กับดักความสบาย คือหายนะของความรวย

เชื่อว่าทุกคนต้องฝันถึงชีวิตที่สุขสบาย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องดิ้นรน คนที่เริ่มต้นจากศูนย์ จึงพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดนั้น บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้

แต่ปัญหาที่น่าสนใจคือการขยับหนีจากความยากจน มาถึงระดับที่พอมีพอกินหลายคนกลับพอใจและหยุดแค่นั้นไม่เดินหน้าต่อ คิดในใจว่าตัวเรามาได้แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว แตกต่างจากคนที่มีฐานะร่ำรวยซึ่งจะไม่พอใจอยู่แค่จุดนั้น แต่จะกัดฟันดิ้นรนสู้ต่อ

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่ไปต่อก็เพราะติดกับดักของความสบายที่อีกมุมหนึ่งก็คือความคิดที่เป็นตัวถ่วงไม่ให้เรามีเงินมากขึ้น

ต้องมีเงินแค่ไหนในยุคนี้ถึงจะเรียกว่า “รวย”

หากจะอ้างอิงตามเกณฑ์ทางสถิติและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน สามารถแบ่งนิยามความรวยออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักคือ

1.กลุ่ม Top 1% ถ้าอยากอยู่ในกลุ่มนี้แสดงว่าเราต้องมีสินทรัพย์ที่หักลบหนี้สินแล้ว เกิน 35 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะก้าวเข้าสู่กลุ่มคนรวย 1% แรกของไทย ในอีกมุมหนึ่งถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเจ้าของกิจการที่มี รายได้ 300,000 บาทต่อเดือน ขึ้นไปก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระดับความรวยในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน

2.ความรวยจากอิสรภาพทางการเงิน หรือทฤษฏี 200 เท่า คือการมีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ มูลค่า 200 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ถ้าเราใช้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท ต้องมีสินทรัพย์ลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ที่สร้างปันผลหรือดอกเบี้ยให้ใช้ได้ตลอดไปโดยไม่ต้องทำงาน

3.วัดระดับความรวยจากความรู้สึก น่าจะเป็นนิยามความรวยของคนกลุ่มใหญ่ที่วัดจากความรู้สึกหลายอย่าง

เช่น เลิกกังวลเรื่องราคา สามารถเข้าร้านอาหารหรือซื้อของใช้จำเป็นได้โดยไม่ต้องพลิกดูป้ายราคา หรือไม่ต้องรอช่วงโปรโมชั่น รวมถึงการมีเงินสำรองมากพอที่จะสามารถลาออกจากงานโดยไม่เดือดร้อนไปอีก 2-3 ปี เป็นต้น

เปิดเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ “เงินเดือนสูง” แต่ก็ไม่รวย

กับดักความสบาย
ภาพจาก https://app.envato.com

ในทางเศรษฐศาสตร์มีกลุ่มคนประเภทหนึ่งที่เรียกว่า HENRYs ย่อมาจาก High Earners, Not Rich Yet คือกลุ่มที่รายได้สูง แต่ยังไม่รวย ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานอายุ 25-45 ปีที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย 2-3 เท่า

กลุ่มนี้มักมี อัตราการออมต่ำกว่า 5-10% ของรายได้ เพราะเงินส่วนใหญ่หมดไปกับ ค่าความสบาย เช่น ค่าสมาชิกฟิตเนส ,ค่าอาหาร Delivery  หรือการผ่อนสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

ความน่ากังวลของคนกลุ่มนี้คือหากรายได้สะดุดภายใน 3-6 เดือนจะเจอปัญหาทางการเงินที่หนักมาก เพราะติดกับดักค่าใช้จ่ายคงที่เพื่อความสบายที่สูงเกินไป

ถ้ามองในสัดส่วนการใช้เงินคนที่ติดกับดักความสบายมักใช้เงินแบบ 90/10 หรือใช้ 90 ออม 10 บางทีก็ไม่มีออมเลย ต่างจากคนที่ร่ำรวยซึ่งมีการวางแผนการเงินอย่างดี

ส่วนใหญ่ใช้กฎ 70/30 คือใช้จ่ายไม่เกิน 70% ของรายได้และอีก 30% นำไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคง มีสถิติที่น่าสนใจระบุว่า หากเราเก็บเงิน 30% ของรายได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี แล้วนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี จะมีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านได้เร็วกว่าคนที่เก็บ 10% ถึง 15 ปี

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรต้องรู้คือทุกๆความสบายมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ตัวเลขน่าสนใจระบุว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินแพงขึ้นเฉลี่ย 15-20% สำหรับบริการที่มอบความสะดวกสบายให้เช่น การสั่งอาหารผ่าน App ทุกมื้อ

หรือการซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อทุกครั้งแทนการซื้อสินค้าจากร้านค้าส่ง (พวกของใช้จำเป็นในบ้าน) ค่าความสบาย เหล่านี้ตลอดทั้งปี อาจคิดเป็นเงินสูงถึง 50,000 – 100,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นเงินก้อนที่สามารถนำไปลงทุนให้งอกเงยได้

กับดักความสบาย คือหายนะของความรวย

กับดักความสบาย
ภาพจาก https://app.envato.com

ถ้าแปรียบชีวิตการเงินเหมือนการเล่นเกม จะแบ่งออกเป็น 10 ระดับไล่ตั้งแต่ยากจนสุดขีด (Level 1) ไปจนถึงระดับมหาเศรษฐี (Level 10)

สิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ระดับล่างสุดแต่ส่วนใหญ่จะมากระจุกอยู่ที่ Level 4 หรือเรียกว่าเป็นชนชั้นกลาง (Middle Class) ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีความรู้ มีความสามารถ มีรายได้ประจำ แต่จนแล้วจนรอดก็ขยับไปไกลกว่านี้ไม่ได้ เพราะคำตอบง่ายๆคือ “ติดกับดักความสบาย” หรือการอยู่ใน Comfort Zone มากเกินไป

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอธิบายได้ตามหลักการทางจิตวิทยาง่ายๆว่าเมื่อเรายากจนหรือไม่มีเงิน สิ่งเหล่านี้จะบีบบังคับให้เราดิ้นรนเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างถึงที่สุด มันคือแรงผลักดันอย่างดีที่ช่วยถีบตัวเองเพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่สูงขึ้น;YP

จนเมื่อเราก้าวพ้นจุดนั้นและมายืนในพื้นที่ที่แตกต่าง มีเงินเดือน มีรถยนต์ มีบ้านหรือคอนโด มีเงินไปเที่ยว มีเงินจับจ่ายซื้อของ สภาวะนี้เองที่เรียกว่า “The Goldilocks Zone” คือมันไม่ลำบากพอที่จะทำให้เราอยากดิ้นรนเพื่อเปลี่ยนชีวิต

แต่ก็ไม่รวยพอที่จะให้เราเกษียณได้อย่างอิสระเช่นกัน มันคือสภาวะ “กบต้มในน้ำอุ่น” ที่จะค่อยๆ ลดทอนศักยภาพในการก้าวสู่ความรวยของเราไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าพิจารณาให้ลึกไปอีกว่าทำไมจากคนดิ้นรนถึงกลายเป็นคนที่ ไม่ยอมสู้ต่อ อาจเกิดจากปัจจัยดังนี้

  • ไม่กล้าลาออกไปทำตามความฝัน เพราะกลัวไม่มีเงินสำหรับการใช้จ่ายต่างๆ
  • ไม่กล้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงแต่กำไรสูง เพราะกลัวเงินเก็บที่มีจะหมดไป
  • กลัวที่จะต้องกลับไปลำบาก
  • กลัวที่จะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเพื่อขยายธุรกิจ
  • กลัวการเปลี่ยนแปลงและคิดว่าจุดที่อยู่ตอนนี้คือดีที่สุดแล้ว

ลดค่าความสบายลง 10% ชีวิตเราจะดีขึ้นแค่ไหน?

กับดักความสบาย
ภาพจาก https://app.envato.com

ความสบายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากได้ แต่ถ้าพอใจเท่านี้ แค่นี้ แต่ไม่มองถึงอนาคตข้างหน้าไม่มีการวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นแค่ความสุขแบบวันต่อวัน ถ้ามีปัญหาหรือภาระที่เพิ่มขึ้น

ชีวิตในวันข้างหน้าอาจจะไม่สบายและกลายเป็นลำบากแทน ทางที่ดีที่สุดคือลองลดความสบายลงสัก 10% จะช่วยให้อนาคตมั่นคงมากขึ้น

ยกตัวอย่างคนทำงานเงินเดือน 20,000 บาทหากเราลด ค่าความสบาย ลง 10% นั่นหมายความว่าเราจะดึงเงินออกมาลงทุนเดือนละ 2,000 บาท หรือเฉลี่ยเพียงวันละประมาณ 66 บาท เท่านั้น

และถ้านำเงินนี้ไปลงทุนในช่องทางที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี เช่น กองทุนดัชนีหุ้น หรือพอร์ตการลงทุนแบบผสม แบบสม่ำเสมอทุกเดือน (DCA) ภายในเวลา 10 ปี พบว่า

  • เงินต้นสะสม 2,000 x 120 เดือน =  240,000 บาท
  • ผลตอบแทน (กำไรจากดอกเบี้ยทบต้น) ประมาณ 106,170 บาท **
  • เงินรวมสุทธิเมื่อครบ 10 ปี = 346,170 บาท

แม้จะไม่ใช่เงินที่ทำให้เรากระโดดข้ามไปสู่คำว่าเศรษฐี แต่เงินก้อนนี้สามารถนำไปใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน หรือเป็นทุนในการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆได้

นอกจากนี้ถ้าเราทำตามวิธีนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถึง 20 ปีเงินนี้จะกลายเป็นยอดรวมประมาณ 1,041,000 บาท เป็นการหลุดจากกับดักความสบายที่ตัวเราเองก็จะไม่ลำบากในอนาคต

เป็นวิธีง่ายๆ แต่ต้องอาศัยวินัยในด้านการเงินอย่างเคร่งครัดช่วงแรกอาจไม่เห็นผลแต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่เศรษฐี ไม่ได้ขึ้นชื่อว่ารวยมาก แต่อนาคตจะไม่ลำบากเรื่องการเงินแน่นอน

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด