อวสานบุฟเฟ่ต์ราคาถูก ในวันที่เชนใหญ่ครองตลาด

ในอดีตบุฟเฟ่ต์ราคาถูก ถือเป็นทางเลือกยอดนิยมของผู้บริโภคชาวไทย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายและทานได้ไม่อั้น แต่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา


ตลาดนี้เริ่มเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจซบเซา ต้นทุนวัตถุดดิบที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ค่าครองชีพสูง ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันในตลาดที่มีความเข้มข้นมากขึ้น

ภาพรวมตลาดบุฟเฟ่ต์ไทยยังถือว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ตลาดร้านอาหารโดยรวมในประเทศไทยคาดว่าจะมีมูลค่า 572,000 ล้านบาท เติบโต 5–7% จากปีก่อน กลุ่มร้านอาหารแบบ Full Service มีมูลค่าตลาดสูงถึง 213,000 ล้านบาท เติบโต 2.9% ส่วนร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ยังถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนมูลค่าการเติบโตของตลาด

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดโดยรวมยังขยายตัว แต่บุฟเฟ่ต์ราคาถูกสุดกลับเริ่มถูกบีบจากต้นทุนที่สูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นคุณค่าและประสบการณ์มากขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่เปลี่ยนโฟกัสไปยังกลุ่มราคาระดับกลางไปจนถึงราคาพรีเมียม

สัญญาณเหล่านี้ชี้ว่า ยุคของบุฟเฟ่ต์ราคาถูกกำลังอยู่บนเส้นทางของการเปลี่ยนผ่าน แม้ภาพรวมตลาดยังคงเติบโต แต่ผู้ประกอบการจเป็นต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอดในสนามแข่งขันที่ทวีความรุนแรง

ต้นทุนพุ่ง กดดันฐาน “บุฟเฟ่ต์ราคาถูก”

จากภาวะต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการร้านบุฟเฟ่ต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มร้านบุฟเฟ่ต์ที่ตั้งราคาจำหน่ายในระดับต่ำกว่า 200–300 บาทต่อหัว ซึ่งมีส่วนต่างของกำไร (margin) ค่อนข้างมีจำกัดอยู่แล้ว

แรงกดดันจากต้นทุนแรงงาน

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจร้านอาหารเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยร้านบุฟเฟ่ต์มีลักษณะการให้บริการที่ต้องใช้พนักงานจำนวนมาก ทั้งในส่วนครัว บริการหน้าร้าน และการเติมไลน์อาหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนต้นทุนแรงงานมีแนวโน้มสูงกว่าร้านอาหารทั่วไป

ผู้ประกอบการหลายๆ รายแม้จะมีการปรับเปลี่ยนระบบ เช่น ลดจำนวนพนักงานต่อกะ หรือใช้ระบบบริการตนเอง (self-service) มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด

ต้นทุนวัตถุดิบและค่าครองชีพปรับขึ้นต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบอาหาร ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผักสด รวมถึงวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ส่งผลให้ “ต้นทุนต่อจาน” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เช่น ค่าไฟฟ้า (จากการใช้เตา เตาย่าง ตู้แช่) และค่าเช่าพื้นที่ในทำเลเมือง ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ต้นทุนโดยรวมของร้านบุฟเฟ่ต์เพิ่มขึ้นในหลายๆ ส่วนพร้อมกัน

ทางเลือกจำกัด ปรับราคา หรือ ลดคุณภาพ

ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว ผู้ประกอบการร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัด ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ค่อนข้างจำกัด ได้แก่ การปรับขึ้นราคา ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียฐานลูกค้ากลุ่มอ่อนไหวต่อราคา (price-sensitive), การปรับลดคุณภาพหรือปริมาณวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ผู้บริโภคและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ทั้งสองแนวทางล้วนแต่มีผลกระทบเชิงลบในระยะยาว หากไม่สามารถบริหารความสมดุลได้อย่างเหมาะสม

ผู้บริโภคจาก “กินให้คุ้ม” สู่ “คุ้มค่าทั้งประสบการณ์”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ราคาถูกเผชิญกับแรงกดดัน คือ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริมาณเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์โดยรวมมากขึ้นอย่างชัดเจน

จาก “กินจุก” สู่ “กินดี”

เดิมทีจุดขายหลักของร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัดคือการกินได้ไม่อั้นในราคาถูก โดยผู้บริโภคจำนวนมากมุ่งเน้นความสำคัญกับความคุ้มค่าในเชิงปริมาณ เช่น การทานให้มากที่สุดเพื่อให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนในเมืองและคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบ เช่น ความสด สะอาด หรือแหล่งที่มา, รสชาติและความหลากหลายของเมนู

รวมถึงความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัย พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ “บุฟเฟ่ต์ราคาถูกที่เน้นปริมาณ” เพียงอย่างเดียว เริ่มไม่ตอบโจทย์ความต้องการอีกต่อไป

มิติของ “ประสบการณ์” มีบทบาทมากขึ้น

นอกเหนือจากคุณภาพอาหาร ประสบการณ์ภายในร้านกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศร้านและการตกแต่ง, ความสะดวกสบายในการใช้บริการ, การจัดวางอาหารและไลน์บุฟเฟ่ต์ ตลอดจนองค์ประกอบที่สร้างความแตกต่าง เช่น เมนูพิเศษเฉพาะร้าน หรือกิจกรรมภายในร้าน

ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลสูง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังให้ความสำคัญกับความสามารถในการแชร์ (shareability) เช่น มุมถ่ายภาพ หรือการจัดจานที่สวยงาม ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การบริโภค

จาก “ราคาถูก” สู่ “ความคุ้มค่า”


แม้ว่าราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจใช้บริการ แต่ผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาราคาต่ำที่สุดเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่ประเมินในมิติของ “ความคุ้มค่า” (value for money) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างราคากับสิ่งที่จะได้รับโดยรวม

กล่าวคือ ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น หากได้รับวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีกว่า, ได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่า และมีความมั่นใจในมาตรฐานการให้บริการของร้าน
ปัจจัยเชิงจิตวิทยาที่กระทบการตัดสินใจ

นอกเหนือจากต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญต่อธุรกิจบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัด คือ การรับรู้ของผู้บริโภค (consumer perception) ที่มีต่อความคุ้มค่า โดยในช่วงหลังมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางลบมากขึ้น

คุณภาพสวนทางราคา

ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อ “ความคุ้มค่า” ของบุฟเฟ่ต์ราคาถูก โดยมองว่าราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สอดคล้องกับคุณภาพของอาหารและบริการที่ได้รับ

ข้อสังเกตที่พบได้บ่อย ได้แก่ คุณภาพวัตถุดิบลดลง เช่น ความสดหรือความหลากหลายของวัตถุดิบ, ปริมาณหรือชนิดเมนูถูกจำกัดมากขึ้น, มาตรฐานการให้บริการไม่มีความสม่ำเสมอ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับประสบการณ์จริงในร้าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความพึงพอใจของลูกค้า

ความจำเจของรูปแบบและเมนู

บุฟเฟ่ต์ราคาประหยัดจำนวนไม่น้อยมีข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนเมนูหรือพัฒนาสินค้าใหม่ เนื่องจากต้องการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ส่งผลให้รายการอาหารมีลักษณะซ้ำเดิม และขาดความน่าสนใจในระยะยาว

ในบริบทที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น ความจำเจดังกล่าวกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มองหาประสบการณ์ใหม่ หรือความแตกต่างในการรับประทานอาหาร

ทางเลือกใหม่ที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคมีทางเลือกอื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารที่บ้าน ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นจากทั้งปัจจัยด้านความประหยัดและความสะดวก, ร้านอาหารรูปแบบอื่น เช่น อะลาคาร์ต (à la carte) หรือร้านเฉพาะทางที่เน้นคุณภาพ รวมถึงบริการเดลิเวอรี ซึ่งช่วยให้เข้าถึงอาหารหลากหลายประเภทได้ง่ายขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้บริโภคบางส่วนมองว่าทางเลือกเหล่านี้ให้ความคุ้มค่า หรือ ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์มากกว่าบุฟเฟ่ต์ราคาถูก ดังนั้น การที่ผู้บริโภครู้สึกว่า “ไม่คุ้ม” แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจกลับมาใช้บริการซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าได้ในระยะยาว

บุฟเฟ่ต์ “ยกระดับสู่กลาง–พรีเมียม”

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ คือ การยกระดับราคาและคุณภาพอาหารของตลาดโดยรวม ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันตลาดบุฟเฟ่ต์สามารถแบ่งออกเป็น 6 ระดับหลัก ได้แก่

  • ไม่เกิน 99 บาท – ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงข้างทาง
  • 100–399 บาท – บุฟเฟ่ต์ราคาประหยัด เช่น สุกี้ตี๋น้อย ลัคกี้สุกี้ โบนัสสุกี้ ฯลฯ
  • 400–899 บาท – บุฟเฟ่ต์ระดับกลาง กินในห้าง รวมขนมหวาน
  • 900–1,599 บาท – ระดับพรีเมียม, ซีฟู้ดแบบจัดเต็ม
  • 1,600–2,999 บาท – บุฟเฟ่ต์ระดับพรีเมียมพ่วงห้องพัก หรือห้องอาหารโรงแรม
  • 3,000 บาทขึ้นไป – บุฟเฟ่ต์ระดับซุปเปอร์พรีเมียม บริการห้องไพรเวท วากิว อูนิ

แนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ สมรภูมิการแข่งขันของตลาดกำลังเคลื่อนตัวไปอยู่ในช่วงราคา 400–899 บาท ซึ่งกลายเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยอมรับได้ และผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนได้สมดุลมากกว่า

ยกระดับสินค้าและบริการ


ผู้ประกอบการในกลุ่มราคากลางเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยเพิ่ม “คุณภาพวัตถุดิบ” และ “ความหลากหลายของเมนู” เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่า เช่น การเพิ่มเมนูเนื้อวัวเกรดดี หรือเนื้อพรีเมียม, การนำเสนออาหารทะเลคุณภาพสูงมากขึ้น, การพัฒนาไลน์อาหารเฉพาะทาง เช่น เมนูนำเข้า หรือเมนูตามฤดูกาล

ขณะเดียวกัน ยังมีการปรับปรุงววิธีการสร้างประสบการณ์ภายในร้าน ทั้งด้านบรรยากาศ การบริการ และภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อรองรับการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น

แรงบีบต่อกลุ่มราคาประหยัด

การขยับขึ้นของตลาดในภาพรวม ส่งผลให้กลุ่มบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัดเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองด้าน กล่าวคือ ไม่สามารถลดราคาได้มากไปกว่านี้

เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และไม่สามารถยกระดับคุณภาพมาตรฐานได้เทียบเท่าร้านบุฟเฟ่ต์กลุ่มระดับราคากลางๆ เพราะมีข้อจำกัดด้านต้นทุน ผลลัพธ์ก็คือ ร้านบุฟเฟ่ต์กลุ่มระดับราคาต่ำสุดเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในด้านราคาและคุณภาพมาตรฐาน เมื่อเทียบกับร้านระดับกลางๆ ในตลาด

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดบุฟเฟ่ต์ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะยกระดับทั้งระบบ โดยมีระดับราคากลางเป็นแกนหลักของการแข่งขัน

“สงครามบุฟเฟ่ต์” เร่งให้รายเล็กหายจากตลาด

นอกเหนือจากปัจจัยด้านต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โครงสร้างการแข่งขันของธุรกิจบุฟเฟ่ต์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นอีกแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัด อยู่รอดได้ยากขึ้น

ตลาดที่ “เข้าได้ง่าย แต่อยู่ยาก”

ธุรกิจบุฟเฟ่ต์ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบร้านอาหารที่มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดไม่สูงมาก ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่าย เมื่อเทียบกับร้านอาหารบางประเภท

อย่างไรก็ตาม การอยู่รอดในระยะยาวกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากต้องบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูง, ต้องควบคุมคุณภาพอาหารและบริการอย่างสม่ำเสมอ, ต้องมีปริมาณลูกค้าที่เพียงพอเพื่อให้เกิดความคุ้มทุน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “เปิดเร็ว ปิดเร็ว” ในตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มร้านบุฟเฟ่ต์ราคาต่ำ

ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของผู้เล่นรายใหญ่

ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือเชนร้านอาหารมีความได้เปรียบในหลายด้านที่สำคัญ ได้แก่ ซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ สามารถจัดหาวัตถุดิบในปริมาณมาก ทำให้ต่อรองราคาได้ดีกว่า และควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอ

ต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่า (economies of scale) จากการดำเนินธุรกิจหลายสาขา ทำให้กระจายต้นทุนคงที่ได้ดีกว่า เช่น ค่าโลจิสติกส์ ระบบจัดการ และการตลาด

ศักยภาพด้านการตลาดและโปรโมชัน สามารถจัดแคมเปญส่งเสริมการขายในระดับที่รุนแรงได้ เช่น ส่วนลด แพ็กเกจ หรือการร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับเดียวกัน

แรงกดดันต่อผู้ประกอบการรายเล็ก

ภายใต้การแข่งขันดังกล่าว ร้านบุฟเฟ่ต์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะที่ใช้กลยุทธ์ “ราคาถูก” เป็นจุดขายหลัก ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

ได้แก่ ไม่สามารถลดราคาสู้เชนใหญ่ได้โดยไม่กระทบต้นทุน, ไม่สามารถยกระดับคุณภาพได้มากพอภายใต้ข้อจำกัดด้านเงินทุน และ ขาดงบประมาณในการสร้างแบรนด์และดึงดูดลูกค้า

เมื่อรวมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้น ทำให้ร้านขนาดเล็กสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

สรุป

ตลาดบุฟเฟ่ต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากยุคที่เน้นราคาถูกและปริมาณของเมนู สู่ยุคที่เน้นคุณค่าและประสบการณ์

ผู้ประกอบการร้านบุฟเฟ่ต์ต้องปรับตัวทั้งในด้านราคา คุณภาพอาหาร การตลาด และกลยุทธ์การทำกำไรเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและอยู่รอดในตลาดบุฟเฟ่ต์ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

บุฟเฟ่ต์กลุ่มราคาระดับกลางๆ และระดับพรีเมียม กลายเป็นสนามแข่งขันหลักของหลายแบรนด์

ส่วนร้านบุฟเฟ่ต์ราคาถูกที่สุดต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง หากไม่สามารถสร้างความแตกต่างหรือควบคุมต้นทุนได้อย่างเหมาะสม ตลาดกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ยุคของบุฟเฟ่ต์ราคาถูกสุดกำลังจบลง แต่ยังเปิดโอกาสให้กับร้านที่สร้างคุณค่าและประสบการณ์ให้ลูกค้าได้จริง

แหล่งข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช