7 ข้อดีทำงานตั้งแต่เด็ก! พลิกชีวิตให้ เป็นเศรษฐีได้

ย้อนกลับไปสมัยเด็กอายุ 8-9 ขวบถามว่าตอนนั้นเราทำอะไร? อายุประมาณนี้ก็คงอยู่ประมาณ ป.3 หรือ ป.4 ถ้าพ่อแม่มีเงินหน่อยเราก็คงได้วิ่งเล่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์กันไป แต่บางคนชีวิตไม่ได้ดีขนาดนั้น อายุ 8-9 ขวบบางคนต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน

ชีวิตวัยเด็กของใครหลายคนอาจหดหายไปความสุขที่ควรจะมีบางทีกลับไม่มีแต่ในความโชคร้ายก็มีเรื่องดีๆ เพราะเด็กเหล่านี้มีโอกาสพลิกชีวิต เป็นเศรษฐีได้ มากกว่าเด็กที่อยู่อย่างสุขสบายชนิดที่แทบทำอะไรไม่เป็นเลย

www.ThaiSMEsCenter.com เห็นประวัติชีวิตของเจ้าสัวเมืองไทยหรือนักธุรกิจระดับโลกมากมายที่ช่วงชีวิตวัยเด็กดราม่ายิ่งกว่าละครหลังข่าวไม่ว่าจะเป็น Steve Jobs , ลีกาซิงค์ , Jack Ma ฯลฯ คนเหล่านี้พิสูจน์ให้โลกรู้ว่าการทำงานหนักแต่เด็กไม่ใช่เรื่องโหดร้ายแต่มันคือใบเบิกทางสู่การ เป็นเศรษฐีได้ ดียิ่งขึ้น

mkm
ภาพจาก bit.ly/2F68GjG

พูดแบบนี้ก็ใช่ว่าจะให้เด็กๆ เลิกเรียนแล้วหันมาทำงานกันอย่างเดียว อย่างไรเรื่องการศึกษาก็ยังสำคัญลองสังเกตเด็กเก่ง เอาทั้ง Steve Jobs , Bill Gates และ Mark Zuckerberg ทุกคนเรียนหนังสือหมด แต่สังเกตให้ดีว่า เขาไม่ได้สนใบปริญญา เขาเรียนเอาแต่ความรู้ พอโอกาสมาปั๊บ ก็วิ่งเข้าใส่เลย

โลกนี้ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด เวลาชีวิตก็มีเท่าๆกันดังนั้น การที่คนนึงจะแตกต่าง กับ อีกคน อย่างมากมาย ก็แปลว่า คนๆนั้น ต้องฝึกมาแตกต่างประเด็นมันอยู่ที่ “เป้าหมาย” คนเก่ง มัก จะมุ่งไปหมายไปที่ การได้ “ความรู้” แต่คนส่วนใหญ่จะมุ่งที่ “เกรดและใบปริญญา” สิ่งนี้เองที่ทำให้คนทั้งสองแตกต่างกันมาก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้และได้ระบุว่า 2 สิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อช่วยให้ชีวิตมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตได้ คือ ความรัก และการมีจริยธรรมในการทำงาน Julie Lythcott-Haims กล่าวถึงข้อสรุปของงานวิจัยว่า “จากการศึกษาวิจัยพบว่าความสำเร็จของลูก เริ่มต้นขึ้นจากการทำงานบ้านในช่วงวัยเด็ก ยิ่งให้ลูกเริ่มต้นเร็ว เขาก็จะยิ่งเรียนรู้ได้ดีขึ้น

mkm1
ภาพจาก bit.ly/2MFESRh

แต่หากบ้านไหนสปอยล์ลูก ไม่ให้เขาลงมือทำงานอะไรเลย เขาก็จะคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องมีคนมาทำให้ แล้วเขาก็จะซึมซับพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำงานบ้านเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการเรียน การทำการบ้าน เป็นต้น

ยกตัวอย่าง Li Ka-shing นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จจากฮ่องกง เขาลาออกจากโรงเรียนและออกมาทำงานเพื่อหารายได้ช่วยครอบครัวตั้งแต่อายุ 15 เริ่มต้นจากการทำงานในโรงงานพลาสติก และให้ความพยายามอดทนและจัดกระบวนความคิดของตัวเองจนสุดท้ายก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำให้เขากลายเป็นอภิมหาเศรษฐีแม้จะตอนเด็กจะเริ่มจากคนที่ไม่มีอะไรเลยก็ตาม

ดังนั้นการทำงานหนักตั้งแต่เด็กจึงไม่ใช่โชคร้ายแต่ทว่ามันมีด้านดีๆ ที่ทำให้การันตีว่าโอกาสประสบความสำเร็จของคนประเภทนี้มีสูง

1.ได้รู้จักคุณค่าของเงิน

rii

เมื่อเราเป็นเด็กเราย่อมรู้จักแต่เป็นฝ่ายรับ ไม่มีทางเลยที่เราจะรู้ว่าคุณค่าของเงินมันมากมายขนาดไหน จนกว่าเด็กคนนั้นจะได้ลองทำงานแลกเงินเอง สิ่งที่เขาจะได้คือรู้จักวางแผนการใช้เงินที่ได้มาอย่างยากลำบาก ก็เป็นอีกเส้นทางที่ทำให้ในอนาคตเรากลายเป็นคนที่วางแผนการเงินได้เก่ง และไม่ใช้เงินจนเกินตัว

2.รู้จักวางแผนการใช้ชีวิตตัวเอง

rii1

เด็กบางคนพ่อแม่ไม่มี ต้องอยู่กับญาติ หรืออยู่กับผุ้อุปการะ หลายคนก็กลายเป็นเศรษฐีเพราะรู้จักวางแผนชีวิตให้ตัวเอง ไม่ได้เอาจุดด้อยของตัวเองมาทำเป็นเรื่องใหญ่โต แต่กลับมีความพยายามที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้พ้นจากสภาพที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ นั้นคือการพยายามใช้ชีวิต อย่างมีเป้าหมายและแบบแผน

3.เรียนรู้ความผิดหวัง

rii3

ทุกการลงทุนไม่มีคำว่าสมหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้หากไม่เรียนรู้แต่เด็ก จะกลายเป็นคนที่ผิดหวังไม่เป็น อยากได้อะไรต้องได้ อยากมีอะไรต้องมี แต่การทำงานหนักๆเพื่อให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง บางครั้งผ่านความเสียใจมานับไม่ถ้วนแต่วันที่ได้ในสิ่งที่ตั้งใจเส้นทางที่เดินผ่านมาคือความรู้สึกที่มีค่ามาก

4.รู้จักการแก้ปัญหาและหาทางป้องกันปัญหา

rii4

การทำงานแต่เด็กจะหล่อหลอมให้เราค่อยๆคิดแก้ปัญหาวิเคราะห์ปัญหา เหมือนกับการสะสมประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก จนเมื่อเราเติบโตเราจะมีภูมิหลังที่เคยเรียนรู้ว่าสิ่งที่เราเคยเจอมันมีค่ามาก นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาได้

5.มุมมองของทำธุรกิจจะกว้างขึ้น

rii5

มีคนกล่าวว่า “ตอนเราเป็นเด็กจะมีจินตนาการที่ผู้ใหญ่เองอาจคาดไม่ถึง” การทำงานหนักแต่เด็กอาจทำให้เราเกิดมุมมองที่แตกต่างออกไปและเป็นเป้าหมายให้เราเดินเพื่อก้าวไปให้ถึง นักธุรกิจหลายคนใช้จินตนาการที่มองเห็นจากตอนเด็กนี้กลายเป็นธุรกิจของตัวเองในตอนโตได้

6.พัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง

rii6

เมื่อทำงานแต่เด็กสิ่งที่ได้คือความรับผิดชอบต่อตัวเองที่ไม่ต้องมีใครมาคอยสั่งคอยสอน นั่นคือข้อดีที่เมื่อเราเติบโตขึ้นได้มีโอกาสทำงานสร้างฐานะเราจะกลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและรู้ลำดับว่าเราควรทำอะไรก่อนหลังถึงจะได้ผลดีที่สุด

7.โฟกัสเส้นทางที่ตัวเองจะเดินได้อย่างถูกต้อง

rii2

เด็กที่อยู่สุขสบายอยากได้อะไรก็ได้อยากมีอะไรก็มีชีวิตแทบจะเรียกว่าไม่มีเป้าหมาย แม้พ่อแม่จะวางเส้นทางชีวิตไว้ให้แต่ก็อาจไม่ใช่เส้นทางที่ตัวเองต้องการ แตกต่างจากเด็กที่ทำงานหนักแต่เด็กเขาจะมีเป้าหมายของตัวเองชัดเจน ว่าต้องการอะไร และเขาจะพยายามสุดฤทธิ์ที่จะก้าวไปตามเส้นทางที่เขาเลือกนั้น นั้นคือการโฟกัสเป้าหมายตัวเองที่เด็กคนไหนไม่เคยได้เจอกับความลำบากไม่มีทางมองเห็นได้

เด็กสมัยนี้โชคดีกว่าเด็กสมัยก่อนที่มีเทคโนโลยีเขามาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะการฝึกความสามารถเฉพาะทางเช่น ภาษาอังกฤษ ที่หากเรารู้จักใช้เครื่องมือโซเชี่ยลให้เกิดประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ถ้าทำควบคู่กับงานจะเสริมความสามารถของเราให้เติบโตได้เร็วขึ้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็เร็วขึ้นเช่นกัน

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

line

ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่

www.thaifranchisecenter.com/document/index.php

[Total: 0    Average: 0/5]

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด

Main Sponsors

Happy Sponsors