Laundré ไอเดียธุรกิจจากนักศึกษา ธุรกิจเน้น Branding & Design รายได้กว่า 15 ล้านบาทต่อปี

ธุรกิจไม่มีคำว่าถึงทางตัน อยู่ที่ไอเดียใครจะคิดแปลกแหวกแนวได้มากกว่า สมัยนี้คนไม่ต้องการความจำเจ แต่แสวงหาสิ่งใหม่ๆ แม้แต่ในวงการร้านสะดวกซักก็เช่นกัน ในเมืองไทยเราอาจเห็นภาพชินตากับร้านสะดวกซักที่มีเครื่องซักผ้าวางเรียงราย มีตู้หยอดเหรียญ มีโต๊ะสำหรับให้นั่งรอเวลามาใช้บริการ บรรยากาศในร้านก็ไม่ได้มีความแปลกแตกต่างกันสักเท่าไหร่

ซึ่งถ้าดู จากข้อมูลในปี 2568-2569 ตลาดซักรีดโดยรวมในไทยรวมทั้งแบบสะดวกซักและอุตสาหกรรม มีมูลค่าสูงกว่า 13,500 ล้านบาท ถ้าแยกออกเป็น 2 กลุ่มหลักจะพบว่า

  • กลุ่ม B2C (สะดวกซัก) มีสัดส่วนสูงและเติบโตเร็วมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท
  • กลุ่ม B2B (อุตสาหกรรม แม้จำนวนธุรกิจไม่เยอะเท่าร้านสะดวกซัก แต่ มูลค่าสัญญา ต่อรายนั้นสูงมาก คาดว่ามีมูลค่าอยู่ที่หลายพันล้านบาท และมีแนวโน้มโตตามภาคการท่องเที่ยวและสาธารณสุข

ไอเดียสุดเจ๋ง! ของร้านสะดวกซักในต่างประเทศ

ภาพจาก https://www.laundre.co

อุตสาหกรรมร้านสะดวกซัก (Laundromat) ปี 2025-2026 มีตัวเลขที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทำไมธุรกิจนี้ถึงยังมีโอกาสและมีความน่าลงทุน

  • ธุรกิจร้านสะดวกซักมี Success Rate สูงถึง 94.8% – 95% ในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งสูงกว่าร้านอาหาร ที่มีประมาณ20% หรือร้านค้าปลีกทั่วไป ที่มีค่า Success Rate ประมาณ 47%
  • ตลาด Laundromat ทั่วโลกในปี 2025 ที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด
  • เฉพาะในญี่ปุ่นมีร้านสะดวกซักกว่า 20,000 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1,000 แห่ง จนถึงปี 2030

อย่างไรก็ดีธุรกิจนี้สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการใส่ไอเดียน่าสนใจลงไป ในหลายประเทศทั่วโลก็มีแนวธุรกิจที่ชัดเจน พื้นฐานคือการเป็นร้านสะดวกซักแต่ก็มีจุดเด่นที่ดึงดูดลูกค้า

อย่างเช่น ร้านซักรีดในเยอรมนีหรือญี่ปุ่น ที่รวมร้านกาแฟคุณภาพสูงหรือบาร์คราฟต์เบียร์ไว้ในร้านซักผ้า มีที่นั่งทำงาน (Co-working space) พร้อม Wi-Fi แรงๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้มาทำงานบ้าน แต่มาพักผ่อน

หรือในบางประเทศทำร้านสะดวกซักที่ใช้ธีมของความยั่งยืน ใช้เครื่องซักผ้าประหยัดน้ำและพลังงานสูงสุด มีจุดรับบริจาคเสื้อผ้าเก่า หรือมุมแลกเปลี่ยนหนังสือ (Book Swap) เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

หรือบางร้านก็เน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มจุดเด่นไม่ใช่แค่จ่ายเงินผ่านแอป แต่แอปจะบอก ความหนาแน่น ของลูกค้าในร้านแบบ Real-time สามารถจองเครื่องล่วงหน้าได้ 15 นาที และมีบริการรับผ้าจากหน้าบ้านมาซักที่ร้านและส่งคืนเมื่อเสร็จ

และที่น่าสนใจที่ตอบรับกับกระแสยุคโซเชี่ยลคือร้านสะดวกซักบางแห่งชูไอเดียการออกแบบร้านให้เหมือนสตูดิโอถ่ายภาพ มีแสไฟหรือดีไซน์แบบ Minimalist เพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Z ให้มาใช้บริการพร้อมถ่ายรูปคอนเทนต์ลง TikTok หรือ Instagram ซึ่งเป็นการโปรโมทร้านไปในตัวได้ด้วย

Laundré ร้านสะดวกซัก เน้น Branding & Design

ภาพจาก https://citly.me/niKc7

เป็นธุรกิจร้านสะดวกซักที่มีเจ้าของคือ Ariana Roviello ซึ่งเริ่มธุรกิจนี้จากโปรเจกต์ในวิชาเรียนมหาวิทยาลัย แปลงมาจากประสบการณ์ร้านสะดวกซักแบบเก่าที่เคยใช้บริการและรู้สึกว่าไม่ประทับใจ มีแต่ความจำเจเดิมๆ จึงเกิดเป็นคำถามในใจว่าทำไมถึงจะเปลี่ยนให้ร้านสะดวกซักกลายเป็นสถานที่ที่สวยงามและน่าสนใจไม่ได้ จากไอเดียในแผ่นกระดาษที่เป็นโปรเจกต์จบครั้งนั้น ถูกนำมาพัฒนาต่อและกลายเป็น Laundré ธุรกิจร้านสะดวกซักที่เปิดตัวสาขาแรกบนถนน Divisadero ในซานฟรานซิสโก ด้วยคอนเซปต์ที่แปลกใหม่คือ

  • ออกแบบร้านให้มีความเป็น Scandi-Minimalist เน้นสีขาว แสงสว่างจากธรรมชาติ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทำให้ร้านดูเหมือนคาเฟ่แถบยุโรปเหนือมากกว่าร้านซักผ้า ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และ Content Creator ที่ชอบถ่ายรูป
  • ในช่วงแรก Laundré โด่งดังมากจากการมีเคาน์เตอร์กาแฟที่เสิร์ฟ Sightglass Coffee และขนมปังอบสดใหม่ (แต่ภายหลังบริกานี้ได้ถูกยกเลิกไป)
  • ลูกค้าสามารถนั่งทำงานผ่าน Wi-Fi ความเร็วสูงไปพร้อมๆ กับรอผ้าซักเสร็จ

ทั้งนี้ร้าน Laundré ถูกยกย่องให้เป็นต้นแบบของ Modern Laundromat ที่ ผสมผสานระหว่างร้านซักผ้า คาเฟ่ และ Community Space แม้จะประสบความสำเร็จมากในการสร้างแบรนด์จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่ก็เคยเผชิญกับดราม่าเรื่อง Gentrification หรือการทำให้พื้นที่ดูหรูเกินไปจนคนดั้งเดิมในย่านนั้นเข้าไม่ถึง ทำให้ต้องปิดส่วนคาเฟ่ไปในปี 2019 เพื่อหันมาโฟกัสที่การซักผ้าแบบพรีเมียม

อย่างไรก็ดี โมเดลของ Laundré คือเครื่องพิสูจน์ว่า Branding & Designสามารถเปลี่ยนธุรกิจที่ดูน่าเบื่ออย่างการซักผ้า ให้กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงได้ (Value Creation) ปัจจุบัน Laundré มี 2 สาขาหลักในซานฟรานซิสโก คือในย่าน Mission District และย่าน Divisadero

Laundré สร้างรายได้สูงกว่า 15 ล้านบาทต่อปี

ภาพจาก www.facebook.com/LAUNDRESF

ร้านสะดวกซักระดับพรีเมียมในย่านเมืองใหญ่รายได้เฉลี่ยประมาณ 5 แสน – 1 ล้านบาทต่อเดือนโดยขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพการให้บริการเป็นสำคัญ

ในส่วนของ Laundréซึ่งก็อยู่ในเมืองใหญ่เช่นกัน (ซานฟรานซิสโก) และมีรูปแบบการใช้บริการที่เน้นความพรีเมี่ยม โดยเฉพาะสถานที่ + บรรยากาศร้าน รวมถึงมีบริการ Wash & Fold (บริการซักพับ) สามารถ เพิ่มรายได้ส่วนนี้ได้ถึง 3 เท่า หลังจากหันมาใช้ระบบแอปพลิเคชันจัดการ โดยคิดค่าบริการเป็นรายปอนด์หรือรายกิโลกรัม ซึ่งมี Margin สูงกว่าการซักปกติ

นอกจากนี้ยังพัฒนา DoorDash ซึ่งเป็นแอพของร้านที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้นถึง 15 ไมล์ ทำให้รายได้เติบโตสูงมากเฉลี่ยโตขึ้น 30% ต่อเดือนในช่วงแรกที่เปิดตัวระบบนี้

ถ้าคำนวณรายของ Laundré จากปัจจัยต่างๆ จะมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 15 ล้านบาท (หรืออาจสูงกว่านี้) ในแต่ละสาขา รวมถึงการที่ Laundré มีรายได้ที่มั่นคงจากสมาชิกที่จ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อรับบริการซัก-พับ-ส่งถึงบ้าน ช่วยให้ธุรกิจมีกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ดีมาก

แม้จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน และนอกจากกค้าทั่วไป (B2C) แล้ว รายได้ส่วนหนึ่งยังมาจากลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (Commercial) เช่น โรงแรมขนาดเล็ก (Boutique Hotels), คลินิก, และโรงเรียน ซึ่งเป็นรายได้ก้อนใหญ่และสม่ำเสมอของธุรกิจ

ทั้งนี้ในเมืองไทยเองก็มีธุรกิจร้านสะดวกซักที่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่และไม่ใช่แค่แบบ B2C เท่านั้น ยังมีอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Industrial Laundry ยังคงเติบโตได้อีกมาก

แต่แนะนำว่าใครที่อยากก้าวสู่ธุรกิจนี้ห้ามสู้ด้วยราคา แต่ต้องเน้นวางเป้าหมายลูกค้าให้ชัด เช่นเดียวกันร้านสะดวกซักที่เน้นลูกค้าแบบ B2C ที่ต้องมีจุดเด่นมีไอเดียของร้านที่แตกต่าง ธุรกิจนี้ยังน่าสนใจความต้องการลูกค้ามีมาก สำคัญคือใครทำร้านได้น่าสนใจกว่าโอกาสสร้างรายได้ก็มากกว่าเช่นกัน

อ้างอิง

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด