อวสานรายการเด็ก กำไรน้อย ไม่คุ้มค่าลงทุน

ความทรงจำของคนไทยหลายช่วงวัย คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงความสำคัญของ “รายการเด็ก” ยุคเฟื่องฟูที่สุดของรายการเด็กไทยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2525-2550 ในสมัยนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่รายการสำหรับความเพลิดเพลิน แต่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อการพัฒนาสมอง ทักษะ และจิตใจของเด็กอย่างแท้จริง

แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ของรายการเด็กในประเทศไทยกลับดูเหมือนกำลังเข้าสู่ยุค “อวสาน” หรือบางคนก็บอกว่า ไม่ใช่แค่อวสานแต่คือตายไปจากเมืองไทยตั้งนานแล้วต่างหาก

ยุคทองของ “รายการเด็ก” ความทรงจำที่ยังไม่ลืม

อวสานรายการเด็ก
ภาพจาก https://citly.me/oRslE

หากมองกันตามข้อเท็จจริงวงการโทรทัศน์ไทยตั้งแต่ยุคเก่าที่มีช่อง 4 บางขุนพรหม จนมาถึงยุคดิจิทัล พบว่ารายการเด็กอยู่ในภาวะที่เรียกว่าทรงกับทรุดมาโดยตลอดอาจมีบางช่วงเวลาที่เหมือนจะดี แต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลาฉาบฉวยและไม่เคยจีรังยั่งยืนได้ยาวนาน

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้โดยเฉพาะคนวัย 40+ ที่ยังจดจำภาพในวัยเด็กได้ชัดเจนทุกเช้า เราจะรีบตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน เพื่อมาดูรายการเด็ก เนื้อเพลงประจำรายการอย่าง “อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส” จากรายการเจ้าขุนทองทางช่อง 7 เรายังจำได้ไม่ลืม

และเป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกของเหล่าเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นมาเติมพลังความสดใส พร้อมรับสาระความรู้ และความสนุกไปกับหุ่นมือสารพัดสัตว์ก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน หรือรายการอย่าง “สโมสรผึ้งน้อย” ที่ออกอากาศทางช่อง 5

และ รายการ “เด็กดี” ที่ออกอากาศทางช่อง 9 รายการเหล่านี้ไม่ได้มีแค่เพลงและการ์ตูน แต่ยังมีช่วงสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการประดิษฐ์ รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม และยังมีอีกหลายรายการมากๆที่ทุกวันนี้เรายังจำกันได้ไม่รู้ลืมเช่น

  • เทเลทับบีส์ ทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2545 – 2548
  • ฮิวโก้เกม ทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2539 – 2540
  • กล้วยหอมจอมซน ออกอากาศทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2549 – 2552
  • ทุ่งแสงตะวัน ออกอากาศทางช่อง 11 เมื่อปี 2534 และย้ายมาช่อง 3 ตั้งแต่ปี 2535 (ปัจจุบันยังมีรายการอยู่)
  • ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ป.4 ทางช่อง 3 ที่ออกอากาศระหว่างปี 2550 -2553
  • ดิสนีย์คลับ ทางช่อง 7 ออกอากาศระหว่างปี 2535 – 2564
  • เกมทศกัณฐ์เด็ก ทางช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ ทีวี) ออกอากาศระหว่างปี 2547 – 2551
  • สู้เพื่อแม่ ทางช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ ทีวี) ออกอากาศระหว่างปี 2548 – 2550
  • ซูเปอร์จิ๋ว ทางช่อง 9 ระหว่างปี 2534 – 2558 และย้ายมา ช่อง 23 (เวิร์คพอยท์ ทีวี) ปี 2558 – 2559 พอมาถึงปี 2560 เปลี่ยนชื่อรายการเป็น ซูเปอร์เท็น
  • ช่อง 9 การ์ตูน ออกอากาศครั้งแรกปี 2523 จนมาถึงยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีรายการเด็กที่น่าสนใจอีกมากที่เราอาจจะกล่าวได้ไม่หมด ก็คงจะเป็นยุคที่เฟื่องฟูจริงๆ ตอกย้ำจากเรตติ้งรายการเด็กวันเสาร์-อาทิตย์ สูงลิ่วถึง 10–20 ในยุคที่ทีวีมีแค่ 5–7 ช่อง และเด็กๆไม่ได้รู้จักแค่การ์ตูนแต่ยังคุ้นเคยกับพิธีกรในแต่ละรายการถึงขนาดที่มีการจัดคอนเสิร์ตเด็ก มีแฟนคลับเด็ก มีของเล่นลิขสิทธิ์จากรายการ มีกิจกรรมตามห้างสรรพสินค้ากันอย่างครึกครื้น

สาเหตุที่ทำให้ “รายการเด็ก” ค่อยๆ หายไป

อวสานรายการเด็ก
ภาพจาก https://citly.me/i8Cz2

ข้อมูลน่าสนใจ ที่เก็บรวบรวมโดย กสทช. ระบุว่าในปี 2558 ยังมีรายการสำหรับเด็กอยู่ประมาณ 700 รายการ แต่ในปี 2563 เหลือเพียง 200 รายการ มาจนถึงปัจจุบันคือ 2568 มีรายการเด็กเหลือน้อยมาก อาจไม่ถึง 20 รายการ แต่ก็เป็นตัวเลขในเชิงปริมาณแต่ถ้าพูดถึงคุณภาพเมื่อเทียบกับสมัยก่อนถือว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่ค่อยได้รับความนิยมจากเด็กและเยาวชนมากนัก

ย้อนไปดูว่าช่วงปี 2540 ที่มีวิกฤต IMF รายการเด็กที่คนไทยผลิตเองหายไปเกือบหมด คนที่ยังทำอยู่ก็ต้องใช้เงินตัวเองในการทำรายการด้วยตัวเอง การหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนก็ยากแสนยากเพราะส่วนใหญ่มองว่ารายการเด็กไม่สร้างรายได้ ถ้าลงทุนไป ก็เหมือนทำบุญ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของสังคมไทย ที่มองข้ามเรื่องของ เด็กๆ มาโดยตลอด

แม้จะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของสื่อสำหรับเด็กมาตั้งแต่ปี 2522 ที่มีการจัดประชุมเรื่องแนวทางการพัฒนารายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก มาช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบ ว่าจะทำอย่างไรให้โทรทัศน์สำหรับเด็กพัฒนาขึ้นได้ และมีสื่อเด็กที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่มันก็เป็นแค่แนวทาง เพราะในความเป็นจริงไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติใช้ให้เกิดผลจริงสักเท่าไร ถ้าให้ไปไล่เรียงเอาแบบเห็นภาพชัดๆ สาเหตุที่ทำให้รายการเด็กค่อยๆทยอยหายไปก็มีอีกหลายสาเหตุร่วมด้วยเช่น

อวสานรายการเด็ก
ภาพจาก https://app.envato.com

1.การมาของทีวีดิจิทัลปี 2557

ช่องเด็กโดยเฉพาะ เช่น Kids TV, Kiddy Station เกิดขึ้นมาเกือบ 10 ช่อง แต่ส่วนใหญ่เน้นการ์ตูนล้วน ๆ ไม่มีรายการที่เด็กเป็นพิธีกรหรือเนื้อหาที่น่าสนใจแถม งบโฆษณาของเล่นและสินค้าเด็กถูกกระจายไปหลายช่อง รายได้ต่อช่องจึงน้อยลงมาก ยิ่งกว่านั้นช่องที่เคยให้ความสำคัญกับรายการเด็กอย่าง 3, 7, 9 เริ่มลดช่วงรายการเด็กลง เพราะเรตติ้งแพ้ละครและเกมโชว์ผู้ใหญ่

2.การมาของ YouTube และ Streaming

เด็กไทยเปลี่ยนไปดู YouTube ตั้งแต่อายุ 3–4 ขวบ คอนเทนต์เด็กต่างประเทศ อย่าง Ryan’s World, Like Nastya, Vlad & Niki มีงบมหาศาล ผลิตวันต่อวัน และพ่อแม่ยอมจ่าย Netflix, Disney+ เพื่อให้ลูกดูการ์ตูนพากย์ไทยคุณภาพสูง แทนที่จะรอรายการทีวีสัปดาห์ละครั้ง

ภาพจาก https://app.envato.com

3.ค่าผลิตสูงแต่รายได้ต่ำ

รายการเด็กต้องใช้พิธีกรเด็ก ซึ่งก็โตเร็ว ทำงานได้ 3-5 ปี ก็ต้องเปลี่ยนพิธีกรใหม่ ต้องมีทีมครู นักจิตวิทยาเด็ก กุมารแพทย์ดูแลเนื้อหา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแพงมาก และยิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อผู้ลงโฆษณา อย่างแบรนด์ ขนม นม ของเล่น เริ่มย้ายงบไปโฆษณาใน YouTube ที่เจาะกลุ่มแม่และเด็กได้แม่นยำกว่า

4.กฎระเบียบที่เข้มงวด

ในปี 2554–2560 กสทช. ออกกฎคุ้มครองเด็กเข้มข้นมาก เช่น ห้ามโฆษณาอาหารขยะในช่วงรายการเด็ก ทำให้ผู้ลงโฆษณาลดน้อยลงยิ่งขึ้นไปอีก รายการเด็กที่เหลือเลยขาดรายได้หลักทันที

แม้ในตอนที่เปลี่ยนผ่านเป็นทีวีดิจิทัล กสทช. ได้ออกประกาศเรื่อง ‘หลักเกณฑ์การจัดทําผังรายการสําหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ โดยขอให้มีเวลาอย่างน้อย 60 นาที ให้รายการสำหรับเด็ก เหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ลืมตาอ้าปากมาได้อีกครั้ง

แต่ในที่สุดก็เรียกได้ว่าเป็นการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก เพราะแม้ทีวีหมวดหมู่เด็กจะเก็บค่าใบอนุญาตต่ำกว่าช่องอื่นๆ แต่ก็ยังต้องใช้เงินอยู่ดี และไม่ค่อยมีนักลงทุนคนไหนที่จะสนใจเป็นสปอนเซอร์ รายการเด็กจึงเป็นแค่โมเดลที่คนพูดถึงแต่สุดท้ายก็ไม่ได้สานต่อและทยอยหายไปเรื่อยๆ

ตัวเลขน่าตกใจ เด็กไทยหันไปสนใจคอนเทนต์จากโซเชี่ยลมากขึ้น

ภาพจาก https://citly.me/LBVRp

ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้เด็กๆ เข้าถึงได้ง่ายการดูคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียอย่าง YouTube และ TikTok จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่าง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เด็กไทย

โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เกิดหลังปี 2540 และ Gen Alpha (ผู้ที่เกิดหลังปี 2553) กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสื่ออย่างรวดเร็ว จากรายการทีวีและหนังสือ ไปสู่คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนได้จากตัวเลขที่น่าตกใจคือ

  • 99% ของ Gen Z (อายุ 12-27 ปี) มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและมือถือ เด็กไทยใช้เวลากับหน้าจอเฉลี่ย 5-6 ชั่วโมงต่อวันมากกว่าคำแนะนำของ WHO ที่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีไม่เกิน 1 ชั่วโมง
  • 78% ของ Gen Z ใช้ TikTok เป็นประจำ เพราะชอบคอนเทนต์สั้น ๆ สนุก ๆ เช่น การเต้นรำ ชาเลนจ์ หรือรีวิวของเล่น
  • 53% ของ Gen Z ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากโซเชียลมีเดีย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า
  • 58% รู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ บนโซเชียล เช่น “ทำไมเพื่อนมีไลค์เยอะกว่า” หรือ “ทำไมฉันไม่สวยเหมือนในคลิป”
  • 44% ยากต่อการเลิกใช้ และ 18% บอกว่า “เลิกไม่ได้เลย” ทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับ โดยเด็กไทยนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง/คืน ถึง 40%

ตัวเลขเหล่านี้คือผลพลอยได้จากการที่สังคมเปลี่ยนไป รายการเด็กที่เน้นคุณภาพไม่มีให้ดู แต่กลายเป็นโทรศัพท์และอินเทอร์เนตเข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใหญ่ไม่มีเวลาให้กับเด็ก เด็กจึงสามารถเข้าอะไรก็ได้แบบไม่ถูกจำกัด

เด็กอาจได้เห็นอะไรที่ยังไม่เหมาะกับวัยของเขา หรือได้เรียนรู้ค่านิยมว่าทำแบบไหนแล้วจะดัง หรือทำแบบไหนจะได้ยอดวิว ได้เงิน และแม้จะมี YouTube Kids ที่คัดกรองเนื้อหาวิดีโอสำหรับเด็กแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด

ในยุคที่ “โทรทัศน์” ไม่ใช่สื่อหลัก “รายการเด็ก” ยังมีโอกาสฟื้นกลับมาแค่ไหน?

ภาพจาก https://app.envato.com

เราต้องกลับมาดูว่า “เด็กไม่ดูโทรทัศน์แล้ว” เป็นแค่ความคิดของเราหรือในความเป็นจริงคือโทรทัศน์มันไม่มีอะไรให้น่าสนใจจนไม่มีใครอยากดู เวลาผู้ใหญ่ผลิตรายการเด็ก มักชอบคิดว่าจะสอนอะไร และเอาการสอนมาเป็นตัวนำ ถ้าเราอยากให้เด็กรู้สึกว่ารายการสำหรับเด็กในโทรทัศน์มันสนุกกว่าในโซเชี่ยล ต้องเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่ก่อนต้องให้เด็กรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การสอนหรือความพยายามในการยัดเยียดจนเด็กขาดความสนุก

อย่างในต่างประเทศสื่อที่เป็นรายการเด็กจะมีการมอบรางวัลที่เปรียบเสมือนกับออสการ์ของรายการเด็ก ชื่อรางวัล Prix Jeunesse การผลิตเนื้อหาต้องเอาเด็กเป็นตัวตั้ง ดูว่าเด็กมีความต้องการและความสนใจอะไร และสำคัญสุดถ้ารายการเด็กจะฟื้นขึ้นมาได้ก็ต้องอยู่ที่ “ผู้ใหญ่” ว่าให้ความสำคัญกับ “อนาคตของชาติ” มากแค่ไหน

การลงทุนในรายการเด็กต้องมองเด็กเป็นจุดศูนย์กลางจริงๆ ต้องสมดุลกับสิ่งที่เด็กสนใจและอยากพัฒนาตัวเองด้วย นโยบายของภาครัฐจึงต้องชัดเจนและมีแผนดำเนินการในเรื่องนี้จริงจังไม่ใช่มองว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ที่ยังไม่เร่งด่วน

ถ้าคิดได้แค่นี้รายการเด็กที่เหลือเพียงน้อยนิดในวันนี้ก็จะหายและกลายเป็นศูนย์ในทันที ทุกอย่างเกิดจากสังคมที่เปลี่ยนแปลง ผนวกกับความคิดของผู้ใหญ่ที่ไม่ได้มองเห็นปัญหานี้อย่างจริงจัง

รายการเด็กอาจไม่อวสานเพราะไม่มีเด็กดู แต่จะอวสานเพราะ “ระบบ” ที่ไม่มีใครสนับสนุน ไปถามเด็กรุ่นนี้ในอีก 10 ปีข้างหน้าคงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับรายการเด็กเหมือนเราในยุคก่อน กลายเป็นค่านิยมที่ปลูกฝังกันแบบผิดๆ การจุดประกายให้พื้นที่สื่อสำหรับเด็กกลับมาอีกครั้ง

จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจโทรทัศน์ แต่เป็นภารกิจระดับชาติที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับอนาคตของชาติอย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูล: https://www.the101.world/end-of-kids-tv-program

จากบทสัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.มรรยาท อัครจันทโชติ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด