HotMaxx เชนร้านค้าปลีกยอดฮิตจีน เปลี่ยนของใกล้หมดอายุเป็นธุรกิจหมื่นล้าน

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตในจีนมีการแข่งขันอย่างดุเดือด แต่หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ HotMaxx ร้านค้าปลีกราคาถูกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างรายได้ระดับ 2 หมื่นล้านบาท


ด้วยโมเดลธุรกิจที่ฉลาดและเรียบง่าย “ซื้อถูก ขายถูก หมุนสินค้าเร็ว” แทนที่จะเน้นขายสินค้าใหม่แบรนด์ดังราคาแพง แต่ HotMaxx กลับใช้สินค้าค้างสต็อก สินค้าใกล้หมดอายุ และสินค้าพิเศษมาหมุนเวียนขาย ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบล่าขุมทรัพย์ทุกครั้งที่เข้าไปในร้าน

โมเดลแบบนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่เน้นความคุ้มค่าและชอบความแปลกใหม่ แต่ยังทำให้ร้านค้าปลีก HotMaxx กลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของตลาด soft discount retail ในจีน

ด้วยการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและทำยอดขายที่สูงเกินความคาดหมาย ทำให้หลายสื่อในจีนเรียก HotMaxx ว่าเป็นราชาสินค้าลดราคา หรือ Discount King ของจีน

HotMaxx เริ่มต้นจากร้านขายสินค้าคงคลัง

HotMaxx เชนร้านค้าปลีกยอดฮิตจีน
ภาพจาก www.hotmaxx.cn

HotMaxx ก่อตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ที่เซี่ยงไฮ้ โดยผู้ร่วมก่อตั้งหลักสามคน ได้แก่ นายกู้ เสี่ยวเจี้ยน (顾晓健) ผู้มีพื้นฐานด้านงานค้าส่งและระบบโลจิสติกส์, นายฟ่านจื้อเฟิง (范智峯) ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนและการจัดการสินค้าคงคลัง และนายจางหนิง (张宁) ผู้ร่วมก่อตั้งที่วางระบบสมาชิกและบริการจัดส่งถึงบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

เริ่มแรก HotMaxx มีเป้าหมายเพียงขายสินค้าค้างสต็อกในช่วงการระบาดของโควิด-19 และมีแผนจะเลิกกิจการหลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่ปรากฏว่าผลตอบรับจากลูกค้าดีกว่าที่คาด ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตและขยายตัวกลายเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 900 สาขา ครอบคลุมกว่า 30 เมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน

ความสำเร็จของ HotMaxx มาจากการกำหนดตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน โดยมุ่งเป้าหมายไปที่ผู้บริโภควัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น อายุประมาณ 18–35 ปี

กลุ่มเป้าหมายนี้มีพฤติกรรมการบริโภคที่โดดเด่น คือ ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและราคา, ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพแต่ชื่นชอบสินค้าราคาประหยัด, สนใจความแปลกใหม่และสินค้าที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงชอบแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย

การวางกลยุทธ์ทั้งในด้านสินค้า บริการ และการตลาดออนไลน์ ทำให้ HotMaxx สามารถสร้างฐานลูกค้าแน่นแฟ้น และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดปัจจุบัน

ตามข้อมูลสื่อต่างประเทศ รายได้ต่อปีของ HotMaxx สูงกว่า 50,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในกลุ่ม soft discount retail ทำให้หลายสื่อเรียก HotMaxx ว่า “ราชาสินค้าลดราคา (Discount King)” ของจีน

โมเดลธุรกิจของ HotMaxx อาศัยหลักการง่ายๆ แต่ได้ผลสูง

  • จัดซื้อจากต้นน้ำโดยตรง – ร่วมมือกับแบรนด์และซัพพลายเออร์เพื่อนำสินค้าใกล้หมดอายุ, สินค้าล็อตสุดท้าย หรือสินค้าคงค้างมาจำหน่าย
  • ตั้งราคาดึงดูดลูกค้า – บางรายการลดสูงสุดถึง 70–90% ของราคาปกติ
  • หมุนเวียนสินค้าเร็ว – ระบบสต็อกดิจิทัลติดตามสินค้าทั้งหมดแบบเรียลไทม์ ทำให้สินค้าแต่ละล็อตอยู่ในร้านไม่เกิน 30 วัน

กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าหลัก คือ วัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น (18–35 ปี) ที่เน้นการซื้อสินค้าแบบคุ้มค่า, ชอบความแปลกใหม่ และมีพฤติกรรมการแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับในการซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย

สื่อต่างประเทศรายงานว่า HotMaxx ไม่เพียงแค่ขายของถูก แต่ยังสร้างประสบการณ์ลักษณะ “ล่าขุมทรัพย์” (Treasure Hunting) ให้กับลูกค้า เพราะสินค้าในร้านเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้บริโภคแวะเข้าร้านบ่อยและรู้สึกเหมือนเจอของใหม่ทุกครั้ง

แม้จะได้รับความนิยมสูง แต่ HotMaxx ก็เผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสินค้าคงคลัง, ความเสี่ยงด้านคุณภาพ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านค้าปลีกลดราคา นักวิเคราะห์มองว่า โมเดลที่พึ่งพาสินค้าใกล้หมดอายุเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ดี HotMaxx ยังคงเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่พลิก “ทรัพยากรชายขอบ” ให้เป็นรายได้มหาศาล และเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ของตลาดค้าปลีกในจีน ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” และ “ความคุ้มค่า” มากกว่าชื่อแบรนด์

โมเดลธุรกิจ “ซื้อถูก ขายถูก หมุนเร็ว ของไม่ซ้ำ”

1.หาแหล่งสินค้าได้ราคาถูก

HotMaxx เชนร้านค้าปลีกยอดฮิตจีน
ภาพจาก www.hotmaxx.cn

HotMaxx ไม่ได้ซื้อสินค้าแบบค้าปลีกทั่วไป แต่ไปซื้อสินค้าส่วนเกินจากผู้ผลิตต้นน้ำ เช่น สินค้าใกล้หมดอายุภายใน 1–2 เดือน, สินค้าที่โรงงานผลิตเกินความต้องการ, สินค้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่หรือรุ่นใหม่ออกมาแทน รวมถึงสินค้าทดลองตลาดที่ออกมาจำหน่ายจำนวนจำกัด หรือสินค้าไม่ผ่านหรือไม่ได้ขายในตลาดหลัก

HotMaxx มีทีมผู้ซื้อมืออาชีพกว่า 100 คนที่ออกตระเวนหาสินค้าลดราคาที่ดีที่สุดจากทั่วโลก เพื่อหาสินค้าที่ลดราคามากที่สุดให้ผู้บริโภค HotMaxx ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสินค้าคงคลังของทั้งสองแบรนด์

สื่อระบุว่า HotMaxx สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกกว่าปกติ 20–50% ทำให้แม้จะตั้งราคาขายต่ำ ลูกค้าจะยังคงมีความรู้สึก ว่า “คุ้มค่า” และช่วยสร้างยอดขายสูงต่อเนื่อง

2.ตั้งราคาแบบดึงดูดลูกค้า

แทนที่จะคิดจากต้นทุน + Margin แบบร้านค้าปลีกทั่วไป HotMaxx ใช้หลักการตั้งราคาตามที่ลูกค้าพร้อมจ่ายทันที เพื่อกระตุ้นการซื้อแบบไม่ต้องคิดเยอะ เช่น ขวดน้ำแร่แบรนด์ดังที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปขาย 12 หยวน แต่ HotMaxx ขายเพียง 2.5–3 หยวนเท่านั้น

ผลลัพธ์คือ ลูกค้ารู้สึกได้ของแบรนด์ดีในราคาผิดปกติ และเกิดพฤติกรรมซื้อซ้ำ รวมถึงการบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดีย

3.หมุนสต็อกสินค้าได้เร็ว

HotMaxx ใช้ระบบดิจิทัลติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อควบคุมรอบหมุนเวียนสต็อกให้อยู่ ภายใน 30 วัน ต่ำกว่ามาตรฐานซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปที่อยู่ราว 45–60 วัน

นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์เสริม เช่น ขายสินค้าเป็นแพ็ก/ชุด เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิลและเร่งอัตราการหมุนเวียน รวมถึงหมุนเวียนสินค้าประเภทของใช้บางชิ้นหมดแล้วไม่มีอีก แต่จะมีสินค้าหรือแบรนด์ใหม่เข้ามาแทน

กลยุทธ์นี้ไม่เพียงลดความเสี่ยงของสินค้าเสียหาย แต่ยังทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่ทุกครั้งที่เข้าร้าน และสร้างความผูกพันกับแบรนด์

4.สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ “ล่าขุมทรัพย์”

หนึ่งในจุดแข็งที่สื่อต่างประเทศชี้ตรงกัน คือ ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ HotMaxx มอบให้ลูกค้าไม่เหมือนร้านค้าปลีกอื่นๆ สินค้าไม่ซ้ำและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือนเข้าไปเจอของใหม่ทุกครั้ง

รวมถึงการจัดเรียงสินค้าแบบหมุนเวียนเร็ว และการนำสินค้าล็อตใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าอยากอยากค้นหา

กลยุทธ์ดังกล่าว ดึงดูดให้ลูกค้าแวะเข้าร้านบ่อยขึ้น เพราะไม่อยากพลาดสินค้าราคาดีและแปลกใหม่ กลุ่มลูกค้า Gen Z ซึ่งชื่นชอบความสดใหม่และประสบการณ์แตกต่าง เป็นกลุ่มหลักที่ร้านเน้นเข้าถึง

ลูกค้ายังมีแนวโน้มแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ HotMaxx ได้ประโยชน์จากการตลาดแบบปากต่อปากโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก

สรุปได้ว่า กลยุทธ์นี้ทำให้ HotMaxx ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย ประสบการณ์และความตื่นเต้น ให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้าง ความผูกพันระยะยาว และช่วยให้โมเดล “ซื้อถูกมาก ขายถูกมาก หมุนเร็วมาก” ประสบความสำเร็จ

ทำไม HotMaxx ถึงทำเงินได้ระดับ 2 หมื่นล้าน+

HotMaxx เชนร้านค้าปลีกยอดฮิตจีน
ภาพจาก www.hotmaxx.cn

หลายสื่อระบุว่าความสำเร็จของ HotMaxx มาจากกลยุทธ์ธุรกิจที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่ ซึ่งสามารถสรุปเป็น Key Drivers หลักได้ดังนี้

1.เทรนด์ Value for Money มาแรง

เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น และเริ่มมองหาสินค้าที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด ทำให้สินค้าคุณภาพดีในราคาถูก กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยม โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น

2.โมเดล Win-Win กับแบรนด์

HotMaxx ไม่ได้เป็นแค่ร้านค้าปลีก แต่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มจัดการสินค้าส่วนเกิน (Inventory Solution Platform) ช่วยให้แบรนด์ระบายของค้างสต็อก, ลดต้นทุนการทิ้งสินค้า

ไม่กระทบภาพลักษณ์ช่องทางขายหลัก ซึ่งการทำงานร่วมกับแบรนด์โดยตรง ทำให้ HotMaxx สามารถรักษาต้นทุนต่ำลงและสินค้ามีความหลากหลาย ในขณะที่แบรนด์ยังได้ประโยชน์เชิงกลยุทธ์

3.การขยายสาขาแบบ Aggressive

จากจุดเริ่มต้นเพียงร้านเดียวในเซี่ยงไฮ้ ต่อมาระยะเวลาไม่นาน HotMaxx มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีมากกว่า 900 สาขาทั่วจีน มีเป้าหมายในอนาคตที่จะเปิดถึง 5,000 สาขา ซึ่งการขยายสาขาแบบรวดเร็วช่วยให้แบรนด์ครอบคลุมตลาดหลายเมืองและเข้าถึงลูกค้าหลากหลายกลุ่มในระยะเวลาอันสั้น

4.การขยายหมวดสินค้า

เดิม HotMaxx ขายเฉพาะขนมและเครื่องดื่ม แต่ล่าสุดได้เพิ่มหมวดสินค้าใหม่เพื่อตอบสนอกลุ่มผู้บริโภคให้ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง เสื้อผ้าแบรนด์ดัง เช่น Nike ของแบรนด์พรีเมียมอื่นๆ ซึ่งการขยายหมวดสินค้าไม่เพียงเพิ่มแต่โอกาสในการขายเท่านั้น ยังช่วยดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้เข้ามาใช้บริการ และเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อบิลได้สูง

สรุปได้ว่า ความสำเร็จระดับหมื่นล้านบาทของ HotMaxx มาจากการผสมผสานระหว่างความเข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่, การจัดการสต็อกอย่างชาญฉลาด และการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ร้านกลายเป็นดาวรุ่งของตลาด discount retail จีน

ความท้าทายของโมเดลธุรกิจ HotMaxx

ภาพจาก www.hotmaxx.cn

แม้ว่า HotMaxx จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและกลายเป็นดาวรุ่งของตลาด discount retail ในประเทศจีน แต่สื่อต่างประเทศและนักวิเคราะห์ต่างชี้ว่า โมเดลธุรกิจแบบนี้มีความเปราะบางในหลายด้าน

1.Supply ไม่แน่นอน

โมเดลของ HotMaxx พึ่งพาของเหลือและสินค้าที่ใกล้หมดอายุเป็นหลัก หากแบรนด์ผู้ผลิตบริหารสต็อกดีขึ้นของเหล่านี้จะลดลง ส่งผลให้สินค้าสำหรับขายถูกลดลงทันที และกระทบรายได้โดยตรงของบริษัท

2.ปัญหาคุณภาพและความเชื่อมั่น

HotMaxx เคยมีกรณีขายสินค้าใกล้หมดอายุหรือคุณภาพต่ำ จนถูกลงโทษจากหน่วยที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ความเสี่ยงหลักคือ ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่อาจลดลงไป และภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่อาจถูกมองว่าขายของด้อยคุณภาพ

3.ตลาดเริ่มเข้าสู่ Red Ocean

จำนวนร้าน discount ในจีนมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันด้านราคามีความเข้มข้นมากขึ้น และ Margin ก็ถูกบีบลงเรื่อยๆ การรักษาความได้เปรียบในตลาดต้องพึ่งพาสินค้าเฉพาะตัว หรือประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เลียนแบบได้ยาก

4.โมเดล “ของถูก” อาจไม่ยั่งยืน

แม้ HotMaxx จะเติบโตรวดเร็ว แต่โมเดลนี้ไม่ใช่ Long-term moat ซึ่งการขยายสาขาเร็วเกินไป อาจทำให้ระบบซัพพลายเชนและระบบจัดการสต็อกล้น หากเกิดปัญหาสินค้าขาดหรือคุณภาพลดลง อาจกระทบความเชื่อมั่นและรายได้ในระยะยาว

การแข่งขันในตลาด FMCG จีน HotMaxx vs แบรนด์อื่น

ภาพจาก www.hotmaxx.cn

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มที่หมุนเวียนเร็ว (FMCG) ของจีนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รายงานจาก Bain & Company ระบุว่า มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 2.7% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.3% แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลง 2.5% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวจีนเริ่มมองหาสินค้าราคาประหยัดแต่มีความคุ้มค่ามากขึ้น

ในตลาดดังกล่าว HotMaxx มีความโดดเด่นด้วยโมเดลธุรกิจแบบ soft discount และการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เรียกว่า Treasure Hunting ลูกค้าจะเจอสินค้าในร้านที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและไม่ซ้ำกัน ทำให้รู้สึกเหมือนเข้าร้านแล้วได้ของใหม่ทุกครั้ง

โมเดลนี้ช่วยสร้างความผูกพันกับกลุ่ม Gen Z และวัยทำงานตอนต้น ซึ่งชื่นชอบความแปลกใหม่และความคุ้มค่า

นอกจาก HotMaxx จะมีความโดดเด่นในตลาด FMCG ของจีน ยังมีผู้เล่นต่างชาติ Aldi ซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัดที่มาจากกเยอรมนีเข้ามาแข่งขันในประเทศจีนอีกด้วย โดยเน้นขายสินค้าภายใต้แบรนด์ตัวเองในราคาถูก

ขณะเดียวกันยังมี Walmart/Sam’s Club และซูเปอร์มาร์เก็ตจีนอย่าง Yonghui ที่ใช้จุดแข็งด้านการจำหน่ายสินค้าครบวงจรและอาหารสด แต่ราคาสูงกว่า HotMaxx ทำให้ยังไม่สามารถแข่งขันในด้านประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบได้ลองสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอ

HotMaxx มีความได้เปรียบในตลาด Red Ocean คือ การผสมผสานจำหน่ายสินค้าราคาถูก + สินค้าไม่ซ้ำ + ประสบการณ์ล่าขุมทรัพย์ ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ส่วนมากเน้นราคาและสินค้าครบวงจร แต่ไม่สามารถสร้าง engagement แบบเดียวกันได้

แม้ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจะมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมาขึ้น และ Margin ในตลาดได้ถูกบีบให้เล็กลง แต่ร้านค้าปลีก HotMaxx ยังคงมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว หากสามารถรักษาความแปลกใหม่และหมุนเวียนสินค้าใหม่ๆ ในร้านอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่แตกต่างไม่เหมือนใคร จึงทำให้ HotMaxx ยังคงดึงดูดผู้บริโภคชาวจีนได้มากกว่าคู่แข่ง

สรุป

แม้ HotMaxx จะเผชิญความท้าทายทั้งด้านซัพพลาย คุณภาพสินค้า และการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นในตลาดจีน แต่จุดแข็งด้านประสบการณ์ช้อปปิ้งและความแปลกใหม่ของสินค้า ยังคงช่วยสร้างความแตกต่างและรักษาฐานลูกค้าได้ดี

การหมุนเวียนสินค้าอย่างรวดเร็ว การเพิ่มหมวดสินค้า และการเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ HotMaxx กลายเป็นตัวอย่างของ ธุรกิจค้าปลีกที่พลิกสินค้าค้างสต็อกให้เป็นรายได้มหาศาล แม้อนาคตจะมีความเสี่ยง

แต่โมเดลนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของร้านค้าปลีกในจีน ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและประสบการณ์ของผู้บริโภคมากกว่าราคาหรือแบรนด์เพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช