จีนไปก่อน สงครามตลาดกาแฟ 83.3% แบรนด์เล็กปิดกิจการภายในปีแรก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีการเติบโตเร็วที่สุดของโลก จากเดิมที่กาแฟเคยถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มของคนเมืองหรือกลุ่มชนชั้นกลางระดับสูง ปัจจุบันกาแฟได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในเมืองใหญ่และเมืองระดับรองจำนวนมาก ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ได้ดึงดูดผู้ประกอบการจำนวนมากให้เข้ามาสู่ตลาด ทั้งแบรนด์ระดับโลก ผู้ประกอบการท้องถิ่น ไปจนถึงบริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่
ภาพการแข่งขันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอาจพบได้ใน Shanghai เมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีน ปัจจุบันมีร้านกาแฟหลายพันแห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่ร้านเชนขนาดใหญ่ไปจนถึงคาเฟ่อิสระขนาดเล็ก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของร้านกาแฟในเมืองนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในจีน ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่เครื่องดื่มในชีวิตประจำวันของคนเมืองรุ่นใหม่
บริษัทกาแฟระดับโลกอย่าง Starbucks ก็ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในจีนอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศเปิดสาขาเพิ่มอีกหลายพันแห่งภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดที่สำคัญของบริษัท ขณะที่คู่แข่งสัญชาติจีนอย่าง Luckin Coffee ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยใช้โมเดลธุรกิจที่เน้นการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันและการขยายสาขาอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ
เบื้องหลังการเติบโตของตลาดกาแฟจีนที่ดูสดใส กลับมีความท้าทายซ่อนอยู่จำนวนมาก การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงทำให้ตลาดเต็มไปด้วยผู้เล่นรายใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งเชนกาแฟขนาดใหญ่ ร้านคาเฟ่เฉพาะทาง และผู้ประกอบการรายย่อยที่หวังจะเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคา นวัตกรรมเมนู และทำเลที่ตั้งของร้านทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ตลาดกาแฟในประเทศจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ร้านกาแฟจำนวนมากกลับไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว โดยมีรายงานจากอุตสาหกรรมกาแฟในจีนระบุว่า อัตราการปิดร้านกาแฟในจีนเคยสูงถึง 83.3% และในบางปีมีร้านกาแฟปิดตัวมากถึงประมาณ 47,000 แห่ง สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเครื่องดื่มที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
จากเครื่องดื่มแฟชั่นสู่ตลาดมูลค่าล้านล้านหยวน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดกาแฟของจีนได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่กาแฟเคยถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มของคนในเมืองหรือกลุ่มผู้บริโภคระดับบน ปัจจุบันได้กลายเป็นสินค้าบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคในเมืองใหญ่และเมืองระดับรองของจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
รายงานของบริษัทวิจัยในจีนระบุว่า มูลค่าตลาดกาแฟของประเทศในปี 2021 อยู่ที่ประมาณ 381.7 พันล้านหยวน หรือราว 54.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าตลาดจะขยายตัวต่อเนื่องจนมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านหยวนภายในปี 2026 การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงฐานผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันจีนมีผู้บริโภคกาแฟประมาณ 300 ล้านคน และจำนวนดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ที่เริ่มนำเอาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการทำงาน การพบปะทางสังคม และการพักผ่อน
โดยรายงานข้อมูลจาก China Coffee Development Report ระบุว่า ในปี 2023 ชาวจีนบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 16.74 แก้วต่อคนต่อปี และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22.24 แก้วต่อคนต่อปีในปี 2024 หากคำนวณจากจำนวนประชากรของประเทศ จะเท่ากับการบริโภคกาแฟมากกว่า 30 พันล้านแก้วต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟและการเติบโตของร้านกาแฟในเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ผู้บริโภคในเมืองระดับ Tier 1 และ Tier 2 มีการดื่มกาแฟเฉลี่ยประมาณ 261 แก้วต่อคนต่อปี ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่ากาแฟกำลังเปลี่ยนสถานะจากเครื่องดื่มที่เคยถูกมองว่าเป็น “สินค้าทันสมัย” หรือสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก ไปสู่การเป็นเครื่องดื่มประจำวันของผู้บริโภคชาวจีนจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงนี้จึงกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาดกาแฟของจีนยังคงดึงดูดการลงทุนจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ผู้เล่นในตลาด จากแบรนด์ระดับโลกถึงธุรกิจข้ามอุตสาหกรรม

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดกาแฟจีนได้ดึงดูดผู้เล่นจำนวนมากเข้าสู่สนามแข่งขัน ตั้งแต่เชนกาแฟระดับโลกไปจนถึงบริษัทท้องถิ่นและธุรกิจจากอุตสาหกรรมอื่น ที่ต้องการใช้กาแฟเป็นช่องทางสร้างรายได้และดึงดูดผู้บริโภค การขยายตัวของผู้เล่นที่หลากหลายทำให้ตลาดกาแฟจีนกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก
ในกลุ่มแบรนด์ระดับโลก บริษัทที่มีบทบาทสำคัญคือ Starbucks ซึ่งถือว่าจีนเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์หลักของบริษัท โดยมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นต่างชาติรายอื่นที่เริ่มเข้ามาเจาะตลาดจีนมากขึ้น เช่น Tim Hortons จากแคนาดา และ Blue Bottle Coffee จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างเปิดร้านทั้งในรูปแบบมีหน้าร้านจริงและช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีน
ขณะเดียวกัน แบรนด์กาแฟท้องถิ่นของจีนก็มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ Luckin Coffee ซึ่งขยายเครือข่ายสาขาอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันมาใช้เป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจ นอกจาก Luckin แล้ว ยังมีเชนกาแฟท้องถิ่นอีกจำนวนมาก ที่พยายามแข่งขันในตลาดผ่านกลยุทธ์ด้านราคา เมนูที่หลากหลาย และการขยายสาขาอย่างรวดเร็วในเมืองระดับรอง
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ การที่บริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นเริ่มเข้าสู่ตลาดกาแฟมากขึ้น ตัวอย่างเช่น China Post ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไปรษณีย์ของจีน ได้เปิดร้านกาแฟในบางสาขา เพื่อเพิ่มบริการและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ขณะที่แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอย่าง Li-Ning ได้เปิดแบรนด์กาแฟภายใต้ชื่อ Ning Coffee ภายในร้านค้าของตนเอง ส่วนบริษัทพลังงานรายใหญ่ Sinopec ก็ได้เข้าสู่ธุรกิจกาแฟเช่นกัน โดยนำร้านกาแฟเข้าไปอยู่ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
บริษัทสมุนไพรจีนชื่อดังอย่าง Tong Ren Tang ยังได้นำแนวคิดแพทย์แผนจีนมาผสมผสานกับเครื่องดื่มกาแฟ เปิดร้านในรูปแบบคาเฟ่สุขภาพที่นำเสนอเมนูกาแฟที่เชื่อมโยงกับแนวคิดสมดุลร่างกายตามศาสตร์ยาจีน ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า กาแฟในจีนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจไลฟ์สไตล์ ที่หลายบริษัทใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ เพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค และดึงดูดลูกค้าเข้าสู่ธุรกิจหลักของตนเอง
จำนวนร้านกาแฟในจีน

จำนวนร้านกาแฟในประเทศจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเติบโตของวัฒนธรรมการบริโภคกาแฟในสังคมเมืองและการขยายตัวของธุรกิจร้านเครื่องดื่ม โดยข้อมูลในปี 2024 ระบุว่าจีนมีร้านกาแฟประมาณ 161,800 ร้านทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นราว 12.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การขยายตัวดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของเครือข่ายร้านกาแฟสมัยใหม่ รวมถึงการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในหลากหลายระดับราคา
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดร้านกาแฟของจีนกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายตัวของร้านกาแฟในรูปแบบเชนหรือแฟรนไชส์ ซึ่งมีจำนวนรวมกันมากกว่า 49,000 ร้านทั่วประเทศ การเติบโตของร้านเชนช่วยเพิ่มมาตรฐานด้านคุณภาพสินค้า การบริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ส่งผลให้ธุรกิจร้านกาแฟสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วในหลายเมือง ทั้งในเมืองระดับแรก (Tier-1) และเมืองระดับรอง
การเพิ่มขึ้นของร้านกาแฟเชนยังทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยจำนวนร้านเชนกาแฟในประเทศได้แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดกาแฟดั้งเดิมที่มีขนาดใหญ่ในระดับโลก นักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มกาแฟในจีนที่ยังคงอยู่ในช่วงขยายตัว และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง การเพิ่มขึ้นของรายได้ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดื่มของผู้บริโภคในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
แบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในจีน

ตลาดกาแฟในประเทศจีนถูกครองส่วนแบ่งตลาดโดยแบรนด์กาแฟไม่กี่ราย โดยเฉพาะแบรนด์ท้องถิ่นที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
- Luckin Coffee มากกว่า 20,000–25,000 สาขา
- Starbucks ประมาณ 7,500 สาขา
- Cotti Coffee มากกว่า 6,000 สาขา
- Manner Coffee มากกว่า 2,500 สาขา
- Tim Hortons China มากกว่า 900 สาขา
โดย Luckin Coffee แซงหน้า Starbucks กลายเป็นแบรนด์กาแฟที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศจีนตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งการเติบโตอย่างรวดเร็วมาจากกลยุทธ์การตั้งราคาเข้าถึงง่าย + ระบบสั่งผ่านซื้อผ่านแอปฯ ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า
เมืองแห่งร้านกาแฟ ศูนย์กลางการแข่งขัน

การแข่งขันในตลาดกาแฟจีนปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ เมืองเหล่านี้มีประชากรจำนวนมาก รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูง และมีไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟสมัยใหม่ ทำให้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเชนกาแฟทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเมืองระดับ Tier 1 และ Tier 2 ที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ
อย่างเช่น Shanghai ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่มีร้านกาแฟมากที่สุดในโลก ปัจจุบันมีร้านกาแฟเกือบ 8,000 แห่ง กระจายอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่เชนระดับโลก ร้านกาแฟพรีเมียม ไปจนถึงร้านกาแฟขนาดเล็กที่เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การกระจุกตัวของร้านกาแฟจำนวนมากในพื้นที่เดียวกันทำให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดของธุรกิจกาแฟในจีน
นอกจากเซี่ยงไฮ้แล้ว เมืองสำคัญอื่นๆ อย่าง Beijing, Shenzhen และ Guangzhou ก็เป็นอีกพื้นที่สำคัญที่แบรนด์กาแฟต่างพยายามขยายสาขาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในเมืองใหญ่ เมืองเหล่านี้มีประชากรกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมาก ซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคกาแฟเป็นประจำ ทั้งในช่วงเวลาทำงาน การพบปะทางธุรกิจ หรือการใช้ร้านกาแฟเป็นพื้นที่ทำงานนอกสำนักงาน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในเมืองใหญ่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านคุณภาพของเครื่องดื่มหรือแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแข่งขันด้านทำเลที่ตั้งของร้าน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ ร้านกาแฟจำนวนมากพยายามเลือกทำเลในย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า หรือพื้นที่ที่มีการสัญจรของผู้คนจำนวนมาก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า
ผลจากการแข่งขันด้านทำเลทำให้ค่าเช่าพื้นที่ในเมืองใหญ่ของจีนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในย่านธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งกลายเป็นภาระต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการร้านกาแฟจำนวนมาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ร้านกาแฟจำนวนไม่น้อย ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรักษาความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดกาแฟของจีน
กลยุทธ์การแข่งขัน ราคาถูก นวัตกรรม และดิจิทัล

ท่ามกลางจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจร้านกาแฟในจีนจึงต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้กลยุทธ์ราคาถูก การพัฒนาเมนูใหม่ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้บริการและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง กลยุทธ์เหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่าง และดึงดูดลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง
หนึ่งในกลยุทธ์ที่เห็นได้ชัดเจน คือ สงครามราคา โดยร้านกาแฟจำนวนมากในจีน พยายามตั้งราคาสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง กาแฟหนึ่งแก้วของหลายๆ แบรนด์ขายราคาต่ำกว่า 30 หยวน หรือประมาณ 4 ดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ แบรนด์กาแฟจำนวนมากในจีน ยังใช้ระบบโปรโมชั่นผ่านแอปพลิเคชัน เช่น คูปองส่วนลดหรือแคมเปญซื้อ 1 แถม 1 เพื่อกระตุ้นการสั่งซื้อและสร้างความภักดีของลูกค้าในระยะยาว
อีกหนึ่งกลยุทธ์ คือ นวัตกรรมด้านเมนู ซึ่งกลายเป็นจุดขายสำคัญของร้านกาแฟในจีน ผู้ประกอบการหลายรายพยายามพัฒนาเครื่องดื่มรูปแบบใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น กาแฟที่ผสมกับผลไม้สด กาแฟที่ผสมกับชา หรือแม้แต่กาแฟที่นำแนวคิดจากสมุนไพรและยาจีนมาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองรสนิยมของผู้บริโภคชาวจีนที่นิยมทดลองรสชาติใหม่ๆ
ในบรรดาแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์นวัตกรรมเมนูอย่างเข้มข้น หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Luckin Coffee ซึ่งมีการเปิดตัวเครื่องดื่มรสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้ว Luckin Coffee เปิดตัวเมนูใหม่ประมาณทุก 3 วัน กลยุทธ์ดังกล่าวสามารถช่วยสร้างกระแสในตลาดและกระตุ้นให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำ เพื่อต้องการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ
นอกจากนี้ ช่องทางดิจิทัลและการสั่งซื้อออนไลน์ ยังมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดกาแฟจีน แบรนด์ต่างๆ ได้พัฒนาระบบการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ Tmall, บริการจัดส่งอาหาร Ele.me และซูเปอร์แอปยอดนิยมของจีนอย่าง WeChat ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถสั่งกาแฟได้อย่างรวดเร็ว และรับสินค้าผ่านบริการเดลิเวอรีหรือการรับสินค้าที่ร้าน (pick-up) ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
แล้วทำไม ร้านกาแฟถึงปิดตัวจำนวนมาก

แม้ว่าตลาดกาแฟจีนจะมีศักยภาพสูงและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องหลังการขยายตัวของร้านกาแฟจำนวนมากกลับมีความท้าทายซ่อนอยู่มาก อุตสาหกรรมกาแฟในจีนในบางช่วงเวลามีอัตราการปิดกิจการของร้านกาแฟสูงถึง 83.3% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงและต้นทุนการดำเนินงานสูง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ต้นทุนค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น Shanghai, Beijing และ Shenzhen ร้านกาแฟจำนวนมากจำเป็นต้องเลือกเปิดสาขาในย่านธุรกิจหรือศูนย์การค้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ด้วยค่าเช่าที่สูงจึงทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกลายเป็นภาระสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก
อีกปัจจัยคือ ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ Arabica ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของร้านกาแฟพรีเมียม ราคาของเมล็ดกาแฟชนิดนี้ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากผลกระทบของสภาพอากาศที่รุนแรงในประเทศผู้ผลิต ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อแก้วของร้านกาแฟเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดกาแฟจีน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา ร้านกาแฟหลายแห่งจำเป็นต้องขายเครื่องดื่มในราคาต่ำเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก ทั้งเชนขนาดใหญ่และร้านอิสระ ส่งผลให้กำไรต่อแก้วของร้านกาแฟอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้ร้านกาแฟจำนวนไม่น้อยไม่สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ การระบาดของโรคโควิด-19 และมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดของรัฐบาลจีนในช่วงที่ผ่านมา ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจร้านกาแฟ หลายเมืองต้องเผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะ ทำให้ร้านค้าจำนวนมากต้องปิดให้บริการชั่วคราว ขณะที่จำนวนลูกค้าลดลงอย่างมากในช่วงเวลานั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร้านกาแฟจำนวนมากไม่สามารถอยู่รอดในตลาดที่แข่งขันสูง
ใครจะอยู่รอดในสงครามกาแฟจีน

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดกาแฟของจีน คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ผู้ประกอบการประเภทใดที่จะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า แม้ตลาดกาแฟของจีนยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก แต่การแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นจะทำให้เกิดการคัดกรองตามกลไกตลาด ผู้เล่นที่มีความพร้อมด้านทุน เทคโนโลยี จะได้เปรียบ
กลุ่มแรกที่มีโอกาสอยู่รอดได้สูงคือ เชนร้านกาแฟขนาดใหญ่ ซึ่งมีเครือข่ายสาขาจำนวนมากและมีความสามารถในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น Starbucks และ Luckin Coffee ที่มีระบบบริหารจัดการ การจัดซื้อวัตถุดิบ และการตลาดในระดับขนาดใหญ่ ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาและรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
อีกกลุ่มหนึ่งคือแบรนด์ที่สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบออนไลน์เป็นส่วนสำคัญของโมเดลธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน การใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค หรือการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เช่น WeChat และ Tmall กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภคและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
ร้านกาแฟขนาดเล็กบางแห่งก็ยังสามารถอยู่รอดได้ หากสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากเชนขนาดใหญ่ เช่น การเน้นกาแฟคุณภาพพิเศษ (specialty coffee) การออกแบบร้านที่โดดเด่น หรือการสร้างประสบการณ์เฉพาะสำหรับลูกค้า กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้ร้านกาแฟสามารถสร้างฐานลูกค้าที่ภักดี และหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับแบรนด์ขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือ ร้านกาแฟอิสระขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัด รวมถึงผู้เล่นรายใหม่ที่ยังไม่มีแบรนด์หรือฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ในสภาพตลาดที่มีต้นทุนสูงและการแข่งขันรุนแรง ร้านอิสระมักเผชิญกับความยากลำบากในการรักษากระแสเงินสดและการทำกำไร ส่งผลให้หลายร้านต้องปิดกิจการภายในระยะเวลาไม่นานหลังเปิดให้บริการ
ตัวเลขการปิดร้านกาแฟในจีน

ตัวเลขเกี่ยวกับการเปิดและปิดร้านกาแฟในประเทศจีน สะท้อนให้เห็นภาพการแข่งขันของธุรกิจร้านกาแฟที่เข้มข้นของอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างชัดเจน แม้ตลาดกาแฟในจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็วและมีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ข้อมูลจากรายงานอุตสาหกรรมระบุว่า อัตราการปิดร้านกาแฟในจีนเคยสูงถึง 83.3% ซึ่งหมายความว่าร้านกาแฟจำนวนมากไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
ในเชิงปริมาณ ข้อมูลบางปีระบุว่า มีร้านกาแฟในจีนปิดตัวประมาณ 47,000 ร้านภายใน 1 ปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความผันผวนของตลาดที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญ แม้ว่าการบริโภคกาแฟในประเทศจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องก็ตาม ร้านกาแฟจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะร้านอิสระหรือธุรกิจขนาดเล็ก มักประสบปัญหาต้นทุนค่าเช่า ค่าแรง และวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดก็ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเวลาเดียวกันก็มีการเปิดร้านกาแฟใหม่ประมาณ 66,920 ร้านต่อปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการที่มีต่อศักยภาพของตลาดกาแฟจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดเครื่องดื่มที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อหักจำนวนร้านกาแฟที่ปิดตัวออกแล้ว จำนวนร้านกาแฟในจีนเพิ่มขึ้นสุทธิเพียงประมาณ 12,000 ร้านต่อปี เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแม้ตลาดกาแฟจีนยังมีการขยายตัว แต่ก็เป็นการขยายตัวท่ามกลางการคัดเลือกผู้จะอยู่รอดโดยตลาดที่เข้มข้น แบรนด์ร้านกาแฟที่สามารถอยู่รอดได้ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่มีขนาดใหญ่ มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ หรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ในระยะยาว
บทสรุป

แม้ตลาดกาแฟของจีนจะยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงที่สุดในโลก จากจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและแนวโน้มการบริโภคกาแฟที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมือง แต่ในขณะเดียวกัน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของผู้เล่นในตลาดก็ได้ทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายฝ่ายเริ่มเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “สงครามร้านกาแฟ” ในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การเข้ามาของผู้เล่นจำนวนมาก ตั้งแต่เชนระดับโลกอย่าง Starbucks ไปจนถึงแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Luckin Coffee รวมถึงบริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นที่หันมาลงทุนในธุรกิจกาแฟ ได้ทำให้ตลาดมีความคึกคักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงก็สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะด้านต้นทุน การกำหนดราคา และการรักษาฐานลูกค้า
ในตลาดที่มีร้านกาแฟเปิดใหม่อย่างต่อเนื่องในจีน ความท้าทายที่แท้จริงของผู้ประกอบการ จึงไม่ได้อยู่ที่การเปิดร้านใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างโมเดลธุรกิจที่สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันที่ดุเดือด
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าตลาดกาแฟในประเทศจีนจะยังคงมีพื้นที่สำหรับการเติบโต แต่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการปรับตัว สร้างความแตกต่าง และรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในตลาดที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในปัจจุบัน
แหล่งข้อมูล
- https://citly.me/lX9Kr
- https://citly.me/8mkHe
- https://citly.me/Nd7YC
- https://citly.me/fhsFQ
- https://citly.me/cmdJ2
- https://citly.me/PhMKb
- https://citly.me/XvHAd
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




