13 กฎเงียบ ที่เศรษฐีพันล้านใช้ แต่ไม่เคยพูด
ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว ลองมาคุยเรื่อง “เงินทองและความร่ำรวย” เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้ฮึดสู้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ไม่ค่อยดีนักและคาดว่าปีหน้า 2569 จะหนักยิ่งกว่า แต่ถ้ามองในกลุ่มของคนที่ร่ำรวย เรื่อง “วิธีคิด” อาจเป็นอีกสิ่งที่แตกต่างและเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงรวยในขณะที่เราทำงานเท่าไหร่ก็ยังไม่รวยได้สักที
เปรียบเทียบตัวเลข กลุ่มคนรวยมีมากแค่ไหนในโลกใบนี้

การเปรียบเทียบจำนวนคนรวยที่สุดในโลกกับประชากรส่วนใหญ่เผยให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง (Wealth Inequality) ที่ชัดเจน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. กลุ่มเศรษฐีพันล้าน (Billionaires)
มีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ข้อมูลจาก Hurun Global Rich List 2024 ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลก ระบุว่ามีเศรษฐีพันล้านประมาณ 3,276 คน คิดเป็น 0.00004% ของประชากรโลกที่มีประมาณ 8,100 ล้านคน แต่ที่น่าสนใจคือความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้สามารถเปรียบเทียบกับ GDP ของประเทศเล็ก ๆ ได้เลยทีเดียว
2.กลุ่มเศรษฐีเงินล้าน (Millionaires)
มีทรัพย์สินประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36 ล้านบาทขึ้นไป ข้อมูลอ้างอิงจาก Global Wealth Report ระบุว่ากลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 56.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 1.1% ของประชากรโลก ซึ่งแม้ดูว่ากลุ่มนี้จะมีเยอะระดับหลายสิบล้านคนแต่ก็ยังถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับคนส่วนใหญ่ทั่วโลก
3.กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่รวย
ถ้าไล่ตามระดับทรัพย์สินก็มีตั้งแต่กลุ่มบน – กลาง – ล่าง โดยคนส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มล่างจำนวนกว่า 2,900 ล้านคนหรือคิดเป็น 40% ของประชากรโลก
** ตัวเลขเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างอันเนื่องมาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา**
13 กฎเงียบ ที่ “เศรษฐีพันล้านใช้” แต่ไม่เคยบอก
เศรษฐีพันล้านจำนวนมากไม่ได้รวยขึ้นมาด้วยโชคหรือแค่การทำงานหนัก แต่เกิดจากพื้นฐานแนวคิดที่เป็นตัวผลักดันให้ดำเนินชีวิตไปตามรูปแบบที่ต้องการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุด โดยมี 13 ข้อที่น่าสนใจคือ

1. “สร้างก่อนใช้” (Build First, Spend Later)
คือการเอาเงินไปสร้างสิ่งที่ทำให้ “เงินงอกเงย” ก่อน แล้วค่อยเอาเงินที่งอกนั้นมาใช้จ่าย ต่างจากคนทั่วไปที่ได้เงินเดือน มาซื้อของไม่จำเป็น แล้วเงินหมดไป ไม่มีอะไรกลับมา แต่วิธิสร้างก่อนใช้คือการเอาเงินเดือนไปลงทุนหุ้น สะสมเพื่อให้งอกเงย หรืออย่าง Jeff Bezos ที่ช่วงแรกนำเงินทั้งหมดที่ได้ไปพัฒนาธุรกิจโดยแทบไม่นำกำไรมาใช้เพื่อหวังผลในการเติบโตแบบระยะยาว
2. “เงินชอบความเงียบ” (Money Loves Silence)
คนที่มั่งคั่งจริง ๆ มักจะไม่โอ้อวด แต่เลือก สร้างตัวแบบเงียบ ๆ ให้เงินทำงานแทนตัวเอง เหมือนอย่าง Mark Zuckerberg แม้จะมีทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ใช้รถยนต์ธรรมดาและอาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่หรูหราเมื่อเทียบกับฐานะ เงินที่หามาได้คงไว้ในหุ้นบริษัท ซึ่งมูลค่าเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะถูกดึงออกมาใช้เพื่อซื้อความหรูหรา

3.เป็นหนี้เพื่อสร้าง ไม่ใช่เพื่อบริโภค
นักธุรกิจส่วนใหญ่ใช้การกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์, ซื้อกิจการอื่น เช่นการกู้ยืมเงิน 100 ล้านเพื่อซื้ออาคารที่นำมาพัฒนาต่อและเพิ่มมูลค่าเป็น 200 ล้าน เป็นรูปแบบของการสร้างหนี้เพื่อความมั่นคง ไม่ใช่การสร้างหนี้เพื่อซื้อสินค้าที่มูลค่าลดลงเรื่อยๆ
4.เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่นเป็นการลงทุน (Invest in Others’ Mistakes)
คนที่มีเงินระดับมหาเศรษฐีเข้าใจว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองนั้นต้องใช้เวลาและมีราคาแพง จึงใช้เวลาศึกษาความผิดพลาด ของคนอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด และก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น เหมือนที่ Jeff Bezos ชมแนวคิดที่ว่า “เราเรียนรู้จากความล้มเหลว” แต่ความล้มเหลวที่ดีที่สุดคือความล้มเหลวที่เราไม่จำเป็นต้องทำซ้ำด้วยตัวเอง

5.ซื้อเวลาและความเข้าใจ (Buy Time and Understanding)
เมื่อมีเงินมากพอ สิ่งที่ซื้อไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่คือ เวลา ด้วยการจ้างผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และบริการที่จะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาทำกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่า เช่น การทำงานบ้านหรืองานธุรการ ดังเช่นที่เศรษฐีระดับโลกใช้เงินจำนวนมากในการจ้าง ทีมที่ปรึกษาด้านภาษี และ ผู้จัดการ เพื่อให้ดูแลในงานทั่วไป จะได้มีเวลาไปสร้างความมั่งคั่งในเส้นทางอื่นได้มากขึ้น
6.การลงทุนคือการควบคุมอารมณ์ (Master Your Financial Emotions)
เศรษฐีพันล้านจะรักษาวินัยอย่างเคร่งครัดและไม่ยอมให้อารมณ์มาชี้นำการตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสียในขณะที่คนอื่นอาจจะกลัว ยกตัวอย่างในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ที่ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนัก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งในราคาถูก เนื่องจากความกลัวที่เข้าครอบงำนักลงทุนคนอื่น ซึ่งการตัดสินใจนี้สร้างผลตอบแทนมหาศาลในภายหลัง

7.สร้างรายได้แบบที่ไม่ต้องทำงานทุกวัน (Develop Silent, Passive Income)
โดยจะให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งรายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้เวลาทำงานแลกเปลี่ยนโดยตรง (Passive Income) เช่น ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์, เงินปันผลจากหุ้น, ดอกเบี้ยจากพันธบัตร ยกตัวอย่าง Bill Gates หลังออกจาก Microsoft ก็ได้ก่อตั้ง Cascade Investment ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนในพอร์ตหลากหลาย เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และพันธบัตร เพื่อสร้างรายได้แบบ Passive ที่มั่นคงนอกเหนือจากหุ้น Microsoft ที่มี
8.การเจรจาต่อรองคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด (Negotiation is a Core Asset)
คนรวยระดับมหาเศรษฐีแต่เวลาเจรจาธุรกิจจะไม่ตัดสินใจลงทุนในราคาที่คู่ค้ากำหนด ทั้งหมดต้องผ่านการ เจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อธุรกิจ การทำสัญญา หรือแม้แต่การซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่า เงินที่ประหยัดได้จากการเจรจาคือผลกำไร เหมือน Donald Trump ที่ก่อนจะมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ ในช่วงหนึ่งเคยเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และมักใช้ทักษะการเจรจาต่อรองในการซื้อที่ดินและบริษัทในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

9.การลงทุนในตัวเองต้องมาก่อนการลงทุนในตลาด
สังเกตได้ว่าคนระดับมหาเศรษฐีส่วนใหญ่มักจะลงทุนในความรู้ ทักษะ เพื่อเพิ่มความสามารถ+ความรู้ให้มากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าตัวเองคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดและเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ยกตัวอย่าง Elon Musk ได้ชื่อว่าเป็นนักอ่านตั้งแต่เด็ก และยังคงใช้เวลาในการเรียนรู้และทำความเข้าใจด้านฟิสิกส์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นพื้นฐานที่ทำให้สร้างบริษัทอย่าง SpaceX และ Tesla ได้
10.อย่าฟังแค่ “นักพูด” แต่โฟกัสคนที่ทำ “สำเร็จจริง”
หลายครั้งที่เราอยากรวยก็ฟังจากบรรดา นักพูด ที่มักจะมีคำพูดสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้ราบรื่นเช่นนั้นเสมอไป คนที่จะประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีได้ควรเลือกมองว่า คนที่สำเร็จจริงๆ เขาทำยังไง จากนั้นก็ศึกษาวิธีคิด แนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้ตัวเองสามารถก้าวไปบนเส้นทางที่จะประสบความสำเร็จได้

11.เลือกโฟกัสแค่สิ่งเดียว (One Focus, Big Future)
ความรวยไม่ได้มาจากการวิ่งตามทุกเทรนด์ แต่มาจากการโฟกัส เพียงสิ่งเดียว การกระจายเงินไปในสินทรัพย์หลายประเภทเพื่อลดความเสี่ยง เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการ ปกป้อง ความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นมาแล้ว แต่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ใช้ สร้าง ความมั่งคั่ง เหมือนที่ Warren Buffett ชอบการลงทุนเน้นไปที่บริษัทคุณภาพซึ่งมีจำนวนน้อยแต่ Buffett เชื่อว่าการเชี่ยวชาญทางใดทางหนึ่งคือการสร้างความมั่นคงได้ดีที่สุด
12.เงินคือเกม (Master the Money Game)
เศรษฐีพันล้านไม่ได้มองว่าเงินคือเป้าหมาย แต่เป็น เครื่องมือในการไต่เต้าเพื่อไปให้ถึงจุดหมายสูงสุดดังนั้น ถ้าเอาอารมณ์มาเล่นกับเงิน เราจะแพ้เสมอแต่ถ้าเล่นด้วย เหตุผล เราจะได้เปรียบในการทำธุรกิจ ซึ่ง Warren Buffett คือผู้ที่ใช้ชีวิตตามหลักการนี้อย่างชัดเจนที่สุด โดยมองการลงทุนเป็นเกมที่ต้องใช้สติปัญญา ความอดทน และความเข้าใจเป็นสำคัญ Buffett ไม่สนใจการเก็งกำไรระยะสั้น และจะซื้อเฉพาะเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณไว้เท่านั้น

13.คนรอบข้างจะพาให้ “ประสบความสำเร็จ” (The Right Circle, The Circle That Helps You Grow)
ความสำเร็จมหาศาลไม่ได้มาจากความสามารถของคนคนเดียว แต่มาจาก เครือข่ายและกลุ่มคนรอบข้าง ที่มีมาตรฐานและวิสัยทัศน์ที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่า เหมือนที่ Charlie Munger ได้เปลี่ยนวิธีคิดด้านการลงทุนของ Buffett จากเดิมที่เน้นซื้อ บริษัทที่แย่ในราคาถูก มาเป็นการเน้นซื้อ บริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม ซึ่งถือว่า Munger ช่วยให้ Buffett มีมุมมองและแนวคิดที่แตกต่างนำไปไปสู่กลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงยิ่งขึ้น
วิธีการคิดของเศรษฐีเหล่านี้บางคนอาจย้อนแยงว่าก็เค้าประสบความสำเร็จแล้ว คิดอะไรก็ถูก ทำอะไรก็ไม่ผิด ยังไงเค้าก็รวย ถ้าล้มก็อยู่บนฟูกไม่ได้มาเจ็บตัว แต่สิ่งที่เราอยากจะนำเสนอแท้จริงคือแนวคิดว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงรวย ในตอนนี้เราเองแม้ยังไม่รวยแต่ถ้าเราเริ่มทลายกำแพงในใจ อย่าติดอยู่กับกรอบเดิมๆ
อย่าคิดแต่ว่าทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เราไม่มีทุน ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ทุกอย่างล้วนเป็นข้ออ้าง เราทุกคนสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ดีกว่า เราอาจไม่มีต้นทุนเหมือนคนอื่น แต่เราสามารถเริ่มในแบบที่เป็นตัวเรา ในแบบที่เหมาะสมกับตัวเราได้ สร้างจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายให้ใหญ่ และ “ความคิด” ก็คือด่านแรกที่เราต้องพัฒนาเพื่อจะได้เป็นตัวกระตุ้นและดึงเราไปสู่จุดที่สูงขึ้นได้
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




