“Junk Journal” ไอเดียเงินแสนภายใน 48 ชั่วโมง ต้นทุนต่ำ แต่กำไรสูง
ปัญหาเรื่องรายรับไม่พอกับรายจ่าย ชีวิตยังต้องกินต้องใช้ ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องหาเงินเพิ่ม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สำเร็จสักที นั่นเพราะเรามักรอให้มีไอเดียที่ดีที่สุด หรือรอให้มีความรู้ 100% ก่อนเริ่ม ซึ่งในความเป็นจริงที่ต้องยอมรับคือ “ความพร้อมไม่มีอยู่จริง”
ไอเดียที่ดีมักเกิดจากการลงมือทำไปก่อนแล้วค่อยปรับแก้ระหว่างทาง แต่ก็เข้าใจได้อีกเช่นกันว่าปัจจุบันข้อมูลมันเยอะมาก พอเสิร์ชหาวิธีหาเงินออนไลน์ ก็เจอทั้งขายของ, ทำ Affiliate, เทรดหุ้น, ทำ Content จนเลือกไม่ถูก
สุดท้ายจบที่การอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้เริ่มสักอย่าง หรือบางคนอาจจะเริ่มทำไปแล้วแต่แค่ 1-2 อาทิตย์ก็ถอดใจเลิกทำ เพราะรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล ทำแล้วไม่เห็นยอดเงิน หรือทำแล้วมีปัญหาจุกจิกตามมาให้แก้ไขเป็นต้น
“Junk Journal” ไอเดียเปลี่ยนของไม่ใช้ให้กลายเป็นเงิน

เป็นงานสไตล์วินเทจ ถ้าแปลตรงตัว ก็คือบันทึกจากขยะ แต่ที่จริงแล้วมีความคลาสสิคมากกว่านั้น หรือจะเรียกว่าเปลี่ยนของที่ดูไม่มีค่าให้กลายเป็นบันทึก หลักการก็ง่ายๆ คือการนำวัสดุเหลือใช้ , ของสะสมกระจุกกระจิกมาประกอบรวมกันทำเป็นสมุดบันทึกด้วยมือ (Handmade) คำว่าของเหลือใช้ก็เช่น ซองจดหมาย , ตั๋วรถเมล์ , ดอกไม้แห้ง , บิลรายจ่ายต่างๆ , ถุงขนม ฯลฯ
ถามว่า “Junk Journal” ฮิตมากไหม? ฮิตมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงฮิต อันที่จริง Junk Journal วิวัฒนาการมาจากการทำสมุดตัดแปะ (Scrapbook) ในสมัยก่อน
ถ้าถามว่าเริ่มมีคำนี้เมื่อไหร่อาจต้องย้อนไปในช่วงปี 2010 – 2015 ที่มีกลุ่มคนมารวมตัวกันบน YouTube และ Pinterest ซึ่งคนกลุ่มนี้รู้สึกเบื่อความเนี้ยบของสมุดสำเร็จรูป จึงหันมาใช้ของเหลือใช้ต่างๆ มาประกอบเป็นสมุดบันทึก คำว่า Junk Journal จึงถูกใช้เรียกเพื่อประชดประชันความสวยงามที่สร้างจากของไร้ค่า
โดยในปี 2017 – 2019 ยุคก่อนโควิดระบาด อุปกรณ์ตกแต่งสไตล์วินเทจเริ่มหาซื้อในตลาดออนไลน์ได้ง่ายขึ้น คนที่สนใจศิลปะแนวนี้จึงมีเริ่มมีมากขึ้น พัฒนาจากกิจกรรมยามว่างกลายเป็นงานอดิเรกที่เริ่มมีมูลค่ามากขึ้น
ช่วงที่ Junk Journal กลายเป็นไอเดียสร้างรายได้อย่างสมบูรณ์คือตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิดที่คนส่วนใหญ่ต้องอยู่บ้านอาศัยการดูแพลตฟอร์มโซเชี่ยล จะเห็นคลิปใน TikTok มีการทำ Junk Journal มากขึ้นจนหลายคนเริ่มอยากทำตามเพราะรู้สึกว่าเป็นงานอาร์ตที่สวยงามและขายได้จริง
5 วิธีสร้างรายได้จาก Junk Journal

ในปี 2026 นี้กระแส Junk Journal ยังฮิตอยู่ อาจเป็นเพราะบางส่วนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในโลกดิจิทัลมากเกินไป การหยิบเอาของเหลือใช้มาทำเป็นงานฝีมือ ช่วยให้หลายคนรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่ม Gen Z ถือเป็นคอมมูนิตี้ที่เริ่มเติบโตและแพร่หลาย
ในเมืองไทยเริ่มมีกลุ่ม Facebook และ Workshop ตามคาเฟ่ศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือการที่แบรนด์เครื่องเขียนเริ่มผลิตสินค้ามาเพื่อรองรับ Junk Journal โดยเฉพาะ เช่น กระดาษสไตล์วินเทจ หรือสติกเกอร์ที่ดูเหมือนของเก่า ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่านี่คือไอเดียที่พร้อมเปลี่ยนเป็นรายได้มากขึ้น มีรูปแบบการสร้างรายได้จาก Junk Journal ที่น่าสนใจเช่น
1.ขายสมุดแบบทำสำเร็จ เน้นการออกแบบ เย็บเล่ม และตกแต่งจนเสร็จสมบูรณ์เพื่อให้คนซื้อไปเขียนต่อหรือเก็บสะสม ยิ่งมีรายละเอียดเยอะ เช่น มีช่องลับ , มีการย้อมกระดาษด้วยกาแฟ, หรือใช้ผ้าเก่าหายาก ราคาจะยิ่งสูง อาจจะตั้งราคาได้ตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักพันขึ้นอยู่กับฝีมือ ในตลาต่างประเทศเล่มที่ทำประณีตมกาๆ ขายได้ถึง 100 – 300 เหรียญ หรือประมาณ 3,500 – 10,000 บาท
2.ขายชุดอุปกรณ์ “Junk Journal Kits” คนจำนวนหนึ่งอยากทำ Junk Journal แต่ไม่มีวัสดุมากพอหรือขี้เกียจสะสมเอง จึงเป็นที่มาของการสร้างรายได้ในการขายชุดอุปกรณ์เช่น รวมเศษกระดาษวินเทจ, ตั๋วรถเมล์เก่า, แสตมป์ใช้แล้ว, หรือรูปภาพตัดแปะ เป็นต้น
3.เปิด Workshop หรือคอร์สออนไลน์ เนื่องจาก Junk Journal ดูเหมือนจะทำง่ายแต่ก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เช่น การเย็บเล่ม ,การทำให้กระดาษดูเก่า และอีกหลายเทคนิคที่คนอยากรู้ ซึ่งเราสามารถเปิดสอนกลุ่มเล็ก ๆ ในคาเฟ่ หรืออัดคลิปสอนเทคนิคเฉพาะตัวลงบนแพลตฟอร์มคอร์สออนไลน์ได้
Junk Journal สร้างรายได้ 140,000 บาท ภายใน 48 ชั่วโมง

ในต่างประเทศมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้ศึกษาค่อนข้างเยอะ ยกตัวอย่าง Junk Journal Club ในสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งโดย Nandi Owolo ที่เคยถูกเลิกจ้างจึงหันมาทำ Junk Journal ที่คลายเครียดโดยใช้เศษวัสดุรอบตัวมาสร้างสรรค์
และเริ่มแชร์วิดีโอการทำลงใน TikTok ซึ่งได้รับความสนใจมาก จากงานอดิเรกก็เริ่มกลายเป็นธุรกิจที่เริ่มมีคนสนใจ จึงจัดตั้งเป็น Junk Journal Club ที่จะขายบัตรให้คนสนใจได้เข้าร่วมงานเรียนรู้การทำ Junk Journal แบบมืออาชีพ
ซึ่งราคาบัตรเฉลี่ย 50-75 เหรียญสหรัฐต่อคน หรือประมาณ 1,800 – 2,700 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่จัดงานและธีมงานในแต่ละครั้ง ในแต่ละรอบจำกัดที่ประมาณ 30-50 คน คิดคร่าวๆ รายได้จะอยู่ประมาณ 2,400 เหรียญ ( 40 คน) หรือประมาณ 85,000 บาท ต่อการจัดงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง
นอกจากรายได้จากการขายบัตร ก็ยังมีรายได้จากการร่วมมือกับแบรนด์อื่นในการจัด Workshop รวมถึงการสร้างรายได้จากการเป็น Creator ให้ความรู้และแรงบันดาลใจผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

นอกจาก Nandi Owolo ก็ยังมีตัวจริงในวงการ Junk Journal อีกหลายคนที่สร้างรายได้ดีมากอย่างเช่น Jessica Huffman ที่สามารถทำรายได้ถึง 4,000 เหรียญ หรือประมาณ 140,000 บาท ภายในเวลา 48 ชั่วโมง จากการเปิดขาย
“Journal Collection” หรือเซตสมุดที่ทำขึ้นมาเป็นคอลเลกชันพิเศษ ซึ่งใช้การสะสมผลงานแล้วเปิดขายพร้อมกันในหลายพื้นที่เพื่อสร้างกระแสให้ดูมีความน่าสนใจ
ในเมืองไทยเองก็มีกลุ่มคนที่นำไอเดีย Junk Journal มาสร้างเป็นรายได้ขายสินค้าผ่าน Instagram และ Etsy (ตลาดต่างประเทศ) ราคาสมุด Junk Journal ทำมือหนึ่งเล่มในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 800 – 3,500 บาท ขึ้นอยู่กับความหนาและของตกแต่งข้างใน

ตัวอย่างแบรนด์ที่น่าสนใจเช่น Yep Yep Handicraft ที่โด่งดังเรื่องการทำ Workshop และขายสมุดคอลลาจทำมือ ซึ่งมีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบงานกระดาษและงานเย็บเล่ม
ทั้งนี้ Junk Journal ยังผนวกรวมในธุรกิจอื่นได้ยกตัวอย่างเช่น ร้านคาเฟ่จัดกิจกรรมสอนทำ Junk Journal โดยคิดค่าเรียนประมาณ 1,000 – 2,000 บาทต่อคน (รวมอุปกรณ์) ซึ่งได้รับความนิยมมากในกลุ่มวัยทำงานที่ต้องการคลายเครียด เป็นต้น
เราจะเห็นได้ว่า Junk Journal เป็นอีกไอเดียที่พร้อมสร้างรายได้เสริม แต่ก็ใช่ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จในทันที ไม่ว่าจะงานอดิเรกแบบไหนก็จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น และความตั้งใจทำจริง
ถ้าอยากหารายได้เพิ่ม อย่างแรกเราควรสำรวจตัวเองก่อนว่ามีความสามารถ มีความถนัดแบบไหนอย่างไร และเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด จะเป็นการสร้างรายได้เสริมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
อ้างอิง
- https://citly.me/4RHgF
- https://citly.me/qAwWB
- https://citly.me/Njpgc
- https://citly.me/q1WQV
- https://citly.me/wd5Vr
- https://citly.me/5OMNB
- https://citly.me/MVOYv
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)




