สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จีนแชมป์ชา
ตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่ารวมทั้งภูมิภาคในปี 2025 อยู่ที่ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 52% จากปี 2021 แต่โครงสร้างตลาดและผู้ครองแชมป์กลับแตกต่างชัดเจน
กาแฟนำโดยผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาค เช่น Café Amazon ของไทยมีสาขามากกว่า 4,700 แห่ง และ Milano Coffee ของเวียดนามมีกว่า 2,500 แห่ง ขณะที่ตลาดชาสมัยใหม่ถูกครอบครองโดยแบรนด์จีน Mixue เพียงรายเดียวที่มีสาขามากกว่า 4,900 แห่ง
ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการขยายตัวของแต่ละหมวดสินค้า ตลาดกาแฟในภูมิภาคเน้นการสร้างฐานผู้บริโภคในภูมิภาคให้เหนียวแน่นและวางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดชาเป็นตลาดแบบกระจายตัว เปิดโอกาสให้แบรนด์จากจีนที่มีโมเดลธุรกิจขนาดใหญ่และมีการบริหารสาขาแบบเชนระดับโลกเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “ตลาดกาแฟจะยังคงเป็นสมรภูมิที่ผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาคครองตำแหน่งผู้นำ ส่วนตลาดชาสมัยใหม่จะกลายเป็นสนามแข่งขันที่แบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์จากจีนเข้ามามีอิทธิพลสูง”
ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากมูลค่าตลาดรวมของเชนกาแฟและชาทั่วภูมิภาคขยายตัวแตะ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นประมาณ 52% จากปี 2021 แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง
ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์แสดงให้เห็นภาพความแตกต่างของขนาดตลาดตามประเทศหลักดังนี้
- อินโดนีเซีย ยังคงเป็นตลาดเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยมูลค่าประมาณ 3.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากจำนวนประชากรขนาดใหญ่และการขยายตัวของเชนกาแฟและชาอย่างรวดเร็ว
- ประเทศไทย อยู่ในอันดับสอง ด้วยมูลค่าโดยรวมประมาณ 2.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดกาแฟมีสัดส่วนสำคัญ และมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่อย่างพลังงานน้ำมันหลายรูปแบบ
- เวียดนาม อยู่ในอันดับสามที่ 1.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้งกาแฟและชาในประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกาแฟที่มีการขยายสาขาและการรับรู้ของแบรนด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ แม้จะมีขนาดตลาดรวมเล็กกว่า 3 ประเทศแรก แต่อัตราการเติบโตของเชนเครื่องดื่มก็ยังอยู่ในระดับสูง และมีจุดเด่นในแง่ของการแข่งขันด้านนวัตกรรมเมนูและการเข้าถึงผู้บริโภค
ภาพรวมตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เติบโตในลักษณะเปิดร้านมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างที่มีระบบมากขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในระบบปฏิบัติการ, ซัพพลายเชน, และแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
กาแฟ ไทยครองแชมป์

ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำตลาดกาแฟสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่าตลาดกาแฟสูงที่สุดในภูมิภาค และโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างหลายแบรนด์ที่มีสาขามากกว่า 1,000 แห่ง
ผู้เล่นหลัก
- Café Amazon (ไทย) มากกว่า 4,700 สาขา
- Milano Coffee (เวียดนาม) ประมาณ 2,500 สาขา
- กาแฟพันธุ์ไทย (ไทย) ประมาณ 2,200 สาขา
- สตาร์บัคส์ (สหรัฐฯ) ประมาณ 2,000 สาขา
- อินทนิล (ไทย) ประมาณ 1,300 สาขา
- Zus Coffee (มาเลเซีย) ประมาณ 1,000 สาขา
- Highlands Coffee (เวียดนาม) 928 สาขา
โครงสร้างตลาด
ตลาดกาแฟในภูมิภาคฯ มีความแตกต่างจากชาอย่างชัดเจน เพราะมีฐานผู้เล่นขนาดใหญ่หลายแบรนด์ แทนที่จะรวมศูนย์อยู่ไม่กี่ราย การกระจายตัวนี้ช่วยสร้างความหลากหลายให้กับผู้บริโภค และนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและเมนูที่แตกต่าง
ปัจจัยความสำเร็จ

- เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนทำงานวัยกลางคน ครอบครัว ไปจนถึงนักศึกษา
- ราคาจับต้องได้ ราคาเฉลี่ยต่อแก้วต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กาแฟสมัยใหม่กลายเป็นเครื่องดื่มประจำวัน
- เมนูท้องถิ่น + การบริหารสาขาขนาดใหญ่ เช่น การใช้กาแฟ robusta ในเวียดนาม, การผสมเมนูไทยแบบไทย iced coffee, และการบริหารสาขาแบบ drive-thru หรือโมเดลแฟรนไชส์ที่ขยายได้รวดเร็ว
- เทคโนโลยีและดิจิทัล การใช้แอปพลิเคชัน, โปรแกรม loyalty, และบริการเดลิเวอรีช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและความถี่ในการซื้อ
กรณีศึกษา
- Café Amazon แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยในเครือ OR ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในภูมิภาคฯ ด้วยจำนวนกว่า 4,700 สาขา ครอบคลุมทั้งปั๊มน้ำมัน, ห้างสรรพสินค้า, และย่านชุมชน
- Milano Coffee เวียดนามสร้างโมเดล “กาแฟท้องถิ่นราคาจับต้องได้” ขยายถึง 2,500 สาขา
- Highlands Coffee เชนเวียดนามอีกแบรนด์ที่เติบโตต่อเนื่อง เน้นเมนูผสมวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสะดวกสบายของลูกค้า
สรุปได้ว่า ความสำเร็จของตลาดกาแฟไทยและเวียดนาม มาจากการผสานความเข้าใจผู้บริโภค, การบริหารสาขาอย่างมีระบบ, เมนูท้องถิ่น, และดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งทำให้แบรนด์ท้องถิ่นสามารถแข่งขันและขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเหนือแบรนด์ต่างชาติ
ชา จีนครองแชมป์

ในขณะที่กาแฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกครองส่วนแบ่งตลาด โดยผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาค ตลาดชาในภูมิภาคฯ กลับมี โครงสร้างรวมศูนย์ และถูกครองส่วนแบ่งตลาดโดยแบรนด์จีน โดยเฉพาะ Mixue ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่ง
ผู้เล่นหลัก
- Mixue (จีน) มากกว่า 4,900 สาขา
- Ai-Cha (อินโดนีเซีย) ประมาณ 2,000 สาขา
- Cha Payom (ไทย) ประมาณ 1,500 สาขา
- Momoyo (อินโดนีเซีย) ประมาณ 1,500 สาขา
- Wedrink (จีน) ประมาณ 1,050 สาขา
- Tealive (มาเลเซีย) ประมาณ 860 สาขา
โครงสร้างตลาด
ตลาดชาสมัยใหม่ใน SEA มีลักษณะรวมศูนย์สูง (top-heavy) กล่าวคือ เป็นตลาดที่มีการครอบงำโดยแบรนด์จากจีน Mixue ทำให้ผู้เล่นในตลาดชารายอื่นแทบไม่สามารถแข่งขันในด้านขนาดจำนวนสาขาได้ แสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบด้านโมเดลการทำธุรกิจ, ขนาดการผลิต, และระบบการขยายสาขาแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เหตุผลความสำเร็จ

- ตลาดชาสมัยใหม่ในประเทศจีนอิ่มตัว การแข่งขันสูงในประเทศบ้านเกิดทำให้แบรนด์จีนต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อการเติบโต
- SEA เป็นตลาดสำคัญ การขยายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางธุรกิจและการสร้างฐานผู้บริโภคใหม่ๆ
- กลยุทธ์ราคาและขนาดสาขา แฟรนไชส์ Mixue นำเสนอเครื่องดื่มราคาจับต้องได้ (ประมาณ $1.99 ต่อแก้ว) และเน้นการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มและรวดเร็ว
กรณีศึกษา
- Mixue โมเดลธุรกิจของแฟรนไชส์ชา Mixue ผสมผสานเรื่องราคาต่ำ, เมนูสากลที่เข้าถึงง่าย, และการขยายสาขาขนาดใหญ่ ไปในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- แบรนด์จีนรายอื่นๆ ใน Top 7 ใช้โมเดลคล้ายกัน แต่ขนาดสาขาและผลกระทบยังไม่เทียบ Mixue
- ความสำเร็จของแบรนด์ชาจีนใน SEA สะท้อนถึงแรงกดดันจากตลาดจีน, ความสามารถในการบริหารสาขาแบบอุตสาหกรรม, และกลยุทธ์ราคาเข้าถึงง่าย ทำให้ชาเป็นสมรภูมิที่แบรนด์จีนมีอิทธิพลสูง แตกต่างจากตลาดกาแฟที่นำโดยผู้เล่นท้องถิ่น
โครงสร้างตลาดกาแฟ vs ชา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กาแฟ – หลายแบรนด์เติบโตพร้อมกัน
- ตลาดกาแฟมีฐานผู้เล่นท้องถิ่นกระจายตัวในวงกว้าง โดยหลายแบรนด์สามารถขยายสาขาเกิน 1,000 แห่ง
- กลยุทธ์เน้นเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่วัยทำงาน ครอบครัว ไปจนถึงนักศึกษา
- ผู้ประกอบการท้องถิ่นในภูมิภาคสร้างความแข็งแกร่งในพื้นที่, ความภักดีของผู้บริโภค และความยืดหยุ่นของเมนูท้องถิ่น
ตัวอย่าง Café Amazon (4,700+ สาขา), Milano Coffee (2,500 สาขา), Highlands Coffee (928 สาขา)
ชา – ตลาดโฟกัสผู้เล่นรายใหญ่

- ตลาดชามีโครงสร้างรวมศูนย์สูง (top-heavy) ผู้เล่นรายใหญ่เพียง 1–2 รายครองสัดส่วนตลาดหลัก
- การขยายสาขาเป็นกลยุทธ์หลัก เนื่องจากแบรนด์ใหญ่มีต้นทุนและโมเดลพร้อมสำหรับการเติบโตแบบอุตสาหกรรม
- ผู้เล่นรายอื่นๆ มีขนาดเล็ก ทำให้การแข่งขันมักจำกัดอยู่ที่ผู้เล่นรายใหญ่
ตัวอย่าง Mixue (4,900+ สาขา) ผู้นำตลาดชาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างโดดเด่น
แรงขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดชาและกาแฟ

1.การขยายตัวของชนชั้นกลางและการเติบโตของชุมชนเมือง กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้นและใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ โฮจิมินห์ซิตี้ หรือจาการ์ตา กำลังให้ความสนใจเครื่องดื่มที่สะดวก เข้าถึงง่าย และมีคุณภาพสม่ำเสมอ ทำให้แบรนด์ทั้งท้องถิ่นและจีนสามารถขยายสาขาอย่างรวดเร็ว
2. ความนิยมในเมนูท้องถิ่นและรสชาติประจำชาติ ผู้บริโภคในภูมิภาคชื่นชอบรสชาติที่สะท้อนวัฒนธรรม เช่น กาแฟเวียดนามแบบ phin-brewed, ชาไทยใส่มะพร้าว, และกาแฟมาเลเซียใส่ gula melaka แบรนด์ที่สามารถปรับเมนูให้ตอบสนองรสนิยมท้องถิ่นอย่างถูกจังหวะ จะสามารถสร้างความภักดีและความถี่ในการซื้อซ้ำได้สูงกว่าการนำเมนูต่างชาติแบบสำเร็จรูป
3. การใช้ดิจิทัลและบริการเดลิเวอรี แอปพลิเคชันสำหรับสั่งซื้อออนไลน์, โปรแกรม loyalty, และบริการจัดส่งถึงบ้านช่วยเพิ่มความสะดวก ลดข้อจำกัดด้านทำเล และกระตุ้นการซื้อซ้ำในหลายตลาด เช่น เวียดนามและมาเลเซีย การเติบโตของการสั่งเครื่องดื่มผ่านแอปกลายเป็นปัจจัยที่สามารถขับยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้มากกว่าแค่สาขา
4. การปรับโมเดลธุรกิจตามวัฒนธรรมแต่ละประเทศ การขยายธุรกิจแบบ “copy-paste” จากประเทศอื่นมักล้มเหลว การปรับให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น เช่น รูปแบบ drive-thru ในไทย หรือการผสมเมนูผลไม้และชาแบบท้องถิ่นในเวียดนาม กลายเป็นข้อได้เปรียบ ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์จีน ที่ปรับตัวเร็วสามารถแข่งขันและเติบโตได้เหนือคู่แข่งต่างชาติ
ความท้าทายและโอกาส
แม้ตลาดกาแฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด และความท้าทายด้านการบริหารจัดการ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษา operational efficiency ทั้งด้านต้นทุน วัตถุดิบ และการบริหารสาขา รวมถึงมีความสามารถในการปรับตัวต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบสั่งออนไลน์และโปรแกรม loyalty การรักษาความสมดุลระหว่างการขยายสาขาและคุณภาพการให้บริการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าใครจะอยู่รอดในระยะยาว
ด้านตลาดชายังคงมีช่องว่างให้กับผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาแข่งขันและขยายสาขาในตลาด แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดเพียงอย่างเดียว การเลือกกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย, การปรับรสชาติให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น, และการสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่ายเป็นตัวแปรสำคัญ
ยกกรณีแบรนด์ชากจากจีนอย่าง Mixue แสดงให้เห็นว่าการรวมกลยุทธ์ราคา, ขนาดสาขา, และความเข้ากับรสนิยมผู้บริโภค สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดอย่างชัดเจน
คำถามเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับผู้เล่นในตลาดคือ
- กาแฟ จะยังคงถูกครองส่วนแบ่งตลาดโดยแบรนด์กาแฟท้องถิ่นในภูมิภาคต่อไปหรือไม่ หรือผู้เล่นต่างชาติที่มีโมเดลขนาดใหญ่ พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดกาแฟในภูมิภาค
- ชา ตลาดชาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็นสมรภูมิที่แบรนด์จีนครองพื้นที่ตลาดเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจจะเกิดผู้ท้าชิงที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น ที่สามารถตอบสนองรสนิยมและความต้องการผู้บริโภคได้ดีกว่า
การเติบโตและความยั่งยืนของทั้งสองตลาดขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ, การผสมผสาน กลยุทธ์ท้องถิ่นกับระบบสากล, และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภค
บทสรุป

ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในอาเซียน คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง, การใช้ชีวิตในเมือง, และความนิยมในเครื่องดื่มที่ผสมผสานรสชาติท้องถิ่นกับคุณภาพสม่ำเสมอ
สำหรับตลาดกาแฟ ผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาคยังคงมีโอกาสขยายธุรกิจไปในระดับภูมิภาค เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีความเข้าใจผู้บริโภคท้องถิ่น สามารถปรับเมนูและราคาจับต้องได้ รวมถึงใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ delivery เป็นตัวช่วยในการสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สามารถแข่งขันและสร้างความภักดีได้เหนือกว่าแบรนด์ต่างชาติ
ในขณะที่ตลาดชา มีแนวโน้มเป็นสมรภูมิการแข่งขันที่แบรนด์ชารูปแบบใหม่จากจีนจะยึดครองพื้นที่ในตลาด เนื่องจากแบรนด์ชาจากจีนต้นทุนและโมเดลธุรกิจพร้อมสำหรับการขยายสาขาที่รวดเร็ว การแข่งขันในตลาดชาจะเน้นผู้เล่นรายใหญ่และความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก พร้อมการปรับรสชาติให้เข้ากับแต่ละประเทศ
สำหรับนักลงทุนและแบรนด์เครื่องดื่มรายใหม่ ถ้าจะมาเข้าสู่ตลาดกาแฟควรเน้น hyper-localization, การสร้างแบรนด์และฐานผู้บริโภค, และการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความถี่ในการซื้อ ส่วนผู้เล่นรายไหนจะเข้าสู่ตลาดชานั้น การร่วมมือกับผู้เล่นรายใหญ่ หรือใช้โมเดลระบบอุตสาหกรรม ที่พร้อมต่อการขยายสาขาจะเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน
แหล่งข้อมูล
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




