“Big Data” บนจานซูชิของ Sushiro เบื้องหลังรายได้กว่า 4,700 ล้าน

เมื่อก่อนมีคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” คือธุรกิจที่เป็นรายใหญ่มักเอาชนะรายเล็กด้วยต้นทุนทางธุรกิจที่มากกว่า แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปประโยคที่ว่า “ใครเร็วกว่าได้เปรียบ” เข้ามาแทนที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้นใครดีกว่าคุ้มกว่าน่าสนใจกว่าก็จะถูกเลือกจากลูกค้า สัมพันธ์กับการตลาดแบบ “Speed to Market” ที่มีอิทธิพลในยุคนี้อย่างมาก

ถ้ามองลึกถึงรายละเอียด Speed to Market ไม่ใช่แค่การรีบลงมือทำก่อนคนอื่น แต่หมายถึงการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานทั้งหมดให้มี ความคล่องตัวเพื่อลดระยะเวลาในทุกขั้นตอน ไล่ตั้งแต่

  • การคิดค้นไอเดีย
  • การพัฒนา หรือ Development
  • การผลิต (Production)
  • การจัดจำหน่ายและการตลาด (Distribution & Marketing)

Speed to Market มีผลต่อยอดขายทางธุรกิจแค่ไหน?

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

ความเร็วในการเข้าถึงลูกค้ามีผลโดยตรงต่อผลประกอบการทางธุรกิจ ที่ชัดเจนมากคือเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากกว่า 20% ยกตัวอย่างว่ามีลูกค้ามาสอบถามสินค้าและบริการหากเราตอบกลับได้ภายใน 5 นาทีงานวิจัยระบุว่ามีโอกาสปิดการขายได้มากถึง 21 เท่า แต่ถ้าปล่อยผ่านยิ่งนานเท่าไหร่โอกาสจะเปลี่ยนจากคนที่สนใจให้กลายเป็นลูกค้าก็ลดลงเรื่อยๆ

หรือถ้าดูในธุรกิจอาหารก็ยิ่งชัดเจนว่า Speed to Market มีความสำคัญมากโดยเฉพาะการเพิ่มอัตราการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate)

สมมุติว่าปกติ 1 โต๊ะใช้เวลาทาน 60 นาที แต่ถ้าทำให้ลดเหลือ 45 นาที ด้วยการรับออเดอร์เร็วขึ้นอาหารออกไวขึ้น ใน 3 ชั่วโมง เราจะรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้นมาก หรือการขายที่รวดเร็วอาจเพิ่มยอดขายให้ร้านได้มากถึง 25-30% ในข่วงเวลาเร่งด่วน มีตัวเลขที่น่าสนใจพบว่า

  • ร้านอาหารที่ลดเวลาการรอคอย (Wait Time) ลงได้ 10% มักจะมีคะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้น
  • ร้านที่ลูกค้าพอใจจะมียอดขายรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5-10% จากการกลับมาซื้อซ้ำ
  • ลูกค้ากว่า 60% ระบุว่า “ความเร็วในการได้รับอาหาร” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจกลับมาทานร้านอาหารจานด่วนอีกครั้ง

“Big Data” บนจานซูชิของ Sushiro เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

Sushiro ขยายสาขาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีสาขารวมกว่า 41 แห่ง ทำเลส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น CentralwOrld, Siam Paragon, Iconsiam และขยายไปต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่อย่าง เชียงใหม่, ชลบุรี ,ระยอง

ทั้งนี้ Sushiro มีแนวคิดที่ต่างจากร้านทั่วไป คือการตั้งงบประมาณค่าวัตถุดิบ (Food Cost) ไว้สูงมากขณะที่ร้านอาหารทั่วไปมักคุมต้นทุนอาหารไว้ที่ 30-40% แต่ Sushiro ยอมให้พุ่งสูงถึง 50% หรือมากกว่าก็เพื่อเน้นคุณภาพที่ต้องสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและสำคัญกว่าคือการใช้ “Big Data” มาช่วยเพิ่มยอดขาย

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

ถ้าสังเกตให้ดีเวลาที่เราเข้าไปใช้บริการในร้าน อาหารที่หมุนมาตามสายพานในอีกมุมหนึ่งคือระบบ IT ที่สุดยอดมาก เพราะต้จานซูชิทุกใบของ Sushiro จะมีการติดแถบ RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งทำงานร่วมกับเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ของสายพาน มีเป้าหมายสำคัญคือ

  • การควบคุมระยะทาง โดยระบบจะกำหนดว่าซูชิแต่ละหน้ามี ระยะทางวิ่ง ได้ไกลแค่ไหน เช่น ไม่เกิน 350 เมตร หากจานนั้นวิ่งผ่านเซนเซอร์แล้วพบว่าระยะทางเกินที่กำหนด แขนกลอัตโนมัติจะดีดจานนั้นออกจากสายพานทันทีเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้กินแต่ของที่ยังสดใหม่
  • การวิเคราะห์พฤติกรรม โดยระบบจะบันทึกว่า จานสีอะไร (ซึ่งระบุราคาและประเภท) ถูกหยิบที่ โต๊ะไหน และ เวลาเท่าไหร่ ข้อมูลนี้จะถูกส่งกลับไปยังห้องครัวเพื่อประมวลผลทันที เพื่อให้เชฟทำหน้ายอดนิยมออกมาเติมได้ทันที ลดการเสียโอกาสในการขาย (ลูกค้าไม่ต้องรอนาน) และลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีระบบการคำนวณแบบ Real-time นับจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าร้านและที่นั่งอยู่ ณ ขณะนั้น ผสมกับสถิติในอดีต เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำว่าควรวางเมนูอะไรบนสายพานในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการลูกค้าที่จะสัมพันธ์กับการเตรียมวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากการเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็วยังลดต้นทุน Food Waste ให้เหลือเพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น

Sushiro ใช้ความเร็ว+คุณภาพ! รายได้กว่า 4,700 ล้านบาท

https://www.akindo-sushiro.co.jp

ทั้งนี้ Sushiro เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้คนไทยคุ้นชินกับการจองคิวผ่านแอปฯ อย่างจริงจัง ระบบนี้ช่วยแก้ปัญหา ความช้าในการรอคอย

ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของร้านอาหารดัง ทำให้ลูกค้าบริหารเวลาได้ และร้านไม่ต้องเสียลูกค้าที่เดินหนีเพราะคิวยาว ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญในการทำตลาดแบบ Speed to Market ที่ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ทั้งในแง่ของรายได้ จำนวนสาขา และความนิยมของลูกค้า โดยมีแบรนด์คู่แข่งที่ตามมาอย่าง Katsu Midori , Genki Sushi , Shinkansen Sushi เป็นต้น ถ้าดูในส่วนของรายได้พบว่า

  • ปี 2566 รายได้รวม 1,892 ล้านบาท กำไรสุทธิ 172 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 9.1%
  • ปี 2567 รายได้รวม 2,902 ล้านบาท กำไรสุทธิ 369 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 12.7%
  • ปี 2568 รายได้รวม 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 15.4%

จะเห็นได้ว่าอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 9.1% เป็น 15.4% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีแม้ะเติบโตสูงในไทย แต่รายได้ในไทยยังคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ของรายได้ทั้งหมดทั่วโลก ของเครือ Food & Life Companies (บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น)

สำหรับภาพรวมระดับโลก ภายใต้การบริหารของ Food & Life Companies LTD. มีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.3 แสนล้านเยน)

โดยมีเป้าหมายขยายธุรกิจในต่างประเทศให้มีสัดส่วนถึง 35% ของรายได้รวมในอนาคต ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจที่เน้น Speed to Market โดยมีการพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นระบบเพื่อให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้นแบบที่หลายธุรกิจควรศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำธุรกิจของตัวเองได้

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy) เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด