สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่การออกแบบโลโก้สวยๆ แต่สิ่งสำคัญคือการค้นหาจุดยืน (Brand Identity & Purpose) ว่าสินค้าของเราแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า? สินค้าเราต่างจากคนอื่นยังไง ? นอกจากนั้นต้องรู้จักหากลุ่มเป้าหมายซึ่งจะกลายเป็นฐานลูกค้าของแบรนด์ได้จริง โดยมีตัวเลขน่าสนใจเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ที่ควรรู้คือ

  • 33% คือตัวเลข รายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย หากแบรนด์มีการนำเสนอที่สม่ำเสมอในทุกแพลตฟอร์ม
  • 5 – 7 ครั้ง คือจำนวนครั้งที่ลูกค้าต้องเห็นแบรนด์ผ่านตา ก่อนจะเริ่ม จดจำแบรนด์ ได้ (Brand Recognition)
  • 81% ของผู้บริโภคระบุว่าต้อง เชื่อใจแบรนด์ ก่อน ถึงจะตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 71% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับความรู้สึก
  • 92% ของผู้บริโภคเชื่อถือแบรนด์จากคำแนะนำ เช่นการรีวิวต่างๆ

อย่างไรก็ดีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการของการสร้างแบรนด์สินค้าก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้เป็นสินค้าที่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย

ยุค Branding 1.0 “เน้นผลิตให้มาก ขายเชิงปริมาณ”

สร้าง “Brand”
ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นยุคที่นักการตลาดเรียกว่า Product-Centric Era ความต้องการ (Demand) มีมากกว่าสินค้าที่มีขาย (Supply) ใครที่มีโรงงาน มีเครื่องจักร จะได้เปรียบมาก ยุคนี้แบรนด์มักจะไม่ง้อลูกค้าเนื่องจากคู่แข่งมีน้อย

การจะสร้างแบรนด์แข่งขันกันในยุคนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการสร้างโรงงานและระบบขนส่ง (Logistics) แบรนด์ใหญ่ที่มีเงินทุนมากกว่า จึงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเอาใจลูกค้ามากนัก ในยุคนี้บริษัทมักจะมี แผนกขาย ที่แข็งแกร่งกว่า แผนกการตลาด เน้นแค่ว่าผลิตมาเท่าไหร่ก็ต้องขายให้หมด จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือแบรนด์ในยุคนี้

มักจะใช้ ชื่อนามสกุลของเจ้าของ มาเป็นชื่อแบรนด์ เช่น Ford, Heineken, Hershey, Bayer, John Deere เพราะในยุคนี้ไม่มีอะไรจะยืนยัน ความน่าเชื่อถือ ได้ดีไปกว่าการเอาชื่อตัวเองและตระกูลมาเป็นประกันคุณภาพสินค้า

ในมุมของลูกค้าเนื่องจาก การผลิต (Supply) ยังไม่ล้นตลาดเหมือนปัจจุบัน ผู้บริโภคจึงมีความรู้สึกว่าสินค้าเป็นของหายากหรือมีค่า และลูกค้าตัดสินใจซื้อจากเหตุผลด้านการใช้งาน เป็นหลัก เช่น สบู่ สำหรับการอาบน้ำ, ยาสีฟันสำหรับทำความสะอาดฟัน ไม่มีการแบ่งแยกตามไลฟ์สไตล์ เช่น สบู่สำหรับคนผิวแห้ง หรือยาสีฟันเพื่อลดคราบหินปูน

ในด้านการประชาสัมพันธ์เน้น สื่อสารผ่านทางเดียว (One-way Communication) เช่น วิทยุ หน้าหนังสือพิมพ์ หรือป้ายประกาศขนาดใหญ่ เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบว่ามีสินค้าพร้อมที่จะจำหน่าย ไม่ได้เน้นการจูงใจด้วยอารมณ์ แต่เน้นการให้ข้อมูล โฆษณาส่วนใหญ่จะบอกแค่ว่า “ผงซักฟอกนี้ซักสะอาด” หรือ “ยานี้แก้ปวดหัว” เท่านั้น ในส่วนของบริการหลังการขายยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลูกค้าในยุคนี้แค่ซื้อของได้ตามมาตรฐานที่ประกาศไว้ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว

อย่างไรก็ดียุคการสร้างแบรนด์รูปแบบนี้เริ่มเสื่อมคลายลงเมื่อ คู่แข่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีโรงงานผลิตของเหมือนๆ กันออกมาเต็มตลาด อำนาจการเลือกจึงตกไปอยู่ในมือของ ผู้บริโภค แทน ทำให้แบรนด์ต้องเริ่มหันมาทำการตลาด (Marketing) และสร้างความต่างทางอารมณ์ในยุคต่อมา

Branding ยุค 4.0 “สินค้า” ต้องตามใจ “ลูกค้า”

สร้าง “Brand”
ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในยุคนี้ แบรนด์ไหนที่ยังทำตัวเป็นที่หนึ่ง ไม่สนใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามักจะไม่ประสบความสำเร็จ การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ไม่ใช่แค่การทำให้ลูกค้าเห็น แต่ต้องทำให้ลูกค้าอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์ โดยมีเคล็ดลับ 5 ข้อสำหรับการสร้างแบรนด์คือ

  • ตั้งคำถาม “Why” ก่อนสร้างแบรนด์ ทำไมลูกค้าจะต้องซื้อสินค้าของเรา ทำไมถึงมั่นใจว่าสินค้านี้ดีต่อลูกค้า
  • การเล่าเรื่อง Storytelling อย่างเดียวไม่พอต้องแสดงความจริงใจให้ลูกค้าเห็นด้วย
  • ลูกค้าในยุคนี้ต้องการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ถ้าต้องการออกโปรดักส์ใหม่ก็ควรต้องมีพื้นที่ให้ลูกค้ามาแสดงความคิดเห็น
  • ลูกค้าต้องการสินค้าที่รู้ใจ อาจมีการใช้ระบบสมาชิกหรือ Social Listening เพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายแต่ละคนชอบอะไร แล้วนำเสนอสินค้าหรือเนื้อหาที่ตรงใจ เช่นเดียวกับกรณีของ Netflix
  • อย่าหนีปัญหาแต่ต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมาพร้อมยอมรับและบอกวิธีแก้ไขเพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในครั้งต่อไป

กลยุทธ์การสร้งแบรนด์ที่ได้ผลในยุคนี้ต้องกล้าแสดงจุดยืน , ฟังมากกว่าพูด มีความสม่ำเสมอจริงใจในสินค้าและบริการเพราะลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลของแบรนด์ได้อย่างรวดเร็วและทันที อะไรที่เป็นกระแสแม้เพียงนิดเดียวก็สามารถกระพือให้เป็นที่รู้จักได้แค่ชั่วข้ามคืน

ยกตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น Dove ที่ชูจุดเด่นของแบรนด์คือเชิดชู ความสวยที่แท้จริง ของผู้หญิงทุกรูปร่างและทุกสีผิวเปลี่ยนจาก การขายสบู่ เป็นการขายความมั่นใจให้ผู้หญิง ผลคือแบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของการผู้หญิงไปทั่วโลก หรือการที่ Nike สนับสนุนนักอเมริกันฟุตบอลที่ประท้วงการเหยียดสีผิว แม้จะเป็นการเสียลูกค้ากลุ่มหนึ่งไป แต่ยอดขายของ Nike กลับพุ่งสูงขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มองว่าแบรนด์กล้าเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นต้น

ในส่วนของแบรนด์ที่ก้าวตามยุคสมัยไม่ทันก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจเช่นแป้งน้ำมองเล่ย่ะ / แป้งเย็นตรางู แม้ในอดีตจะมีมาตรฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งมาก แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านแบรนด์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่น้อยลง แม้จะยังขายได้ในกลุ่มฐานลูกค้าเดิม แต่เสียโอกาสในการสร้าง Community หรือการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทำให้ค่อยๆ ถูกแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี ที่เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) แย่งส่วนแบ่งตลาดไป

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในปี 2026

ภาพจาก https://app.envato.com

ในปี 2026 แบรนด์ไม่ได้ถูกตัดสินแค่จากโลโก้ แต่ถูกตัดสินจาก วิธีที่แบรนด์คิด เพราะลูกค้าปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่าน AI แชทบอท และระบบค้นหาอัจฉริยะมากขึ้น โดยมี 3 เคล็ดลับสำคัญคือ

  1. ลูกค้าจะเชื่อในสิ่งที่แบรนด์ทำให้เห็นจริง ไม่ใช่แค่การพูดชวนเชื่อ แต่ลูกค้าต้องได้เห็นจริง เช่นอย่าบอกว่าแบรนด์พร้อมคืนกำไรให้สังคม แต่ควรมีระบบคืนกำไรสู่สังคมที่ตรวจสอบได้ผ่าน Blockchain หรือการมีส่วนร่วมในชุมชนที่จับต้องได้
  2. ใช้ AI เป็นผู้ช่วยไม่ใช่แค่เอาไว้ตอบคำถาม แบรนด์ควรใช้ AI วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Hyper-Personalization) เช่น การแนะนำสินค้าตามอารมณ์หรือสภาพอากาศในตอนนั้น
  3. โปร่งใส ตรวจสอบได้ คือการทำให้ลูกค้าในยุคนี้เชื่อมั่นแบรนด์มากขึ้น เช่นการเปิดเผยที่มาของวัตถุดิบ ราคาต้นทุน หรือการใช้ QR Code บนสินค้าที่สแกนแล้วเห็นเส้นทางของสินค้า ตั้งแต่โรงงานจนถึงมือลูกค้า

นั่นหมายความว่าการสร้างแบรนด์ในปี 2026 จำเป็นต้องผนวกเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนสำคัญอาจจำเป็นต้องลงทุนในส่วนนี้เพิ่ม แต่ถ้ามองระยะยาวถือว่าคุ้มค้าโดยมีตัวเลขน่าสนใจเช่น

  • 33% คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเมื่อแบรนด์รักษา ความสม่ำเสมอของตัวตนในทุกช่องทาง
  • 81% ของผู้บริโภคจะ เพิกเฉย ต่อข้อความการตลาดที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ตรงใจ
  • 73% ของลูกค้าพร้อมที่จะ จ่ายเงินเพิ่ม ให้กับแบรนด์ที่แสดงความโปร่งใส อย่างชัดเจน
  • 70% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะแนะนำแบรนด์ต่อ หากแบรนด์นั้นมี Loyalty Program ที่มีคุณภาพและรู้ใจ
  • 65% ของผู้ใช้งาน AI เป็นกลุ่ม Gen Z และ Millennials ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อหลัก แบรนด์ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยสื่อสารจึงมีโอกาสเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้มากกว่า

การสร้างแบรนด์ ปี 2026 ในมุมของ “แฟรนไชส์”

ปี 2026 การสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขยายสาขาให้เยอะที่สุดอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านมาประกอบกันคือ

1.โมเดลแฟรนไชส์ที่ยืดหยุ่นได้ ในอดีตจะเน้นรูปแบบว่าต้องเหมือนกันทุกอย่าง แบรนด์แม่ไม่ยอมให้สาขาย่อยปรับเมนูหรือบริการให้เข้ากับความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งนับแต่นี้จำเป็นต้องเปลี่ยนโดยที่ต้องรักษามาตรฐานของแบรนด์ควบคู่กันด้วย อาจจะกำหนดสิ่งที่ห้ามเปลี่ยนเด็ดขาดเช่น สูตรเฉพาะ , โลโก้ , บริการที่เป็นจุดเด่น หรือมาตรฐานคุณภาพต่างๆ แต่อีก 20% ควรให้แฟรนไชส์ซีเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่น การจัดและตกแต่งร้าน การเพิ่มเมนูที่สอดคล้องกับคนในท้องถิ่นเป็นต้น

2.เน้นความจริงใจต่อผู้ลงทุนไม่เน้นสร้างภาพ การทำแฟรนไชส์ในอดีตที่เทคโนโลยียังมีบทบาทน้อย คนจะเชื่อตามคำพูดเจ้าของแบรนด์ ตรวจสอบหาข้อมูลเชิงลึกได้ยาก ต่างจากปัจจุบันที่การหาข้อมูลทำได้ง่าย ถ้าแฟรนไชส์เน้นแค่การสร้างภาพพูดจาดูดี แต่ถ้าผู้สนใจลงทุนตรวจสอบเชิงลึกไปแล้วไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ใข่แค่การตัดสินใจไม่ลงทุนแต่ออาจกลายเป็นการพูดต่อในวงกว้างที่มีผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้

3.ผสานการใช้เทคโนโลยีสู่ระบบแฟรนไชส์มากขึ้น จะมีผลทำให้คนสนใจรู้สึกมั่นใจและเลือกลงทุนง่ายขึ้นโดยเฉพาะระบบ AI ที่นับจากนี้มีผลต่อทุกธุรกิจ การพัฒนาเอาเทคโนโลยีมาอยู่ในระบบแฟรนไชส์เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูมีความทันสมัยและเป็นที่สนใจของนักลงทุนเพิ่มขึ้นได้ด้วย

สิ่งเหล่านี้คือเทคนิคของการสร้างแบรนด์ที่เราจะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่กำลังคิดสร้างแบรนด์ก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลรอบด้าน และพัฒนาแบรนด์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับโลกยุคใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่คุ้มค่าและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด