ซีพี พลิกเกมค้าปลีก เปิด “โลตัส เซฟพลัส” โมเดลใหม่ ราคาถูกบุกชุมชน

ศูนย์วิจัยธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาดการณ์ว่า ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2567 มีมูลค่า 6.05 แสนล้านบาท ขยายตัวราว 5.7% และในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 6.38 แสนล้านบาท ขยายตัว 5.3%

จึงไม่แปลกที่แต่ละแบรนด์ร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยเร่งปรับตัว เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดและครองใจผู้บริโภค ล่าสุด ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้เปิดตัวร้านสะดวกซื้อโมเดลใหม่ Lotus’s SAVE+ เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กขยายสินค้าราคาถูกในชุมชนย่านพฤกษา 74 ซอยทรัพย์พัฒนา จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งหากมองในแง่ของการแข่งขันในตลาดธุรกิจค้าปลีก นี่คือ “หมากทดลอง” ที่ซีพี แอ็กซ์ตร้า วางลงบนกระดานในจังหวะที่ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งในประเทศไทยมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven, Lotus’s go fresh, Big C Mini, Tops Daily รวมไปถึงร้านสะดวกซื้อในเครือ CJ ที่มีโมเดลร้านถึง 3 รูปแบบ คือ CJ MORE, CJ Supermarket และ CJX

การเปิดตัว Lotus’s SAVE+ ไม่ได้เกิดจากความต้องการเพิ่มจำนวนสาขาของโลตัส แต่เกิดจากความจำเป็นในการ “ปรับโมเดล” ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคค่าครองชีพสูง เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เดินเข้าร้านซื้อสินค้าเพราะแบรนด์อย่างเดียว แต่เดินเข้าร้านเพราะรู้สึกว่าร้านนี้ช่วยประหยัดเงินจริง

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เสาหลักค้าปลีกของกลุ่มซีพี

ซีพี พลิกเกมค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/lwjXq

“Lotus’s SAVE+” อยู่ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนหลักของอาณาจักรค้าปลีกกลุ่มซีพี

โดยซีพี แอ็กซ์ตร้ามีธุรกิจหลัก 2 รูปแบบ คือ

  1. ธุรกิจค้าส่ง ผ่านแม็คโคร (ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส)
  2. ธุรกิจค้าปลีก ผ่านโลตัสในไทยและมาเลเซีย

ผลประกอบการล่าสุดในไตรมาส 3 ปี 2568 ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีรายได้รวมมากกว่า 121,000 ล้านบาท เติบโต 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมทั้งกลุ่มซีพี ออลล์ มีรายได้ไตรมาสเดียวมากกว่า 250,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,597 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 17.6%

หากมองในช่วง 9 เดือน กลุ่มซีพี มีรายได้รวมกว่า 759,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิราว 20,900 ล้านบาท โดยรายได้ถูกแบ่งออกเป็น ซีพี แอ็กซ์ตร้า 47%, ซีพี ออลล์ (7-Eleven) 47% และ ธุรกิจอื่นๆ 6%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจค้าปลีกยังเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทซีพี และการเคลื่อนไหวของโลตัสในครั้งนี้ ย่อมเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในสมรภูมิค้าปลีก-ค้าส่งเมืองไทยที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ค้าส่ง vs ค้าปลีก โลตัสยังโต แต่ต้องโตให้ถูกจังหวะ

ซีพี พลิกเกมค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

เมื่อแยกดูเฉพาะซีพี แอ็กซ์ตร้า ในไตรมาส 3 รายได้จากค้าส่ง อยู่ที่ราว 68,900 ล้านบาท เติบโต 3.3% ขณะที่รายได้จากค้าปลีก (โลตัส ไทย + มาเลเซีย) อยู่ที่ราว 52,900 ล้านบาท เติบโต 1.7%

ในช่วง 9 เดือน รายได้จากการขายสินค้ารวมกว่า 370,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ค้าส่งมีรายได้กว่า 207,000 ล้านบาท ส่วนค้าปลีกมีรายได้กว่า 162,000 ล้านบาท

ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่ง คือ ค้าปลีกยังโต แต่โตช้ากว่าค้าส่ง และต้องการโมเดลใหม่มาช่วยกระตุ้น ดังนั้น Lotus’s SAVE+ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจค้าปลีกในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรงลง

เครือข่ายสาขาโลตัส ใหญ่พอจะทดลอง

ปี 2567 โลตัสมีสาขาในประเทศไทยทั้งหมด 2,483 สาขา ครอบคลุม 76 จังหวัด และในช่วง 9 เดือนของปี 2568 จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 2,509 สาขา โครงสร้างสาขาประกอบด้วย

  • ไฮเปอร์มาร์เก็ต 227 สาขา (ขนาด 2,000–7,000 ตร.ม.)
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต Go Fresh 178 สาขา (ขนาด 500–1,500 ตร.ม.)
  • Lotus’s go fresh / โกเฟรช มากกว่า 2,000 สาขา (ขนาด 150–400 ตร.ม.)

ความได้เปรียบสำคัญของโลตัส คือ การมีสาขาจำนวนมาก ทำให้สามารถทดลองโมเดลใหม่อย่าง SAVE+ ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ถ้า SAVE+ สำเร็จ ก็สามารถปรับโฉมสาขา go fresh ที่ทำยอดต่ำ เป็น SAVE+ ได้ทันที นี่คือสปีดที่คู่แข่งทำได้ยาก

SAVE+ กับบทบาทใหม่ในอาณาจักรค้าปลีก

ซีพี พลิกเกมค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

เมื่อมองในภาพรวมร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ยังครองเกมในด้านความสะดวกสบาย เปิดบริการ 24 ชั่วโมง

Lotus’s Hypermarket ครองเกมด้านการซื้อล็อตใหญ่ๆ

Lotus’s go fresh เน้นขายอาหารสดใกล้บ้าน

ขณะที่ Lotus’s SAVE+ ถูกวางตำแหน่งให้เป็นร้านของใช้จำเป็นราคาถูกใกล้บ้าน สำหรับผู้บริโภคที่อยากซื้อสินค้าราคาสบายกระเป๋าใกล้บ้าน SAVE+ ไม่ได้มาแย่งลูกค้ากันเอง แต่เข้ามาปิดช่องว่างด้านราคา ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดครอบครองอย่างชัดเจน

Insight สำคัญ คนไทยติดนิสัย ‘เปรียบเทียบราคา’

หนึ่งใน Insight ที่ Lotus’s SAVE+ หยิบมาใช้เป็นแกนหลัก คือพฤติกรรมการเปรียบเทียบราคาของผู้บริโภคชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ชิ้นเล็กหรือสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจำนวนมากจะเช็กราคา เปรียบเทียบ และตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้น SAVE+ จึงพยายามตัดขั้นตอนนี้ทิ้งไป ด้วยการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ต้องเปรียบเทียบราคา เพราะสินค้าถูกทุกวัน นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของร้านค้าปลีก จากที่ให้เลือกมาเป็นที่ให้มั่นใจว่ามาซื้อแล้วไม่พลาดที่จะได้ของถูก

ตัดขิงสด ลด SKU เพื่อเพิ่มสปีดและลดต้นทุน

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Lotus’s SAVE+ กับ Lotus’s go fresh คือ การไม่ขายอาหารสด ซึ่งในเชิงกลยุทธ์นี่คือการลดความซับซ้อนของซัพพลายเชนอย่างชัดเจน เพราะอาหารสดคือสินค้าที่บริหารจัดการยาก ต้นทุนสต๊อกสูง และสูญเสียง่าย การตัดอาหารสดออกทำให้ร้านสามารถหมุนสินค้าได้เร็วขึ้นทันที

ขณะเดียวกัน SAVE+ ยังลดจำนวนสินค้า SKU จากราว 4,500 รายการ เหลือประมาณ 2,500 รายการ เน้นขยายเฉพาะสินค้า Key Item ที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันและหมุนเวียนได้เร็ว รวมถึงสินค้า Own Brand ของโลตัสเป็นหลัก ช่วยให้ร้านใช้พื้นที่ไม่มาก ใช้พนักงานเพียง 4 คน แต่ยังตอบโจทย์การซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันได้ในแต่ละวัน

เข้า Lotus’s SAVE+ เจอสินค้าอะไรบ้าง

แม้ Lotus’s SAVE+ จะถูกออกแบบให้เป็นร้านค้าปลีกไซซ์เล็ก แต่สิ่งที่ทำให้ร้านนี้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดไม่ใช่ขนาดร้าน แต่เป็นการเลือกสินค้ามาขาย เพราะทุกตารางเมตรในร้าน ถูกคำนวณมาเพื่อรองรับโจทย์เดียวคือ ขายของจำเป็นให้ถูกที่สุด

1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Dry Grocery) แกนหลักของร้าน

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

หัวใจของ Lotus’s SAVE+ คือ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ซ้ำทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า นี่คือกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภครู้ราคาดี และ ไวต่อราคามากที่สุด โดยสินค้ากลุ่มนี้ประกอบด้วย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, อาหารกระป๋อง, เครื่องปรุงรส, ข้าวสาร แป้ง น้ำตาล, ขนมขบเคี้ยว และของทานเล่น, เครื่องดื่มบรรจุขวดและกระป๋อง โดยในร้านจะเน้นขยายเฉพาะแบรนด์หลักที่ได้รับความนิยมในตลาด และตัดแบรนด์รองที่ลูกค้าให้ความสนใจน้อยออก เพื่อลดต้นทุนการสต็อกสินค้า

2. สินค้า Own Brand / House Brand ของโลตัส

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

หนึ่งในจุดขายที่เห็นได้ชัดใน SAVE+ คือการผลักดัน สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของโลตัสขึ้นมาเป็นพระเอก ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำราคาขายให้ถูกกว่าตลาด เพราะโลตัสสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต และซัพพลายเชนได้เอง

ตัวอย่างสินค้าที่พบในร้าน เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มโลตัส (ช่วงเปิดร้าน แพ็ก 3 ราคา 23 บาท), น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาด, กระดาษทิชชู่ กระดาษชำระ, อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาดโลตัส ซึ่งสินค้าจำพวกนี้ไม่ได้ขายความหรูหรา แต่ขายความคุ้มค่า ลูกค้าอยากหยิบของใส่ตะกร้าเพราะรู้ว่าราคาถูกกว่าร้านอื่น

3. กลุ่มสินค้าในครัวเรือนและของใช้ประจำวัน

Lotus’s SAVE+ ยังรวบรวมของใช้ในครัวเรือนที่จำเป็นในบ้านที่คนต้องซื้อซ้ำเป็นประจำ โดยคัดเลือกเฉพาะสินค้าพื้นฐานทั่วไป ราคาย่อมเยา ไม่เน้นความหลากหลายเชิงดีไซน์ เช่น ถุงขยะ, ฟองน้ำล้างจาน, น้ำยาทำความสะอาดพื้น, ไม้ถูพื้น, อุปกรณ์ทำความสะอาดทั่วไป, แนวคิดของร้าน คือ มีของให้ครบ แต่ไม่ต้องเลือกเยอะ เพื่อลดเวลาตัดสินใจของลูกค้า

4. อาหารแช่แข็ง (Frozen Food)

ซีพี พลิกเกมค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

แม้ SAVE+ จะไม่ขายอาหารสด แต่ยังมีอาหารแช่แข็ง เพื่อรองรับความต้องการในการทานอาหารแบบสะดวกสบาย ง่ายๆ ของผู้บริโภค เช่น อาหารแช่แข็งพร้อมปรุง, เนื้อสัตว์แปรรูปแช่แข็ง, ของทอดแช่แข็ง ซึ่งอาหารแช่แข็งจะบริหารจัดการง่ายกว่าอาหารสด อายุสินค้ามีระยะเวลาอยู่ได้นาน ลดของเสีย และยังตอบโจทย์มื้อเร่งด่วนของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

5. โซนสัตว์เลี้ยง (Pet Zone)

อีกโซนที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างน่าสนใจคือ Pet Zone สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว สินค้าหลักในโซนนี้ ได้แก่ อาหารสุนัขและแมว, ขนมสัตว์เลี้ยง, อุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ทรายแมว โดยทางร้านยังคงยึดหลักเดิมคือ เน้นสินค้าที่ขายดีได้รับความนิยม ราคาเข้าถึงง่าย และมีระยะเวลาการหมุนสินค้าได้เร็ว

ลักษณะเด่นของ Lotus’s SAVE+

Own Brand อาวุธลับในยุคกำลังซื้ออ่อนแรง

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

การผลักดัน House Brand หรือ Private Brand ของโลตัส เป็นหัวใจสำคัญของโมเดลร้านค้าปลีก SAVE+ เพราะสินค้ากลุ่มนี้สามารถควบคุมต้นทุนได้เอง และตั้งราคาต่ำกว่าแบรนด์ดังในตลาดได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มโลตัส แพ็ก 3 ราคา 23 บาท หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดที่ตั้งราคาให้รู้สึกว่าควรหยิบใส่ตะกร้า เพราะในยุคนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถามว่ายี่ห้อนี้ดังหรือไม่ แต่ถามว่าสินค้าที่จำเป็นชิ้นนี้ถูกกว่าที่อื่นหรือเปล่า

สีของร้าน สะท้อนภาพลักษณ์สินค้าลดราคา

จุดเด่นของ SAVE+ คือ เรื่องภาพลักษณ์ การเลือกใช้โทนสีแดงและเหลือง แตกต่างจากสีเขียวของ Lotus’s go fresh อย่างชัดเจน สีเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะความสวยงาม แต่เพราะต้องการสื่อสารในเรื่องการ “ลดราคาแรงๆ” และ “ความคุ้มค่า” ได้ทันทีตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน นี่คือร้านที่ไม่ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจมาก แค่เห็นก็รู้ว่ามาขายสินค้าราคาถูก

กลิ่นอายร้าน Hard Discounter แบบ Aldi – CJ

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

เมื่อมองในเชิงโมเดล ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเปรียบ Lotus’s SAVE+ กับร้าน Hard Discounter อย่าง Aldi ในประเทศเยอรมนี ทั้งในแง่การลด SKU การเน้น Private Label และการบริหารร้านแบบ Lean

แม้ร้าน SAVE+ จะยังไม่สุดโต่งเท่า Aldi แต่ถือเป็นการนำแนวคิด Hard Discounter มาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าคู่แข่งร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ ในตลาดเมืองไทยจะมีการขายสินค้าแบบยกแพ็คไปบ้างแล้ว

ล่าสุด 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อในเครือเดียวกัน เปิดโซนขายสินค้าใหม่ ALL GROCER’S (คู่บ้าน คู่ครัว) ไปแล้วหลายสาขา ขายสินค้าอุปโภค-บริโภคในบ้านและในครัว ตั้งแต่ไม้ถูพื้น อาหารสัตว์ หม้อ ฟองน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดตัว ขนม กระดาษทิชชู ข้าวสาร อาหารแห้ง กาแฟ วัตถุดิบทำขนม เครื่องปรุงอาหาร ไข่ไก่ น้ำอัดลม และอื่นๆ อีกมากมาย

สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายบนชั้นวาง จะขายแบบยกแพ็ค เป็นลัง ชิ้นใหญ่ หรือ ซื้อ 1 แถม 1

เรียกได้ว่า 7-Eleven อำนวยความสะดวกลูกค้าแบบ One Stop Service คือ แวะร้านเดียว ซื้อได้ครบทั้งของกิน ของใช้

การขยายโซน ALL GROCER’S คู่บ้าน คู่ครัว ถือเป็นโมเดลรูปแบบใหม่ของ 7-Eleven ที่กำลังทดลองในบางสาขา ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วราวๆ เกือบ 30-40 สาขา หรือมากกว่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แหล่งชุมชนที่พักอาศัย

สาขา 7-Eleven ที่มี ALL GROCER’S จะเป็น Format คล้ายกับ Supermarket มากกว่าจะเป็น Convenience Store มีชั้นวางสินค้าสูงกว่าสาขา 7-Eleven ปกติทั่วไป สินค้าส่วนใหญ่ขายเป็นลัง หรือยกแพ็ค เหมือนร้าน CJ Supermarket หรือ CJ More

โดยร้านสะดวกซื้อ CJ มีจำนวนสาขาทั้งหมด 1,560 สาขาทั่วประเทศ ขณะที่ 7-Eleven มีสาขามากถึง 15,453 สาขา ถือว่าห่างกันค่อนข้างมาก แต่กลยุทธ์ขยายสาขาของ CJ เปรียบเสมือนเป็นเงาของ 7-Eleven ไปไหนไปด้วยกัน

ไม่ปิดสาขา Lotus’s go fresh แต่แปลงร่าง

ซีพี พลิกเกมค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

การเปิดร้าน Lotus’s SAVE+ สาขาแรกที่สมุทรปราการ ถือเป็นการทดลองตลาดของกลุ่มซีพี แทนที่จะปิดสาขา Lotus’s go fresh ที่ทำยอดขายไม่ดี แต่ซีพี แอ็กซ์ตร้าเลือก “ปรับโฉมโมเดล” เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ๆ หากสาขานำร่องที่พฤกษา 74 ประสบความสำเร็จ การขยายสาขา SAVE+ จะทำได้รวดเร็ว เพราะสามารถใช้โครงสร้างร้าน go fresh เดิมได้ทันที

ร้านเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ

Lotus’s SAVE+ ไม่ได้เป็นแค่ร้านโมเดลใหม่ของโลตัส แต่เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และมองหาความคุ้มค่าในการจับจ่าย ร้าน SAVE+ คือคำตอบในวันที่คนไทยเผชิญกับค่าครองชีพสูง

ความแตกต่าง Lotus’s Save+ และ Lotus’s go

SAVE+ คือร้านซื้อครั้งเดียว ใช้ได้นาน

ซีพี พลิกเกมค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

Lotus’s SAVE+ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อแบบซื้อเยอะๆ ยิ่งคุ้ม อารมณ์ใกล้เคียงกับการไปห้างค้าส่ง แต่ย่อขนาดมาให้อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ลูกค้าที่เข้ามาใน SAVE+ ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจซื้อแค่ชิ้นสองชิ้น แต่เข้ามาเพื่อ “กักตุน” ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภค หรืออาหารแห้งที่ใช้ประจำ

รูปแบบสินค้าจึงเน้นไปที่แพ็กใหญ่ สินค้ายกลัง ไซส์จัมโบ้ เพราะเมื่อซื้อในปริมาณมาก ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยจะถูกลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดขายหลักของโมเดลนี้ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักจึงมักเป็นครอบครัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่อยากซื้อของเข้าบ้านครั้งเดียวแล้วใช้ได้ยาวตลอดทั้งเดือน

go fresh คือ ร้านซื้อวันนี้ กินวันนี้ พรุ่งนี้

ซีพี พลิกเกมค้าปลีก
ภาพจาก https://citly.me/0IrVT

ขณะที่ Lotus’s go fresh ถูกวางบทบาทต่างออกไปอย่างชัดเจน นี่คือมินิซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ความ “สะดวก” และ “สดใหม่” เหมือนร้านสะดวกซื้อทั่วไป ลูกค้าที่เดินเข้า go fresh ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจกักตุนของ

แต่เข้ามาเพราะเย็นนี้หรือพรุ่งนี้เช้าจะทำกับข้าวอะไรกินดี หรือ สินค้าหมดนิดหน่อย แวะซื้อร้านใกล้บ้านดีกว่า รูปแบบสินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นแบบชิ้นเดี่ยว แพ็กเล็ก ปริมาณพอดีใช้ต่อวัน โดยจุดเด่นของร้าน go fresh คือ สินค้าอาหารสด ทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ทำเลของร้านมักตั้งอยู่หน้าหมู่บ้าน ตึกแถว หรือย่านชุมชน เพื่อให้ลูกค้าแวะซื้อได้ง่ายสะดวก

สรุป

SAVE+ คือ ร้านสำหรับซื้อของเข้าบ้านชิ้นใหญ่ ส่วน go fresh คือร้านสำหรับซื้อสินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณกำลังจะซื้อของไว้ใช้ทั้งเดือน น้ำยาซักผ้า ทิชชู่ อาหารแห้ง หรือของใช้ในบ้านแบบยกลัง ไป SAVE+ จะคุ้มกว่าในด้านราคาอย่างชัดเจน

แต่ถ้าเย็นนี้ขาดไข่ไก่ 4-5 ฟอง ผักอีกหนึ่งกำ หรืออยากได้ของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ การแวะ go fresh ใกล้บ้าน จะตอบโจทย์ทั้งความเร็วและความสะดวกมากกว่า และนี่คือเหตุผลว่าทำไม โลตัสถึงต้องมีทั้ง SAVE+ และ go fresh อยู่ในอาณาจักรเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อแย่งลูกค้ากันเอง แต่เพื่อรองรับการช้อปหรือจับจ่ายที่ต่างกันในแต่ละวันของผู้บริโภค

แหล่งข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช