ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวราคา 560 ล้านบาท
พูดถึงการ์ดเกม/การ์ดสะสม เชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดี บางคนเคยเล่นกันมาตั้งแต่เด็กแต่ทุกวันนี้การ์ดเกมไม่ใช่แค่กระดาษที่มีลายการ์ตูน ทว่าได้กลายเป็นอีกธุรกิจที่เติบโตมีมูลค่าในตลาดกว่า 3.8 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7 แสนล้านบาทได้ในอนาคต เพื่ออธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุดในวงการมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Trading Card Game (TCG) ในอดีตการ์ดเกมมีไว้เล่นกันสนุกๆ ในหมู่เพื่อน โดยการ์ดเกมแต่ละใบจะระบุถึงค่าพลังโจมตี ค่าพลังป้องกัน หรือการระบุถึงความสามารถพิเศษที่เอาไว้ใช้โจมตีคู่ต่อสู้ ซึ่งความพิเศษของการ์ดเกมอีกอย่างคือแต่ละใบจะถูกผลิตออกมาปริมาณไม่เท่ากันผู้ผลิตจะแบ่งระดับความหายากออกเป็นระดับต่างๆ เช่น หาง่ายทั่วไป (Common) , หายากปานกลาง (Uncommon) , หายาก (Rare) , หายากมาก (Secret Rare) เป็นต้น
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “การ์ดเกม” มีมูลค่ากว่า 3.8 แสนล้าน

การ์ดเกมที่เราเคยเล่นกันสมัยก่อนราคาไม่กี่บาท ถ้าถามหาปัจจัยที่ทำให้วงการนี้บูมหนัก สามารถวิเคราะห์ได้ 3 เหตุผลดังนี้
1.พฤติกรรมแบบ Nostalgia หรือการโหยหาความทรงจำในวัยเด็ก ซึ่งกลุ่มคนในยุค 90s หรือ 2000s ต้นๆ ที่เติบโตมากับโปเกมอน วันพีซ หรือนักกีฬาระดับตำนานในยุคนั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นผู้ใหญ่ในวัย 30-40 มีหน้าที่การงานมั่นคงมีรายได้ที่พร้อมจ่ายเพื่อความสุข การลงทุนในสิ่งเหล่านี้จึงตอบโจทย์ด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างดี
2.การลงทุนเพื่อเป็นสินทรัพย์ทางเลือก จากของเล่นของสะสมแต่บรรดานักลงทุนเริ่มมองว่าการ์ดเกมประเภท TCG เป็นสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) เช่นเดียวกับภาพวาดศิลปะ นาฬิกาหรู หรือรถคลาสสิก ยิ่งการ์ดเก่าๆที่เลิกผลิตไปแล้ว มีแต่ปริมาณจะลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ Demand ของคนซื้อกลับเพิ่มขึ้น นำไปสู่การลงทุนเพื่อเก็งกำไร ไม่ใช่แค่การสะสมเอามาเล่นกันเหมือนเมื่อก่อน การ์ดเกมบางประเภทก็ถูกปั่นราคาจนสูงเกินจริงมาก
3.การเกิดระบบ “Grading” ในอดีตการซื้อขายแลกเปลี่ยนการ์ดขึ้นอยู่กับความพอใจ แต่เมื่อพัฒนาสู่โลกของธุรกิจจึงเกิดบริษัทผู้ตรวจสอบประเมินสภาพของการ์ด คล้ายกับวงการพระเครื่อง ที่มีการออกบัตรรับรองพระแท้
และมีการประเมินสภาพของพระด้วยว่า สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจประเมินราคาการ์ดเกมที่ครอบครองส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุดถึง 79% คือ Collectors Universe ผู้ก่อตั้งหน่วยงานให้คะแนนการ์ดอย่าง Professional Sports Authenticator หรือที่รู้จักกันในวงการว่า PSA โดยจะทำหน้าที่ตรวจเช็กและให้คะแนนการ์ด (คะแนน 1–10) จากนั้นจะซีลการ์ดไว้ในตลับพลาสติกกันรอยอย่างดี
ระบบนี้ทำให้การ์ดใบเดียวกันที่เมื่อก่อนราคาไม่แพง แต่หากส่งไปตรวจแล้วได้คะแนนเต็ม “PSA 10 (Gem Mint)” คือสมบูรณ์แบบระดับไร้รอยขีดข่วนจากโรงงาน ราคาจะพุ่งขึ้นเป็นหลักแสนหรือหลักล้านได้ทันที เพราะกลายเป็นของหายากที่มีใบรับรองระดับโลก
นอกจากเหตุผลที่กล่าวมาการเฟื่องฟูของการ์ดเกมที่ดังมาก เป็นผลจากอิทธิพล Social Media และเหล่าคนดังที่หันมาสนใจการ์ดเกม รวมถึงกระแสการไลฟ์สดเปิดกล่องของอินฟลูเอนเซอร์และคนดังต่างๆ ก็ยิ่งทำให้มีคนสนใจและดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆให้เข้ามาสู่วงการนี้มากขึ้น
รูปแบบของการ์ดเกม/การ์ดสะสม มี 2 ประเภท

ตลาดการ์ดถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบและชัดเจน โดยข้อมูลเชิงสถิติจากสถาบันวิจัยการตลาดระดับโลก เช่น Mordor Intelligence และ Business Research Insights ได้แบ่งประเภทของการ์ดซื้อขาย (Trading Cards) ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง ได้แก่
1. Sport Card (การ์ดกีฬา) ครองสัดส่วนความต้องการทั่วโลกประมาณ 40% เป็นการ์ดรูปนักกีฬาที่มีอยู่จริง เช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล (NBA) หรือเบสบอล (MLB) การประเมินมูลค่าอิงกับ ผลงานจริงในสนาม คือหากเราซื้อการ์ดปีแรก (Rookie Card) ของนักเตะดาวรุ่งเก็บไว้ แล้ววันหนึ่งคนเหล่านั้นกลายเป็นซูเปอร์สตาร์พาทีมคว้าแชมป์ มูลค่าการ์ดจะพุ่งขึ้นทันที ในทางกลับกัน หากนักกีฬาบาดเจ็บหรือฟอร์มตก ราคาก็จะร่วงลงตาม กลไกนี้เทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราซื้อหุ้นของบริษัทที่กำลังเติบโต
2.TCG (Trading Card Game) มีสัดส่วนทางการตลาดประมาณ 60% โดยเป็นการ์ดจากเกมและการ์ตูนชื่อดัง เช่น Pokémon , One Piece , Dragon Bal ซึ่งจะมีแรงกระตุ้นในการซื้อขายผ่าน 3 ปัจจัยหลัก คือ ความนิยมของคาแรคเตอร์ ความสวยงามของงานศิลปะ (Artwork) และความเก่งของการ์ดใบนั้นเมื่อถูกนำไปเล่นแข่งขันจริง
นอกจากนี้ยังมีการ์ดอีกแบบที่ไม่ใช่กีฬาและไม่ได้มาจากการ์ตูน แต่เป็นการ์ดในฝั่งของภาพยนตร์ / นักร้อง เช่น การ์ดจากStar Wars หรือการ์ดจากDC Comics รวมถึงการ์ดวงไอดอลเกาหลี (K-Pop Photocards) ที่ได้รับความนิยมแบบเฉพาะกลุ่มสูงมากเช่นกัน ทั้งนี้มีข้อมูลน่าสนใจที่ระบุว่าในตลาดการ์ดแบบภาพรวม ผู้ที่อายุ 25-40 ปี ครองสัดส่วนการซื้อการ์ดระดับพรีเมี่ยมสูงถึง 59% นอกจากความชอบบางส่วนยังมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าด้วย
เปิดสถิติ การ์ดที่แพงที่สุดในโลก ราคากว่า 560 ล้านบาท
ถ้าเราไปดูสรุปอันดับการ์ดเกมสะสม (TCG) ที่ราคาแพงที่สุดในโลก โดยไล่เรียงตามมูลค่า จะพบว่าการ์ดหลายใบมีราคาแพงจนน่าตกใจ
- Pikachu Illustrator (ปี 1998) ได้ระดับการประเมินคือ PSA 10 ราคา 16,492,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 560 ล้านบาท ถือเป็นการ์ดที่มีเพียงใบเดียวในโลก ซึ่งเคยเป็นของ อินฟลูเอนเซอร์ Logan Paul ก่อนจะถูกนำมาประมูลผ่าน Goldin Auctions และได้รับการบันทึกสถิติโดย Guinness World Records ว่าแพงที่สุดในโลก
- Black Lotus (Alpha Edition ปี 1993) เป็นการ์ดประเภท Magic: The Gathering ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ถูกประมูลไปด้วยราคา 3 ล้านเหรียญหรือประมาณ 105 ล้านบาท
- The One Ring (ปี 2023) เป็นการ์ดชุดพิเศษ พิมพ์รหัสซีเรียล 001/001 ผลิตขึ้นมาเพียง ใบเดียวในโลก เพื่อต้อนรับภาพยนตร์ Lord of the Rings ถูกประมูลไปในราคา 2 ล้านเหรียญหรือประมาณ 70 ล้านบาท
- Topsun Charizard Blue Back (ปี 1995) เป็นการ์ดโปเกมอนยุคบุกเบิก ระดับ PSA 10 ถูกประมูลไปในราคาประมาณ 17 ล้านบาท
- Trophy Pikachu No. 1 Gold / No. 2 Silver (ปี 1997-1998) เป็นการ์ดถ้วยรางวัลโปเกมอน ที่ถูกประมูลไปด้วยราคาประมาณ 15.5 ล้านบาท
ด้วยราคาของการ์ดที่แพงเราจึงได้เห็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจหลายกรณียกตัวอย่างบางคนเคยนำการ์ดวันพีซ ระดับหายากไปขอแลกกับโฉนดที่ดินมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้สิ่งที่น่าสังเกตคือราคาของการ์ดที่แพงมากถือเป็นข้อมูลสาธารณะเนื่องจากมีการประมูลผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก ซึ่งกฎหมายบังคับให้แสดงราคาซื้อขายจริง ทำให้ราคาเหล่านี้กลายเป็นสถิติโลกที่ได้การยอมรับอย่างถูกต้อง

ซื้อขายการ์ดเกม มีกระดานกราฟเหมือน ดัชนีหุ้น S&P 500
ตลาดการ์ดเกมปัจจุบันได้ยกระดับระบบวิเคราะห์ข้อมูลขึ้นมาเทียบเท่ากับ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ผู้เล่นและนักลงทุนไม่ได้เดาราคาจากความพึงพอใจอีกต่อไป แต่ใช้ดัชนีชี้วัดทางสถิติ (Market Indexes) ที่ดึงข้อมูลดิบจากการซื้อขายจริงในตลาดวันต่อวันมาคำนวณและแสดงผลเป็นกราฟเส้นขึ้นลงแบบ Real-time โดยมี 2 แพลตฟอร์มหลักคือ
1. Card Ladder Index (ดัชนีสะท้อนภาพรวมตลาด) ทำหน้าที่เหมือนดัชนี S&P 500 โดยทำการคัดเลือกการ์ดระดับหัวกะทิ (Verified Cards) นับหมื่นๆ ใบที่มีสภาพคล่องและมูลค่าสูง จากนั้นระบบจะดึงประวัติการซื้อขายมากกว่า 100 ล้านรายการจากแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง eBay, Goldin, Heritage Auctions, และ Fanatics มารวบรวมและคำนวณออกมาเป็นคะแนนและกราฟเส้นรวมของตลาดในแต่ละวัน
2. Market Movers: SCI 500 (ดัชนีหุ้นการ์ด 500 ใบแรก) ถ้า S&P 500 คือดัชนีที่วัดจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 500 ตัวในอเมริกา ในโลกการ์ดเกมก็มี SCI 500 ของแพลตฟอร์ม Market Movers เป็นตัวเปรียบเทียบ เพื่อให้นักลงทุนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อขายได้อย่างแม่นยำ
ทั้งนี้เราจะเห็นว่าธุรกิจการ์ดเกมได้เติบโตแบบก้าวกระโดดไปไกลมาก และไม่ได้เป็นเพียงกระแสที่มาแรงแล้วจะหายไปสังเกตให้ดีว่าการ์ดเกมอยู่ในวัฏจักรของชีวิตเรามานาน เพียงแต่ตอนนี้ได้ถูกพัฒนามากขึ้น จากบรรดาค่ายเกม ค่ายการ์ตูนต่างๆ ที่ช่วยกันยกระดับให้การ์ดเกมไม่ใช่แค่ของเล่นแต่เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ราคามีแต่จะสูงขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ลงทุนในการซื้อขายเป็นสำคัญด้วย
อ้างอิง :
- https://citly.me/T2qRW
- https://citly.me/mFyOb
- https://citly.me/P8EUA
- https://citly.me/cKD46
- https://citly.me/myOUS
- https://citly.me/WGZXc
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




