขา
  • ค่าแฟรนไชส์ 100,000 บาท
  • ปี 62 รายได้ 1,449 ล้านบาท กำไร 52.5 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 709.8 ล้านบาท กำไร 16 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 469.9 ล้านบาท ขาดทุน 39 ล้านบาท

82
มินิโซ ประเทศไทย
สนใจลงทุน แฟรนไชส์ คลิก
https://bit.ly/3xiBWil
โทร. 061-0200719


2. DAISO (แฟรนไชส์)

77

ภาพจาก https://bit.ly/3FeuoBJ

ร้านขายสินค้าวาไรตี้นำเข้าจากญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้น 60 บาท (100 เยน) โดยปัจจุบันไดโซะเองก็ขยายสาขาไปในกว่า 25 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังได้ขยายกิจการไปในหลายประเทศ โดยได้ขยายไปไต้หวันเป็นประเทศแรกเมื่อปี 2544 จากนั้นก็ได้เร่งขยายสาขาในต่างประเทศ หลังจากได้รับการตอบรับอย่างมาก

เนื่องจาก Daiso มีสินค้าราคาไม่แพงและหลากหลายเท่าที่จะนึกออกได้ ไม่ว่าจะเป็นไม่ว่าจะเป็นสินค้าความสวยความงาม เครื่องครัว เครื่องเขียนสำนักงาน ของใช้ในบ้าน ของใช้ตกแต่งบ้าน เครื่องมือช่าย ออกกำลังกาย อิเล้กทรอนิกส์ สินค้าแม่และเด็ก แฟชั่น เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์เดินทาง อาหารสัตว์ สินค้าคาเฟ่ ร้านอาหาร กระเป๋า ฯลฯ

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท ไดโซ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด
  • จัดตั้ง ปี 2546
  • 116 สาขา
  • ค่าแฟรนไชส์ 450,000 บาท
  • ปี 62 รายได้ 1,237 ล้านบาท ขาดทุน 116 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 797 ล้านบาท ขาดทุน 119 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 661 ล้านบาท ขาดทุน 98 ล้านบาท

3. Moshi Moshi

2

บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นจากธุรกิจค้าส่งสินค้ามีสไตล์และของใช้ ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2543 จากนั้น ในปีพ.ศ. 2559 มีการพัฒนารูปแบบธุรกิจรวมถึงเปลี่ยนชื่อจาก บริษัท บีกิฟท์ จำกัด เป็นบริษัท โมชิ โมชิ เจแปน จำกัด และในเดือน กรกฎาคม 2565 ได้แปรสภาพและ เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น

Moshi Moshi มีสินค้า 12 กลุ่ม มีตั้งแต่เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องเขียน ตุ๊กตา ของใช้แฟชั่น อุปกรณ์เสริมความงาม อุปกรณ์ด้านไอที อาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงชุดตรวจ ATK รวมกว่า 18,000 SKUs ปัจจุบันมีช่องทางการจำหน่สยผ่านทั้งหน้าร้าน และการขายสินค้าผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada ผ่านเครือข่ายสาขากว่า 105 สาขา ใน 40 จังหวัด

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
  • จัดตั้ง ปี 2543
  • 105 สาขา
  • ปี 62 รายได้ 1,702 ล้านบาท กำไร 311 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 1,370 ล้านบาท กำไร 101 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 1,265 ล้านบาท กำไร 131 ล้านบาท

4. MR.D.I.Y

75

ภาพจาก https://bit.ly/3XIwOj6

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ผู้นำด้านค้าปลีกสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้านรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้ง ณ ประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ.2548 ในฐานะร้านขายอุปกรณ์ฮาดแวร์ ปัจจุบันมีมากกว่า 2,300 สาขาทั่วภูมิภาค พร้อมพนักงานกว่า 33,000 คน ในประเทศมาเลเซีย ไทย บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา อินเดีย ตุรกี และสเปน

มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย. เป็นบริษัทฯ ที่บริหารจัดการสาขาโดยตรง ปัจจุบันมีสาขากว่า 500 สาขาทั่วประเทศไทย ถือเป็นร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ที่มุ่งมั่นทุ่มเทในการสร้างความแตกต่าง เพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับคุณลูกค้าในทุกๆ สาขาทั่วประเทศ มีสินค้าให้เลือกหลากหลายกว่า 18,000 รายการ อาทิ ฮาร์ดแวร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน อุปกรณ์ประดับยนต์ เครื่องเขียน และอุปกรณ์กีฬา ของเล่น ของขวัญ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงเครื่องประดับ และเครื่องสำอาง

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
  • จัดตั้ง ปี 2558
  • 527 สาขา
  • ปี 62 รายได้ 2,571 ล้านบาท กำไร 38 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 3,411 ล้านบาท กำไร 58 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 4,570 ล้านบาท กำไร 58 ล้านบาท

5. Mini Mono

74

ภาพจาก https://bit.ly/3iqfleZ

MINI MONO ร้านในเครือเซ็นทรัล แหล่งรวมสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่มีให้คุณเลือกหลากหลายสไตล์ ราคาเริ่มต้น 60 บาท ผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน ราคาย่อมเยา อาทิ แว่นตา กระเป๋าสตางค์ แก้วลวดลาย รองเท้า ที่วางมือถือ นาฬิกาแขวนผนัง ของใช้ในบ้าน ของท่องเที่ยว เครื่องสำอาง และถุงใสซิปล็อค

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด (CDS)
  • จัดตั้ง ปี 2517
  • 16 สาขา
  • ปี 62 รายได้ 44,723 ล้านบาท กำไร 8,871 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 29,153 ล้านบาท กำไร 677 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 27,197 ล้านบาท กำไร 341 ล้านบาท

6. go! WOW

73

ภาพจาก https://bit.ly/3VhVlK5

ร้านค้าจำหน่ายสินค้าของใช้ ทั้งเครื่องครัว เครื่องเขียน ของเล่น ทำความสะอาด ทำสวน ประดับยนต์ ไฟฟ้า ไอที กว่า 14,000 ชิ้น ในราคาเริ่มต้น 5 บาท “โก! ว้าว” วาไรตี้สโตร์ อีกหนึ่งธุรกิจค้าปลีก ในกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล ที่รวบรวมสินค้าของใช้ภายในบ้าน และของใช้ในชีวิตประจำวัน นานาชนิด กับสาขามากมาย ที่จะเปิดให้บริการทั่วประเทศ

โก! ว้าว ก่อตั้งขึ้นด้วยจุดประสงค์หลัก ที่จะมอบสินค้าคุณภาพดี ที่ใช้งานง่ายและอเนกประสงค์ ให้กับลูกค้าด้วยราคาถูกที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เริ่มต้นที่ 5 บาทเท่านั้น โดยร้านสินค้าเบ็ดเตล็ด โก! ว้าว ได้รวบรวมสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันนานาชนิดมากกว่า 14,000 รายการ มาให้คุณเลือกสรรที่นี่ในร้านเดียว เรามีครบครันตั้งแต่ของใช้ในครัว อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน จัดสวน อุปกรณ์ช่าง ไปจนถึงของเล่นสำหรับเด็ก และอุปกรณ์ไอทีนานาชนิด

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด (TWD)
  • จัดตั้ง ปี 2555
  • 22 สาขา
  • ปี 62 รายได้ 29,045 ล้านบาท กำไร 1,257 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 19,223 ล้านบาท กำไร 1,126 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 34,226 ล้านบาท กำไร 1,962 ล้านบาท

7. Bear Store (แฟรนไชส์)

72

ภาพจาก https://bit.ly/3OLn17Z

ร้านขายสินค้าทุกอย่างทั้งร้านราคา 20 บาทราคาเดียว ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย มีรายงานว่าหลังจากเปิดร้านขายได้เพียง 10 วันของหมดสต็อกทันที โดยปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจร้าน Bear Store มีการเติบโตในประเทศไทย เพราะราคาไม่สูง ซื้อง่ายขายคล่อง มีทั้งซื้อมาจากประเทศจีน แต่ช่วงหลังก็ไปหาซื้อมาจากประเทศญี่ปุ่น คนไทยชื่นชอบสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว เมื่อสินค้าราคาไม่แพง และมีดีไซน์ สีสันสวยงาม ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่าย ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี ทำให้สินค้าเหล่านี้เป็นที่นิยมมากขึ้น

“Bear Store” มีสัญลักษณ์รูปหมีสีขาวน่ารัก สินค้าภายในร้านมีหลากหลายประเภท ลวดลายน่ารัก สีสันสวยงาม เหมาะกับทุกเพศทุกวัย มีมาให้เลือกซื้อกันตามความต้องการกว่า 800-1,000 รายการ 12 หมวดหมู่ ได้แก่ หมวดสินค้าไอเดีย หมวดอุปกรณ์ในครัว หมวดของใช้ในบ้าน หมวดสินค้าเพื่อความปลอดภัย หมวดเครื่องเขียน หมวดกิ๊ฟช็อป หมวดสินค้าประเภทกระเป๋า หมวดไอที หมวดของใช้ในห้องน้ำ หมวดงานพลาสติก หมวดงานเครื่องแก้ว หมวดสติกเกอร์ และ DIY

ปัจจุบัน Bear Store มีการขยายสาขาเน้นทำเลบนห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์สโตร์เท่านั้น รวมถึงนอกห้างด้วย บนพื้นที่ตั้งแต่ 140 ตร.ม.ขึ้นไป รวมถึงการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยในปี 2562 มี 11 สาขา ตั้งเป้าภายใน 3-5 ปีจะขยายให้ครบ 30 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 2-6 ล้านบาท

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท แบร์สโตร์ เจแปน จำกัด
  • จัดตั้ง ปี 2560
  • 11+ สาขา
  • ปี 62 รายได้ 40 ล้านบาท ขาดทุน 359 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 6.9 ล้านบาท ขาดทุน 5.8 ล้านบาท

8. MUJI

71

ภาพจาก https://bit.ly/3AUvks8

MUJI ก่อตั้งขึ้นที่ญี่ปุ่นในปี 1980 วางขายสินค้าคุณภาพดีหลากหลายชนิดตั้งแต่เครื่องเขียน สินค้าในครัวเรือน จนไปถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและอาหาร MUJI ยึดหลักสามประการที่ยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ การคัดสรรวัตถุดิบ การปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ และการทำบรรจุภัณฑ์ให้มีความเรียบง่าย ถือเป็นแก่นแท้ของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ MUJI คือ ความเรียบง่าย มีประโยชน์หลากหลาย และความพอเพียง ที่สามารถเข้ากับการใช้ชีวิตของทุกคนได้

โดย MUJI มีสินค้ากว่า 7,000 รายการ ขยายสาขาไปทั่วโลกราวๆ 1,000 สาขาใน 28 ประเทศ ในประเทศไทยเปิดสาขาไปแล้ว 27 สาขา เปิดสาขาใหม่เมื่อปี 2564 จำนวน 5 สาขา และปรับโฉมใหม่สาขาเดิมด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น จำนวน 2 สาขา และมีสินค้า MUJI วางจำหน่ายกว่า 3,000 รายการ

ข้อมูลบริษัทและรายได้

  • บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด
  • จัดตั้ง ปี 2555
  • 27 สาขา
  • ปี 62 รายได้ 1,144 ล้านบาท กำไร 71 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 638.7 ล้านบาท กำไร 23 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 995 ล้านบาท กำไร 28 ล้านบาท

9. KOMONOYA & Watts

70

ภาพจาก https://bit.ly/3ATKZs0

KOMONOYA & Watts เป็นร้านขายสินค้าคุณภาพญี่ปุ่นหลากหลายชนิด ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบันบริหารงานในประเทศไทยโดยบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ไปซื้อจากบริษัท ไทย วัตตส์ จำกัด แหล่งรวมสินค้าคุณภาพจากญี่ปุ่นในหมวดหมู่ของเบ็ดเตล็ด

มีต้นกำเนิดร้านมาจากร้าน 100 เยนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดขายแฟรนไชส์ แต่เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นานน่าจะมีแฟรนไชส์ออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน

บริษัท ไทย วัตตส์ จำกัด

  • จัดตั้ง ปี 2552
  • 31 สาขา
  • ปี 62 รายได้ 450 ล้านบาท ขาดทุน 14 ล้านบาท
  • ปี 63 รายได้ 335 ล้านบาท ขาดทุน 41.6 ล้านบาท
  • ปี 64 รายได้ 243 ล้านบาท ขาดทุน 7 ล้านบาท

นั่นคือ 9 แบรนด์ร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด สินค้าไลฟ์สไตล์ ร้านขายสินค้า จิปาถะ และร้านค้าราคาเดียว ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2566


ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

0

ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ https://bit.ly/335phDi
รับฟังบทความต่างๆ ผ่านทาง PodCast ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ https://soundcloud.com/thaifranchisecenter

แหล่งข้อมูล

อ้างอิงจาก https://bit.ly/3Fhcf6b

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไชส์