ปี 2026 ธุรกิจไทยต้องคิดให้ลึกกว่า “กำไร” หัวใจอยู่ที่ ROI และใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า

ในปี 2026 ที่กำลังมาถึง เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค และ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้กำลังท้าทายแนวทางการบริหารธุรกิจแบบเดิม ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องมองไกลกว่า “ยอดขาย” หรือ “กำไรสุทธิ”

รองศาสตราจารย์ ดร.คณิสร์ แสงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาการเงินและการธนาคาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ธุรกิจยุคใหม่นี้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “ผลตอบแทนต่อการลงทุน (Return on Investment: ROI)” มากกว่าที่เคย เพราะนี่คือหัวใจของการอยู่รอดในระยะยาว

“กำไรไม่ใช่ทุกอย่าง” ROI คือการวัดความคุ้มค่าของเงินลงทุน

ปี 2026

รศ.ดร.คณิสร์ อธิบายว่า หลายธุรกิจมักมองแค่ยอดขายหรือกำไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ แต่แท้จริงแล้ว กำไรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ที่จะบอกได้ว่าธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

“เวลาพูดถึงการทำธุรกิจ คนมักดูที่ว่าขายดีไหม มีกำไรหรือเปล่า แต่ไม่ค่อยดูในสิ่งที่ลงทุนไป “คุ้มค่าไหม” หัวใจของ ROI คือ การมองว่าเงินทุกบาทที่เราลงทุนไป สร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าหรือไม่” รศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ กล่าว

โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ตัวชี้วัดทางการเงินพื้นฐาน เช่น กำไร กระแสเงินสด หรือยอดขาย แต่กลับละเลยการคำนวณ ROI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมิน “ความคุ้มค่า” ของการลงทุนในแต่ละกิจกรรม

ในทางตรงกันข้าม บริษัทขนาดใหญ่มักให้ความสำคัญกับ ROI มากกว่า เพราะต้องเผชิญแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นและต้นทุนทางการเงิน ทั้งจากการกู้ยืมหรือการระดมทุนในตลาดทุน ซึ่งบังคับให้ต้องคำนวณผลตอบแทนอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

เข้าใจ “โครงสร้างของกำไร” เพื่อสร้าง ROI ที่ยั่งยืน

ภาพจาก www.facebook.com/ksaengchote

อาจารย์คณิสร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การมอง ROI ไม่ได้หมายถึงการคิดคำนวณเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจ “ที่มาของกำไร” อย่างเป็นระบบ ธุรกิจควรวิเคราะห์เป็นขั้นตอน ได้แก่

  • ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ว่าการลงทุนแต่ละส่วนสร้างรายได้มากน้อยเพียงใด เช่น การเปิดสาขาใหม่ การทำตลาดออนไลน์ หรือการซื้อเครื่องจักรใหม่ มีผลต่อรายได้เท่าไร
  • ขั้นที่ 2 ประเมินว่ารายได้เหล่านั้นเหลือเป็นกำไรจริงเท่าไร หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ขั้นที่ 3 นำตัวเลขกำไรที่ได้มาหารด้วยเงินลงทุน เพื่อคำนวณ ROI และวิเคราะห์ว่าคุ้มค่าหรือไม่

“เมื่อเราเข้าใจว่ากำไรเกิดจากอะไร และกำไรนั้นสัมพันธ์กับเงินลงทุนแค่ไหน เราจะสามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ดีขึ้น เช่น จะขยายสาขาเพิ่มดีไหม หรือควรลงทุนในช่องทางออนไลน์มากขึ้น”

สูตรคำนวณ ROI พื้นฐาน คือ
ROI = (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) ÷ เงินลงทุน

ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมของ “ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน” ได้ชัดเจน

ปี 2026 เทคโนโลยีคือเครื่องมือเร่ง ROI

ภาพจาก www.facebook.com/ksaengchote

ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด รศ.ดร.คณิสร์ มองว่า “เทคโนโลยี” โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ระบบอัตโนมัติ (Automation) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่ม ROI ให้กับธุรกิจไทยในปี 2026

“เทคโนโลยีในวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้ประกอบการที่นำ AI หรือระบบอัตโนมัติมาใช้ จะสามารถลดขั้นตอน ลดต้นทุน และทำงานได้รวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล จากเดิมที่ต้องใช้เวลาทำงานเป็นชั่วโมง เหลือเพียงไม่กี่นาที”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจร้านอาหารที่เริ่มนำระบบ POS (Point of Sale) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขายแบบเรียลไทม์ ทำให้รู้ว่าเมนูใดขายดีหรือไม่ดี โดยไม่ต้องอาศัยการจดจำเหมือนในอดีต นอกจากนี้ ระบบบัญชีอัตโนมัติที่เชื่อมกับการรับ–จ่ายเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังช่วยลดภาระงานเอกสาร และทำให้ผู้ประกอบการสามารถเห็นผลประกอบการได้อย่างแม่นยำ

“เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยประหยัดเวลา แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะข้อมูลทางบัญชีและการเงินถูกเชื่อมโยงเข้ากับ ROI ทั้งหมด”

ภูมิรัฐศาสตร์–ภาษี–เศรษฐกิจโลก ความท้าทายผู้ประกอบการ 2026

รศ.ดร.คณิสร์ เตือนว่า ปัจจัยภายนอก เช่น ภูมิรัฐศาสตร์โลก ภาษีระหว่างประเทศ และ การเดินทางระหว่างประเทศ จะส่งผลต่อหลายธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาลูกค้าต่างชาติ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร

“ความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ อาจทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวลดลง และส่งผลต่อรายได้โดยตรง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า–ส่งออก ซึ่งต้องระวังเรื่องภาษีและต้นทุนโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มขึ้น”

“อย่าทำธุรกิจตามกระแส” จุดเสี่ยงใหญ่ของผู้ประกอบการไทย

ภาพจาก www.facebook.com/ksaengchote

ในอีกมุมหนึ่ง อาจารย์คณิสร์มองว่า ความเสี่ยงสำคัญของผู้ประกอบการไทย คือ การทำธุรกิจตามกระแส โดยไม่วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

“หลายคนเห็นว่าธุรกิจอะไรฮิต ก็อยากทำตาม แต่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจตลาด หรือความชอบของตัวเอง สุดท้ายจึงขาดแรงขับภายใน และพอเจอการแข่งขันรุนแรงก็ไปต่อไม่ได้”

นอกจากนี้ ในธุรกิจอาหารที่มีการแข่งขันสูง ยังพบว่ามีร้านจำนวนมากที่ไม่มีระบบบริหารจัดการ ไม่มีการฝึกอบรมพนักงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับร้านที่มีระบบที่เข้มแข็งกว่าได้

ทำเลทองไม่ใช่คำตอบเสมอไป

รศ.ดร.คณิสร์ ยังกล่าวถึงปัญหาของร้านค้าที่อยู่ในทำเลดีแต่ต้องปิดกิจการ เพราะรับภาระค่าเช่าสูงเกินไป โดยย้ำว่า “ทำเลดีไม่การันตีความสำเร็จ หากร้านไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจน”

“ถ้าลูกค้าชอบสินค้าหรือบริการจริง เขายอมเดินทางมา ไม่ว่าจะไกลหรือแพง การอยู่ในทำเลคนเยอะก็เหมือนการซื้อทราฟฟิก แต่ต้องแย่งลูกค้ากับร้านอื่น ถ้าร้านเราไม่มีเอกลักษณ์ ลูกค้าก็จะไม่กลับมาอีก”

กลยุทธ์สู่ ROI ที่ยั่งยืน เข้าใจลูกค้า บริหารทรัพยากรอย่างชาญฉลาด

ภาพจาก www.facebook.com/ksaengchote

ท้ายที่สุด อาจารย์คณิสร์ฝากข้อคิดสำคัญถึงผู้ประกอบการไทยว่า การบริหาร ROI ไม่ได้หมายถึงการลดต้นทุนอย่างเดียว แต่คือ การเลือกลงทุนในสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

“อยากให้ผู้ประกอบการมองว่าลูกค้าของเราคือใคร ต้องการอะไร แล้วเราจะให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้พอดี ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าให้เกินจำเป็น ก็เท่ากับใช้ทรัพยากรเกินตัว และสุดท้ายจะกระทบต่อ ROI ของบริษัทเอง”

ในมุมมองของนักการเงิน การคิดเรื่อง ROI ยังเกี่ยวข้องกับแนวคิด “Trade-off” การเลือกระหว่างทางเลือกต่างๆ ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด เพราะไม่มีธุรกิจใดสามารถทำได้ทุกอย่างในเวลาเดียวกัน

“การคิดเรื่อง ROI คือการคิดถึงความคุ้มค่าในทุกการตัดสินใจ เราทำทุกอย่างไม่ได้ แต่ต้องเลือกทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า และดีที่สุดสำหรับธุรกิจเรา”

สรุป ปี 2026 คือปีของ “ความคุ้มค่า” เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิม ทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรจับตาไม่ใช่เพียงการเติบโตของยอดขาย แต่คือ การเติบโตของคุณค่า (Value Growth) ที่สะท้อนผ่าน ROI ที่ยั่งยืน ดังนั้น ธุรกิจที่อยู่รอดในปี 2026 จะไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่คือธุรกิจที่ “รู้จักใช้เงินทุกบาทให้คุ้มค่าที่สุด” และ “เข้าใจลูกค้าของตัวเองมากที่สุด” 

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช