“Big Data” บนจานซูชิของ Sushiro เบื้องหลังรายได้กว่า 4,700 ล้าน
เมื่อก่อนมีคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” คือธุรกิจที่เป็นรายใหญ่มักเอาชนะรายเล็กด้วยต้นทุนทางธุรกิจที่มากกว่า แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปประโยคที่ว่า “ใครเร็วกว่าได้เปรียบ” เข้ามาแทนที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้นใครดีกว่าคุ้มกว่าน่าสนใจกว่าก็จะถูกเลือกจากลูกค้า สัมพันธ์กับการตลาดแบบ “Speed to Market” ที่มีอิทธิพลในยุคนี้อย่างมาก
ถ้ามองลึกถึงรายละเอียด Speed to Market ไม่ใช่แค่การรีบลงมือทำก่อนคนอื่น แต่หมายถึงการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานทั้งหมดให้มี ความคล่องตัวเพื่อลดระยะเวลาในทุกขั้นตอน ไล่ตั้งแต่
- การคิดค้นไอเดีย
- การพัฒนา หรือ Development
- การผลิต (Production)
- การจัดจำหน่ายและการตลาด (Distribution & Marketing)
Speed to Market มีผลต่อยอดขายทางธุรกิจแค่ไหน?

ความเร็วในการเข้าถึงลูกค้ามีผลโดยตรงต่อผลประกอบการทางธุรกิจ ที่ชัดเจนมากคือเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากกว่า 20% ยกตัวอย่างว่ามีลูกค้ามาสอบถามสินค้าและบริการหากเราตอบกลับได้ภายใน 5 นาทีงานวิจัยระบุว่ามีโอกาสปิดการขายได้มากถึง 21 เท่า แต่ถ้าปล่อยผ่านยิ่งนานเท่าไหร่โอกาสจะเปลี่ยนจากคนที่สนใจให้กลายเป็นลูกค้าก็ลดลงเรื่อยๆ
หรือถ้าดูในธุรกิจอาหารก็ยิ่งชัดเจนว่า Speed to Market มีความสำคัญมากโดยเฉพาะการเพิ่มอัตราการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate)
สมมุติว่าปกติ 1 โต๊ะใช้เวลาทาน 60 นาที แต่ถ้าทำให้ลดเหลือ 45 นาที ด้วยการรับออเดอร์เร็วขึ้นอาหารออกไวขึ้น ใน 3 ชั่วโมง เราจะรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้นมาก หรือการขายที่รวดเร็วอาจเพิ่มยอดขายให้ร้านได้มากถึง 25-30% ในข่วงเวลาเร่งด่วน มีตัวเลขที่น่าสนใจพบว่า
- ร้านอาหารที่ลดเวลาการรอคอย (Wait Time) ลงได้ 10% มักจะมีคะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้น
- ร้านที่ลูกค้าพอใจจะมียอดขายรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5-10% จากการกลับมาซื้อซ้ำ
- ลูกค้ากว่า 60% ระบุว่า “ความเร็วในการได้รับอาหาร” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจกลับมาทานร้านอาหารจานด่วนอีกครั้ง
“Big Data” บนจานซูชิของ Sushiro เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

Sushiro ขยายสาขาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีสาขารวมกว่า 41 แห่ง ทำเลส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น CentralwOrld, Siam Paragon, Iconsiam และขยายไปต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่อย่าง เชียงใหม่, ชลบุรี ,ระยอง
ทั้งนี้ Sushiro มีแนวคิดที่ต่างจากร้านทั่วไป คือการตั้งงบประมาณค่าวัตถุดิบ (Food Cost) ไว้สูงมากขณะที่ร้านอาหารทั่วไปมักคุมต้นทุนอาหารไว้ที่ 30-40% แต่ Sushiro ยอมให้พุ่งสูงถึง 50% หรือมากกว่าก็เพื่อเน้นคุณภาพที่ต้องสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและสำคัญกว่าคือการใช้ “Big Data” มาช่วยเพิ่มยอดขาย

ถ้าสังเกตให้ดีเวลาที่เราเข้าไปใช้บริการในร้าน อาหารที่หมุนมาตามสายพานในอีกมุมหนึ่งคือระบบ IT ที่สุดยอดมาก เพราะต้จานซูชิทุกใบของ Sushiro จะมีการติดแถบ RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งทำงานร่วมกับเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ของสายพาน มีเป้าหมายสำคัญคือ
- การควบคุมระยะทาง โดยระบบจะกำหนดว่าซูชิแต่ละหน้ามี ระยะทางวิ่ง ได้ไกลแค่ไหน เช่น ไม่เกิน 350 เมตร หากจานนั้นวิ่งผ่านเซนเซอร์แล้วพบว่าระยะทางเกินที่กำหนด แขนกลอัตโนมัติจะดีดจานนั้นออกจากสายพานทันทีเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้กินแต่ของที่ยังสดใหม่
- การวิเคราะห์พฤติกรรม โดยระบบจะบันทึกว่า จานสีอะไร (ซึ่งระบุราคาและประเภท) ถูกหยิบที่ โต๊ะไหน และ เวลาเท่าไหร่ ข้อมูลนี้จะถูกส่งกลับไปยังห้องครัวเพื่อประมวลผลทันที เพื่อให้เชฟทำหน้ายอดนิยมออกมาเติมได้ทันที ลดการเสียโอกาสในการขาย (ลูกค้าไม่ต้องรอนาน) และลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีระบบการคำนวณแบบ Real-time นับจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าร้านและที่นั่งอยู่ ณ ขณะนั้น ผสมกับสถิติในอดีต เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำว่าควรวางเมนูอะไรบนสายพานในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการลูกค้าที่จะสัมพันธ์กับการเตรียมวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากการเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็วยังลดต้นทุน Food Waste ให้เหลือเพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น
Sushiro ใช้ความเร็ว+คุณภาพ! รายได้กว่า 4,700 ล้านบาท

ทั้งนี้ Sushiro เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้คนไทยคุ้นชินกับการจองคิวผ่านแอปฯ อย่างจริงจัง ระบบนี้ช่วยแก้ปัญหา ความช้าในการรอคอย
ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของร้านอาหารดัง ทำให้ลูกค้าบริหารเวลาได้ และร้านไม่ต้องเสียลูกค้าที่เดินหนีเพราะคิวยาว ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญในการทำตลาดแบบ Speed to Market ที่ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ทั้งในแง่ของรายได้ จำนวนสาขา และความนิยมของลูกค้า โดยมีแบรนด์คู่แข่งที่ตามมาอย่าง Katsu Midori , Genki Sushi , Shinkansen Sushi เป็นต้น ถ้าดูในส่วนของรายได้พบว่า
- ปี 2566 รายได้รวม 1,892 ล้านบาท กำไรสุทธิ 172 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 9.1%
- ปี 2567 รายได้รวม 2,902 ล้านบาท กำไรสุทธิ 369 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 12.7%
- ปี 2568 รายได้รวม 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 15.4%
จะเห็นได้ว่าอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 9.1% เป็น 15.4% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีแม้ะเติบโตสูงในไทย แต่รายได้ในไทยยังคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ของรายได้ทั้งหมดทั่วโลก ของเครือ Food & Life Companies (บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น)
สำหรับภาพรวมระดับโลก ภายใต้การบริหารของ Food & Life Companies LTD. มีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.3 แสนล้านเยน)
โดยมีเป้าหมายขยายธุรกิจในต่างประเทศให้มีสัดส่วนถึง 35% ของรายได้รวมในอนาคต ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจที่เน้น Speed to Market โดยมีการพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นระบบเพื่อให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้นแบบที่หลายธุรกิจควรศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำธุรกิจของตัวเองได้
อ้างอิง :
- https://citly.me/trGLC
- https://citly.me/XSlAU
- https://citly.me/moV0f
- https://citly.me/fc03D
- https://citly.me/gVSxE
- https://citly.me/5b8ZD
- https://citly.me/qKBIf
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)




