สาวไส้ การตลาดจีน Chinese Marketing ที่ไม่เคยมีใครบอกคุณ!
การตลาดแบบ Social Commerce ในจีนเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2024-2025 มีมูลค่าสูงกว่า 5.37 แสนล้านดอลลาร์หรือประมาณ 19 ล้านล้านบาท มีจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในจีนคาดว่าจะทะลุ 1.2 พันล้านคน ในปี 2025
โดยคนจีนใช้เวลาเฉลี่ยบนแพลตฟอร์มเหล่านี้สูงถึง 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งการไลฟ์สดขายของ (Live Streaming) ยังคงเป็นเครื่องมือสร้างยอดขายอันดับหนึ่ง โดยมีแพลตฟอร์มอย่าง Douyin (TikTok จีน) และ Kuaishou เป็นผู้นำตลาด ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าคนจีนเองก็มีเทคนิคในการไลฟ์ขายของที่ไม่ธรรมดา มีการปรับกลยุทธ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมความต้องการลูกค้า โดยมีหลากหลายวิธีที่เราควรศึกษาไว้
1.ไลฟ์สดจากโรงงาน (Industrial Live-streaming)

ขณะที่เราชินตากับการเห็นแม่ค้ามาไลฟ์ขายของ แต่จีนไปไกลกว่านั้นถึงขั้นไลฟ์สดจากโรงงาน แต่ก็มีคำถามอีกว่า “ทำได้จริงเหรอ” คำตอบคือจีนทำได้ ในประเทศจีน
ความเป็นส่วนตัวหรือความลับทางการค้าในโรงงานถูกลดความสำคัญลง เมื่อเทียบกับ ยอดขาย ที่จะตาม ส่วนใหญ่โรงงานที่ไลฟ์สดคือ โรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ไลฟ์โดยเฉพาะ เช่น การกั้นโซนหนึ่งในโรงงานให้สะอาดเป็นพิเศษ ติดไฟสว่างๆ และมีขาตั้งกล้องถาวร เพื่อให้พนักงานหรือ Streamer สามารถยืนพูดหน้าสายพานที่กำลังผลิตได้
แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องความลับรั่วไหล เพราะเขาจะเลี่ยงความลับทางเทคนิคที่ไม่ต้องการให้รู้แต่จะเน้นความเร็วและจำนวนให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตมากกว่า
ถึงขนาดที่เมืองหางโจวเขามีตึกที่รวมเอาห้องไลฟ์สดและโรงงานผลิตไว้ในที่เดียวกัน คนขายเดินผ่านแค่ประตูบานเดียวก็ไปถึงในส่วนของฝ่ายการผลิตได้เลย
ในส่วนของยอดขายวิธีนี้เพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อได้ 5-10% ที่สำคัญลดอัตราการคืนสินค้า (Return Rate) ได้15-20% เพราะลูกค้าเห็น “ของจริง” จนพอใจแล้วก่อนกดสั่ง
2.การเปลี่ยนสินค้าทุกๆ 3 วินาที (Fast-Paced Live Selling)

เป็นศิลปะการขายที่ผสมผสานระหว่าง การแสดง และ จิตวิทยาการเร่งเร้า ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่การอธิบายสรรพคุณ แต่คือการทำให้คนดู ตกใจและกดซื้อก่อนที่จะทันได้ใช้สมองส่วนเหตุผล
สาเหตุที่ต้องทำให้เร็วขนาดนั้นอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะอัลกอริทึมของ TikTok/Douyin จะวัดว่าคนดู เลื่อนผ่านหนี หรือไม่ การเปลี่ยนสินค้าทุก 3 วินาทีจะทำให้ตาของคนดูต้องโฟกัสภาพใหม่ตลอดเวลา เป็นการ “สะกดจิต” ให้คนไม่เลื่อนผ่าน และเมื่อของมาเร็วและไปเร็วมาก สมองจะเข้าสู่โหมด “Survival” กลัวว่าถ้าไม่กดตอนนี้ ของจะหายไปตลอดกาล (FOMO)
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของ Zheng Xiang Xiang ที่ทำยอดขายถล่มทลายกว่า 100 ล้านหยวน (ประมาณ 500 ล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 7 วัน โดยใช้เวลาพรีเซนต์สินค้าแต่ละชิ้นไม่เกิน 3 วินาที!
อย่างไรก็ดีหลังปรากฏการณ์นี้ แพลตฟอร์ม Douyin (TikTok จีน) ได้เริ่มปรับกฎระเบียบ เพราะมองว่าการขายแบบนี้ให้ข้อมูลสินค้า “น้อยเกินไป” ต่อผู้บริโภค ทำให้ปัจจุบันต้องปรับสไตล์ให้มีการพูดถึงสรรพคุณสินค้ามากขึ้น
3.จ้าง “KOC” (Key Opinion Consumer) สร้างยอดขายได้มากกว่า

ในขณะที่คนไทยเน้นจ้าง Influencer ดังๆ (KOL) แต่จีนขยับไปสู่ KOC หรือ ผู้บริโภคตัวจริง ในการไลฟ์ขายสินค้า เพราะคนจีนยุคใหม่มีพฤติกรรมเบื่อโฆษณาที่เกินจริงมากไป แต่อยากจะรู้ว่าคนใช้จริงได้ผลอย่างไร
ที่สำคัญได้ผลในเชิงคุณภาพมากกว่า สมมุติว่าการจ้างดารา 1 คนใช้เงิน 1 ล้านบาท แต่เงินเท่ากันนี้ไปจ้าง KOC ได้ถึง 1,000 คน ค่าจ้างคนละ 1,000 บาท เป็นต้น และที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อ KOC 1,000 คน โพสต์รูปสินค้าเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน อัลกอริทึมของโซเชียล เช่น Xiaohongshu หรือ TikTok จะเข้าใจว่านี่คือ เทรนด์ และยิ่งดันโพสต์เหล่านั้นให้คนเห็นมากขึ้น
จนกลายเป็นกระแส ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ๆในจีนมีทีมงานหรือใช้ซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการ KOC โดยเฉพาะ
ยกตัวอย่าง Perfect Diary แบรนด์เครื่องสำอางของจีนที่ล้มแบรนด์ใหญ่อย่าง L’Oreal หรือ Estée Lauder ในตลาดจีนด้วยการจ้าง KOC ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 500 ขึ้น เพื่อให้ลงรูป Swatches (การปาดสีเครื่องสำอางบนแขน) หรือรูป Before & After ที่ถ่ายด้วยมือถือแบบไม่ต้องใช้โปรแกรมแต่งภาพ
ผลลัพธ์คือมื่อผู้หญิงจีนค้นหาคำว่า ลิปสติก จะเจอรีวิวจากคนธรรมดาๆ เป็นจำนวนมาก จนรู้สึกว่า ของมันต้องมี เพราะใครๆ ก็ใช้กัน ส่งผลให้แบรนด์เติบโตจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ NYSE ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี
4.กลยุทธ์ AI Digital Human

คือการไลฟ์สดโดยใช้ AI เข้ามาแทนคน ซึ่งในปี 2024-2025 จีนพัฒนาเทคโนโลยีไปถึงขั้นที่เรียกว่า Digital Twin ที่ไม่ใช่แค่การขยับปากแต่ AI สามารถเลียนแบบท่าทางประจำตัว การขยับมือ และน้ำเสียงที่มีจังหวะจะโคนเหมือนต้นฉบับเป๊ะๆซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องจ้างคนที่ไลฟ์สดเก่ง หรือคนดังที่มีราคาแพง
แค่ใช้เทคโนโลยีนี้ก็ไลฟ์สดได้ 24 ชั่วโมงแบบไม่ต้องพัก แต่ก็มีปัญหาเช่นกันเพราะ AI ยังสร้าง อารมณ์ร่วม หรือมุกตลกแบบที่มนุษย์ทำไม่ได้หรือสินค้าที่องใช้ความน่าเชื่อถือสูงมากๆ หรือต้องใช้ประสาทสัมผัสรีวิว คนดูก็ยังอยากเห็นการรีวิวจากคนจริงๆ มากกว่า
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Luo Yonghao อินฟลูเอนเซอร์ของจีน เคยใช้ AI ไลฟ์เพียง 6 ชั่วโมงแต่ทำยอดขายได้สูงถึง 7.6 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 270 ล้านบาท) โดยที่ตัวจริงไม่ได้นั่งอยู่หน้ากล้อง
หรือกรณีของ Brother แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในจีนที่ใช้ AI ไลฟ์ขายเครื่องปริ้นท์เตอร์ ซึ่งทำยอดขายได้ประมาณ 90,000 บาท ภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ใช้คนไลฟ์ถึง 30%
5.เทคนิคการขายแบบตัดพ่อค้าคนกลางทิ้ง (Consumer-to-Manufacturer)

โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนจากผลิตแล้วค่อยไปหาคนซื้อ กลายเป็น รู้ว่าคนจะซื้ออะไรแล้วค่อยผลิต ซึ่งฉีกจากการขายแบบเดิมคือ B2C วิธีนี้สินค้าจะส่งจากโรงงานถึงหน้าบ้านลูกค้า ลดต้นทุนการตลาด การฝากขาย การขนส่งหลายต่อทำให้ราคาถูกกว่าเดิมมาก
วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในจีนเพราะโรงงานในจีนมักอยู่รวมกันเป็นกระจุก เช่น เมืองนี้ทำแต่รองเท้า เมืองนี้ทำแต่ของเล่น ทำให้การปรับเปลี่ยนการผลิตทำได้รวดเร็วมาก ทุกอย่างเชื่อมโยงกันด้วยแอปเดียวตั้งแต่คนซื้อ การชำระเงิน ระบบการผลิต และจัดส่งไปถึงลูกค้า
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ TEMU ซึ่งจะรับออร์เดอร์จากลูกค้าผ่านแอป และเมื่อโรงงานรู้ว่ามีออร์เดอร์จำนวนเท่าไหร่ก็จะเริ่มทำการผลิต ทำให้ลูกค้าได้สินค้าราคาถูก และโรงงานก็คุ้มค่าในการผลิต หรือ Pinduoduo ที่เป็นแบรนด์แรกๆของจีนที่ใช้กลยุทธ์นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพิ่มยอดขายได้มากเช่นกัน
เปรียบเทียบตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ระหว่าง “ไทย” และ “จีน”

ในปี 2024-2025 แม้ว่าคนไทยจะครองแชมป์โลกในด้านการช้อปปิ้งออนไลน์บ่อยที่สุด แต่จีนยังคงเป็นต้นแบบที่ก้าวล้ำกว่าในด้านเทคโนโลยี ในแง่ของมูลค่าเราต่างจากจีนอยู่เยอะ
หรือถ้าดูในเรื่องแพลตฟอร์ม จีนใช้ Super Apps ที่เบ็ดเสร็จในแอปเดียว เช่น Douyin (TikTok จีน) และ WeChat ซึ่งผู้ใช้สามารถดูรีวิว จ่ายเงิน และติดตามสถานะขนส่งได้โดยไม่ต้องออกจากแอป ขณะที่ในเมืองไทยยังมีลักษณะเป็น Hybrid คือใช้หลายแอปสลับกัน เช่น
- TikTok Shop มาแรงที่สุดในด้าน Video Commerce
- Facebook & LINE เป็นช่องทางหลักสำหรับ Chat Commerce (การทักแชทสอบถามก่อนซื้อ)
- Marketplace อย่าง Shopee/Lazada ก็เริ่มผันตัวมาทำ Live Commerce แข่งกับโซเชียลมีเดีย
แต่ภาพรวมของทั้งตลาดไทย และจีน ก็มีข้อดีข้อเสียในตัว อย่างตลาดจีน มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เน้นระบบอัตโนมัติและข้อได้เปรียบด้านการผลิต ในขณะที่ไทย เน้นการตลาดโซเชี่ยลแบบพูดคุยกันระหว่างคนซื้อกับคนขายชัดเจนกว่า และในปี 2026 ก็คาดว่าตลาดโซเชี่ยลคอมเมิร์ชของไทยเองก็จะมีการพัฒนาไปมากยิ่งขึ้นด้วย
ทั้งนี้กลยุทธ์ที่จีนนำมาใช้ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เราอาจต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเช่น Group Buying หรือการทำให้การซื้อของกลายเป็นเกมที่สนุกเช่นยิ่งแชร์ยิ่งลด รวมถึงกลยุทธ์อย่าง Blind Stream ที่เป็นการไลฟ์แบบไม่เห็นหน้า/ไม่เห็นสินค้า เพื่อความสงสัยให้ลูกค้าจนคนดูครบตามกำหนดก็จะเปิดให้เห็นสินค้าที่อยู่ภายใน
ข้อดีของวิธีนี้คือทำให้คนดูอยู่ในไลฟ์ได้สูงส่วนใหญ่จะดูจนจบเพิ่มอัตราการซื้อและเพิ่มจำนวนการเข้าถึงให้สินค้าเป็นที่รู้จักได้มากขึ้นด้วย
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




