Hen Jiu Yi Qian ปิ้งย่างไม้หมุนจากเซี่ยงไฮ้ ยอดขาย 10 ล้านบาท/สาขา

ตลาดปิ้งย่าง (BBQ) ในจีนนั้นคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7-10% ต่อปี


ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของร้านอาหารประเภทอื่นๆ ในเมือง จือโป๋ (Zibo) ที่เป็นต้นกำเนิดของกระแสฮิตนี้ เพียงเมืองเดียวก็มีร้านรูปแบบนี้ทั้งเล็ก-ใหญ่รวมกันกว่า 1,000 ร้านค้า

และคาดต่อไปอีกว่าในปี 2026 นี้ อัตราการเติบโตของร้านที่เป็นแฟรนไชส์จะสูงถึง 8.5% ซึ่งปิ้งย่างไม้หมุนคือโมเดลที่ขายแฟรนไชส์ได้ง่ายที่สุด

สอดคล้องกับข้อมูลการผลิตเครื่องปิ้งย่างไม้หมุน ที่ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเครื่องปิ้งย่างไม้หมุนกระจายตัวอยู่ในมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียงจำนวนมาก โดยมีมูลค่าตลาดเครื่องจักรปิ้งย่างในประเทศพุ่งสูงกว่า 400-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการเปิดร้านใหม่ๆ และการใช้งานในครัวเรือน

ทำไม “ปิ้งย่างไม้หมุน” ในจีนถึงฮิต?

ปิ้งย่างไม้หมุนจากเซี่ยงไฮ้
ภาพจาก https://citly.me/95P4k

เหตุผลหลักไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรือว่าความอร่อย แต่ธุรกิจนี้คือการผสมสานระหว่างวัฒนธรรมการกิน + เทคโนโลยี + กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล โดยมีเหตุผลน่าสนใจคือ

1. สอดคล้องวิถีชีวิตคนจีนที่นิยมทานอาหารเป็นกลุ่ม และการย่าง BBQ แบบไม้หมุนทำให้ทุกคนบนโต๊ะมีส่วนร่วมในการทำอาหารโดยไม่เสียเวลาในการพูดคุย

รวมถึงการที่ทุกคนได้ปรุงรสด้วยผงหม่าล่าหรือน้ำจิ้มสูตรตัวเอง และรอจนหมุนสุกได้ที่ ให้ความรู้สึกเหมือนได้ทำอาหารเอง ซึ่งเป็นจิตวิทยาที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า อาหารอร่อยขึ้น

2.ตอบโจทย์ เรื่องความสะอาด และ สุขภาพ เพราะเครื่องย่างรุ่นใหม่มักใช้ระบบไฟฟ้าหรือแก๊สอินฟราเรด และมีระบบดูดควันที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ไม่ทำให้กลิ่นควันติดเสื้อผ้า

รวมถึงการที่ระบบหมุนอัตโนมัติช่วยให้ความร้อนสุกทั่วถึง ลดโอกาสที่เนื้อจะไหม้เกรียมซึ่งคนจีนรุ่นใหม่ใส่ใจเรื่องนี้มาก

ปิ้งย่างไม้หมุนจากเซี่ยงไฮ้
ภาพจาก https://citly.me/95P4k

3.เป็นโมเดลธุรกิจที่ขยายสาขาได้เร็ว ในประเทศจีนกำลังเผชิญกับค่าแรงที่สูงขึ้น ระบบอัตโนมัตินี้ช่วยลดต้นทุนด้านบุคลากรได้ ที่สำคัญทำให้เจ้าของร้านคุมมาตรฐานรสชาติได้ง่ายแม้จะขยายหลายสาขา

รวมถึงการที่เครื่องหมุนทำงานได้ต่อเนื่องและเร็วกว่าคน ทำให้รอบการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover) สูงขึ้น สร้างกำไรได้มากกว่าร้านปิ้งย่างปกติ

4.ธุรกิจที่เป็นกระแสไวรัล ในช่วงปี 2023-2024 เมืองจือโป๋ สร้างกระแสให้ธุรกิจนี้ฟีเวอร์ เป็นจุดเริ่มต้นของความฮิตก่อนที่จะแพร่หลายไปอีกหลายเมืองในจีน

จุดเด่นที่เป็นกระแสง่ายๆ เนื่องจากภาพถ่ายสวยๆ และวีดีโอสั้นที่ลงใน Douyin (TikTok จีน) หรือ Xiaohongshu จุดประกายให้ธุรกิจนี้ฮิตยิ่งขึ้น

Hen Jiu Yi Qian ปิ้งย่างไม้หมุนจากเซี่ยงไฮ้ รายได้ 10 ล้าน/สาขา

ปิ้งย่างไม้หมุนจากเซี่ยงไฮ้
ภาพจาก https://citly.me/95P4k

ร้าน Hen Jiu Yi Qian หรือที่รู้จักกันในชื่อ Long Time Ago BBQ เปิดร้านสาขาแรกในปี 2008 ที่ถนนกุ้ยเจีย (แต่สาขาที่ทำให้แบรนด์มีชื่อเสียงคือในเซี่ยงไฮ้)

ปัจจุบันดำเนินกิจการภายใต้กลุ่มบริษัทชื่อว่า Beijing Long Time Ago Catering Management Co., Ltd มีจุดยืนที่ชัดเจนคือ ไม่ขายแฟรนไชส์ ทุกสาขาที่เปิดคือสาขาที่บริษัทเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเองโดยตรง เพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและการบริการให้ได้มาตรฐานสูงสุด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรนด์นี้ได้รับการระดมทุนสูงกว่า 4,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท มีสาขารวมกว่า 100 แห่งเน้นทำเลทองในเมืองหลักอย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น จุดเด่นที่ทำให้ Hen Jiu Yi Qian กลายเป็นแบรนด์ปิ้งย่างไม้หมุนที่โด่งดังมาจากหลายปัจจัยคือ

  • การสร้าง จุดขายที่เลียนแบบยาก เช่นการใช้เนื้อแกะที่เป็นวัตถุดิบพรีเมี่ยม
  • การใช้เตาหมุนแบบอัตโนมัติทำให้เนื้อสุกทั่วถึงโดยที่ลูกค้าไม่ต้องนั่งหมุนเอง
  • นำมาตรฐานแบบโรงแรมมาใช้กับร้านปิ้งย่าง เช่นการแผ่นเจลลดไข้ แปะหน้าผากกันร้อน และ แผ่นแปะตาไอน้ำ ให้ผ่อนคลาย ลูกค้าส่วนใหญ่จะถ่ายภาพแชร์กันไปเป็นวงกว้าง
  • ธุรกิจที่ให้ความรู้สึกคุ้มค่า ไม่ใช่แค่เรื่องวัตถุดิบหรือเตาหมุนอัตโนมัติ แต่รวมถึงการดูแลลูกค้าอย่างพิเศษ เช่น มีสเปรย์ดับกลิ่น, ยางรัดผม, ซองใส่โทรศัพท์ และพนักงานที่ใส่ใจมากเป็นพิเศษ ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
ปิ้งย่างไม้หมุนจากเซี่ยงไฮ้
ภาพจาก https://citly.me/95P4k

ถือเป็นแบรนด์ที่เน้นการสร้าง Experience ให้กับลูกค้าชนิดที่แบรนด์อื่นเลียนแบบได้ยาก ถ้าดูตัวเลขรายได้แม้จะไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนแต่ร้านอาหารประเภทนี้ในจีนที่มีคิวแน่นตลอดคืน มักมียอดขายต่อสาขาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 – 3 ล้านหยวนต่อเดือน หรือประมาณ 7.5 – 15 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและทำเล

ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่เป็นคู่แข่ง เช่น FengMao KaoChuan ที่ชูจุดเด่นเนื้อแกะเสียบไม้สไตล์เกาหลี-จีน เช่นกันและเป็นผู้บุกเบิกเตาหมุนอัตโนมัติรุ่นแรกๆ ของวงการด้วย หรือแบรนด์อย่าง Bing Cheng Xiao Chuan ชูจุดเด่นคือใช้ไม้เล็ก ราคาไม่แพง เน้นที่ความเร็วและปริมาณเป็นสำคัญ

Hen Jiu Yi Qian โมเดลของ “ ร้าน Keep in Touch ” ในเมืองไทย

ปิ้งย่างไม้หมุนจากเซี่ยงไฮ้
ภาพจาก www.facebook.com/KeepInTouchBBQ

Keep in Touch เป็นการสร้างแบรนด์ขึ้นใหม่โดยคนไทยที่หยิบเอาโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในจีนอย่าง Hen Jiu Yi Qian มาปรับปรุงให้เป็นรูปแบบที่ถูกใจคนไทย เปิดสาขาแรกอยู่ที่สยามพารากอน

เมนูในร้าน เน้นเป็นเมนูเนื้อย่างเสียบไม้ มีให้เลือกตั้งแต่ เนื้อแกะ (เมนู Signature), เนื้อวัว, เนื้อหมู, เนื้อไก่, เครื่องใน, ซีฟูด, ผัก และเครื่องเคียงสไตล์จีน เช่น ยำแตงกวา ยำถั่ว

มีหลายเมนูที่น่าสนใจเช่นหมูสามชั้นเสียบไม้ , กุ้งย่างเสียบไม้ , เนื้อวากิวออสเตรเลียเสียบไม้ , ชุดเนื้อแกะเสียบไม้ เป็นต้น ส่วนตัวน้ำจิ้มลักษณะคล้ายหม่าล่า มีให้เลือกความเผ็ด 3 ระดับ

และแน่นอนว่าความพิเศษคือมีเตาย่างแบบหมุน ที่จะคอยหมุนตัวเนื้อเสียบไม้ให้ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องทำเอง รวมถึงการมีแผ่น Cooling Patch ไว้ให้ สำหรับคนที่รู้สึกร้อนหน้า ช่วยให้นั่งหน้าเตาได้นาน

สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไม้หมุนปิ้งย่างดูเป็นการลงทุนที่น่าสนใจและคิดว่าจะกลายเป็นกระแสธุรกิจที่เติบโตในเมืองไทยได้มาจากหลายเหตุผลคือ

  • การยกระดับให้ปิ้งย่างไม้หมุนดูมีความพรีเมี่ยมมากขึ้น
  • การขยายสาขาในกลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของร้านในลักษณะนี้ที่จีนซึ่งเน้นทำเลทองเช่นกัน
  • การสร้างจุดขายในโลกออนไลน์ที่เป็นคีเวิร์ดสำคัญของธุรกิจยุคใหม่
  • พฤติกรรมคนไทยรักการสังสรรค์แต่ไม่ชอบการทำอาหารเอง ซึ่งระบบนี้ตอบโจทย์ได้ชัดเจน
  • เป็นธุรกิจที่ลดต้นทุนพนักงานได้ในระดับหนึ่ง ลดภาระที่ลูกค้าต้องเรียกพนักงานมาช่วยดู ทำให้ร้านใช้พนักงานน้อยลงแต่ดูแลลูกค้าได้ทั่วถึงขึ้น

อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือถ้าในอนาคตมีคนทำเยอะขึ้น อาจเกิดสงครามราคาที่มีผลต่อคุณภาพของสินค้าและบริการได้ ดังนั้นใครที่คิดจะลงทุนในธุรกิจนี้จำเป็นต้องมองภาพรวมเรื่องการตลาดให้ชัดเจน

รู้จักการวางแผนการตลาดในระยะยาวและต้องมีการเก็บข้อมูล (Data) ที่มีส่วนสำคัญมากเพราะหากธุรกิจเกิดเป็นกระแสในช่วงหนึ่งและกระแสหมดไปอย่างน้อยเราจะได้ใช้ข้อมูลลูกค้าที่มีในการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้อยู่รอดต่อไปได้ในอนาคต

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่

สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด