สูตรลับ “สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี” แบบขายดีทุกวัน!

ปี 2569 มองว่าเศรษฐกิจน่าจะหนัก ใครไม่แน่จริงอยู่ยาก เป็นคำพูดที่เหมือนไม่ได้สร้างกำลังใจ แต่ในความเป็นจริง คนที่รู้จักการวางแผน มองอนาคตจะเป็นธุรกิจที่อยู่รอด

ถ้าบอกว่าปี 2569 ทำธุรกิจอะไรก็ไม่รอดดูจะเกินจริงไปหน่อย เอาเป็นว่าน่าจะเป็นปีที่เน้นการคัดกรองมากเป็นพิเศษ คนที่มีวิสัยทัศน์ดีเท่านั้นจึงจะไปต่อไปได้ ถ้ามองตามเทรนด์แล้วธุรกิจที่โอกาสสำเร็จก็เช่น

  • Pet Wellness : ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยง อย่างอาหารพรีเมียม, โรงแรม, คลินิก
  • สินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุ เช่น แอปสุขภาพ, อุปกรณ์อำนวยความสะดวก, การท่องเที่ยววัยเกษียณ
  • ธุรกิจที่ใช้ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจัยความสำเร็จไม่ได้ชี้วัดที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวการทำธุรกิจในปี 2569 จะให้รอดและรุ่งได้ต้องไม่ใช่แค่การเอา AI เข้ามาช่วยตอบแชท แต่ต้องใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและจัดการสต็อกเพื่อลดต้นทุน

รวมถึงการเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นยอดขาย มาเป็นการรักษากำไรสุทธิและกระแสเงินสด เพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องได้มากที่สุด ส่วนในด้านการตลาดหากเน้นเจาะกลุ่มวงกว้างอาจเป็นเรื่องยาก ทางที่ดีคือเน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจะเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจได้ดีกว่า

วิเคราะห์ปัญหาของ SMEs ในปี 2569 ต้องเผชิญอะไรบ้าง?

สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี"
ภาพจาก https://app.envato.com

ปัญหาหลักก็คือ “กำลังซื้อ” ที่ยังไม่ฟื้นแต่ภาพรวมก็ใช่ว่าจะแย่ไปทั้งหมด ยังพอมีกลุ่มกำลังซื้อสูงและพร้อมจ่ายถ้าแยกเป็น 2 กลุ่มคือ

  • กลุ่มบน มีกำลังซื้อสูงและพร้อมจ่าย โดยมีพฤติกรรมการซื้อที่ไม่ได้มองแค่ราคาแต่มองหาคุณค่าที่จะได้รับ (Value Proposition) ที่ชัดเจนเช่นเพื่อ ความสะดวกสบาย , สุขภาพ และ ภาพลักษณ์ตัวเอง กลุ่มนี้จะเน้นสินค้า Experience (ประสบการณ์) และสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการได้
  • กลุ่มกลางถึงล่าง คือกลุ่มที่ เปราะบาง ที่สุด เพราะมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงและรายได้คงที่ กลุ่มนี้จะเกิดพฤติกรรม Brand Switching หรือการเปลี่ยนไปหายี่ห้อที่ราคาถูกกว่าทันทีหากคุณภาพใกล้เคียงกัน และจะตัดสินใจซื้อด้วยการใช้ราคาเป็นหลัก

นอกจากนี้ในปี 2569 คาดว่าจะเกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า การจัดลำดับความสำคัญใหม่ หรือ Zero-Based Spending คือจะไม่ได้ตัดการใช้จ่ายทุกอย่าง แต่จะใช้วิธี ยอมประหยัดอย่างหนึ่งเพื่อไปซื้ออีกอย่างหนึ่ง เช่น ยอมจ่ายให้กับสิ่งที่มีความสุขเล็กๆอย่างกาแฟพรีเมี่ยม อาหารราคาไม่สูงนัก

หรือการซื้อวิตามินดูแลตัวเอง แต่จะประหยัดสุดขีดกับของใช้ที่ไม่จำเป็น อาหารที่แพงเกินไปหรือการเดินทางที่ราคาสูง อาจจะเกิดการเปรียบเทียบราคาจากหลายแพลตฟอร์มและตัดสินใจเอาแบบที่คุ้มที่สุด

ส่วนปัญหาอื่นๆ ของ SMEs ก็น่าจะเป็นปัญหาเดิมๆ ที่สานต่อมาจากปี 2568 ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน , ปัญหาต้นทุนทุกอย่างแพงมาก การสู้ในสงครามราคาไม่ไหว หรือรวมถึงปัญหาทางการเมือง สังคมและอื่นๆ ที่ต่างก็มีผลทำให้ธุรกิจที่สายป่านไม่ยาวจะต้องเจอปัญหาได้

สูตรลับ “สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี” ที่ SME มักมองข้าม

สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี"
ภาพจาก https://app.envato.com

ในเมื่อคาดคะเนแล้วว่าธุรกิจปี 2569 ต้องเจอความยากลำบากด้านไหนบ้าง คำถามคือแล้วจะมีหนทางไหนที่ให้ยึดเป็นหลักเพื่อความอยู่รอดได้

โดยมีทฤษฏีหนึ่งน่าสนใจที่เรียกว่า ทฤษฎี “สามเหลี่ยมความสำเร็จ” (Success Triangle) หรือบางทีก็เรียกว่าเป็น สูตรลับ “สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี แม้จะถูกเรียกต่างกันไป แต่หัวใจสำคัญที่เจ้าของธุรกิจยอมรับตรงกันสำหรับสูตรนี้ คือ

สินค้าดี (Product) + ระบบเดินได้เอง (System) + คนและทัศนคติ (People) = ความสำเร็จ

เราจะเห็นว่าสูตรนี้อ้างอิงถึงองค์ประกอบหลัก 3 ด้านที่ต้องสมดุลกัน หากขาดด้านใดด้านหนึ่งไป ธุรกิจจะสะดุดหรือเติบโตได้ยาก

1. Product & Market Fit (ตัวสินค้าและการตลาด)

ภาพจาก https://citly.me/oAkRC

ปี 2569 แค่การมีสินค้าที่ดีในตลาดไม่เพียงพอกับพฤติกรรมลูกค้า แต่ต้องให้ตอบสนองต่อความต้องการและเน้นความคุ้มค่าร่วมด้วย จากปัญหาว่า ขายให้ใคร จะเปลี่ยนเป็น เขาจะซื้อไปเพื่ออะไร เป็นนิยามใหม่ของความคุ้มค่าคือ

  • ความทนทาน + การใช้งาน หนึ่งชิ้นอาจทำได้หลายอย่าง หรืออายุการใช้งานนาน
  • คุ้มค่าทางอารมณ์ สามารถตอบโจทย์ความเครียดที่ต้องเผชิญ สินค้าสร้างความสุขเล็กๆให้คนซื้อได้
  • คุ้มค่าในเชิงความรู้สึก ยุคนี้คนจะซื้อเมื่อได้เลือกมาอย่างฉลาดที่สุด อ่านรีวิวจนมั่นใจ หรือซื้อในช่วงเวลาที่ดีที่สุด

วิธีการเบื้องต้นเพื่อทำการตลาดด้านนี้ให้เหมาะสมเช่นการบอกต้นทุนที่ชัดเจนว่าทำไมถึงขายราคานี้ ใช้วัตถุดิบอะไรเป็นพิเศษ สร้างความเชื่อมั่นให้คนรู้สึกว่าจ่ายแพงกว่าแต่ก็คุ้ม หรือแทนที่จะขายชิ้นเดียวอาจทำรวมเป็นแพ็กเกจที่ซื้อเยอะขึ้นแล้วราคาต่อหน่วยลดลงหรือมีระบบสมาชิกที่ให้สิทธิพิเศษ เป็นต้น

ยกตัวอย่างคือห้าง Pang Dong Lai ในจีนที่มีแค่ 13 สาขาอยู่ใน 2 เมืองใหญ่ แต่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1 แสนล้านบาท

ซึ่งมีนโยบายเน้นสร้างความสุขให้ลูกค้าและพนักงาน เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและบริการ จนลูกค้าที่เข้ามาใน Pang Dong Lai ไม่ได้สนใจเรื่องราคาแต่รู้สึกว่าเข้ามาใช้บริการที่นี่แล้วได้รับการดูแลอย่างดี และยังเป็นต้นแบบให้ธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ อยากทำตามโมเดลนี้ด้วย

2. Operational Excellence (ระบบการจัดการภายใน)

สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี"
ภาพจาก https://app.envato.com

ปี 2569 หมดยุคที่เจ้าของต้องทำเองทุกอย่างแต่ต้องทำให้ธุรกิจเติบโตด้วย “ระบบ” โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องหลักๆคือ

  1. SOP (Standard Operating Procedure) สร้าง “คู่มือปฏิบัติการ” การมี SOP ไม่ได้มีไว้สำหรับโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ร้านเล็กๆ ก็ต้องมี เพื่อลดความผิดพลาด OP ในปี 2569 ควรอยู่ในรูปแบบ “Digital & Visual” เช่น คลิปวิดีโอสั้นๆ บนมือถือ หรือ Check-list ในแอปพลิเคชัน เพื่อให้พนักงานรุ่นใหม่เข้าใจง่ายและทำตามได้ทันที
  2. วินัยการเงินและการบริหาร “กระแสเงินสด” (Financial Discipline) หลักการสำคัญคือต้องใช้กฎ Separate & Salary ยกบัญชีธนาคารชัดเจน และเจ้าของต้องจ่าย “เงินเดือน” ให้ตัวเองในฐานะพนักงานคนหนึ่ง ห้ามหยิบเงินจากลิ้นชักร้านไปใช้ส่วนตัวเด็ดขาด รวมถึงในเรื่องของกระแสเงินสด (Cash Flow) ควรใช้ระบบ Real-time Dashboard เพื่อดูว่าเงินเข้า-ออกวันต่อวันเป็นอย่างไร เพื่อสำรองเงินไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนสำหรับภาวะฉุกเฉิน
  3. ใช้ “เครื่องมือ” แทน “แรงงาน” (Technology Adoption) คาดว่าต้นทุนด้านแรงงานในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น ทางออกสำหรับธุรกิจคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น เช่นการใช้ระบบ POS ที่หักสต็อกอัตโนมัติและส่งข้อมูลเข้าโปรแกรมบัญชีทันที ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องใช้คนมากแต่ได้ผลงานที่มีคุณภาพมากขึ้น

3. People & Mindset (คนและทัศนคติ)

ภาพจาก www.facebook.com/afteryoucafe

ภาพจาก www.facebook.com/afteryoucafe

เป็นเรื่องวิสัยทัศน์เจ้าของธุรกิจ ที่ต้องให้พนักงานรู้จักคิดและตัดสินใจเอง อย่าเอาทุกอย่างมารวมศูนย์ไว้ที่คนคนเดียวซึ่งจะกลายเป็นคอขวดในธุรกิจ มีผลต่อการแข่งขันกับแบรนด์อื่น ต้องรู้จักมองการณ์ไกล ไว้ใจในความคิดของบุคคลอื่น โดยเจ้าของกิจการเป็นผู้คอยควบคุมระบบในภาพรวม

ยกตัวอย่าง After You ในช่วงแรกเจ้าของอาจดูแลสูตรขนมเองทุกขั้นตอน แต่เมื่อขยายสาขา มากขึ้นได้สร้างระบบที่ให้ทีมบริหารสาขาสามารถตัดสินใจหน้างานได้ และสร้างทีม R&D ที่เข้าใจรสชาติแบบ After You โดยที่เจ้าของไม่ต้องยืนเฝ้าหน้าเตาตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังควรใช้ AI ในการหาความรู้และสร้างทัศนคติวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไหนๆ ก็ทำให้ไม่ได้ หากสร้างให้พนักงานรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กรได้ ย่อมจะได้รับผลดีในด้านความคิดและการลงมือทำจากพนักงานที่ทุ่มเทมากขึ้น

ทั้งนี้ ทฤษฎี “สามเหลี่ยมความสำเร็จ” (Success Triangle) อาจเป็นเพียงแค่หลักการตลาด แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งวิธีนี้นำไปประยุกต์ใช้กับทุกธุรกิจได้ เป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จในปี 2569 และปีต่อๆไป ธุรกิจที่ไม่เรียนรู้ ไม่ก้าวตามยุคสมัย ยังมั่นใจในสิ่งที่เคยทำ แม้จะเคยดีมาก่อนแต่ไม่ได้หมายความว่าจะดีต่อเนื่องไปในอนาคต

ดังนั้นการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอยากแล้วที่ต้องทำคือเข้าใจสินค้า เข้าใจคนทำงาน เช้าใจระบบ เข้าใจการตลาด ถ้าเริ่มต้นแบบนี้ได้โอกาสประสบความสำเร็จก็มากเช่นกัน

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด