อวสาน เต็นท์รถมือ 2 ไทย

ธุรกิจเต็นท์รถมือสองที่เคยคึกคักในประเทศไทย วันนี้กลับเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด ป้ายซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยนรถยนต์ที่เคยโดดเด่นเรียงรายตามริมถนนสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศไทย เริ่มค่อยๆ หายไปทีละน้อยอย่างน่าใจหาย


ธุรกิจ “เต็นท์รถมือสอง” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งทำเงินของผู้ประกอบการรายย่อย เคยสร้างรายได้หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 มีผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสองในประเทศไทย ปิดกิจการและล้มละลายไปแล้วกว่า 1,009 ราย เพิ่มขึ้นถึง 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดรถมือสองของไทยได้อย่างชัดเจน จากธุรกิจซื้อมา-ขายไปที่เคยได้กำไร กำลังกลายเป็นธุรกิจที่ยิ่งทำต่อ ยิ่งเสี่ยงขาดทุน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ใครจะอยู่รอด แต่คือ โมเดลธุรกิจเต็นท์รถแบบเดิม กำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือไม่

จาก “ยุคทองหลังโควิด” สู่ “ขาลง”

เต็นท์รถมือ 2
ภาพจาก https://app.envato.com

ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีหลังสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มคลี่คลาย ตลาดรถยนต์มือสองของไทยเคยเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าเป็น “ยุคทอง” ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากหันมาเลือกซื้อรถมือสองกันอย่างคึกคัก เพราะราคารถใหม่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรอส่งมอบนานหลายเดือน ทำให้รถมือสองกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ทันที

ในช่วงเวลานั้น เต็นท์รถแทบไม่ต้องกังวลเรื่องสต็อกใดๆ รถบางรุ่น “เข้าเช้า ออกบ่าย” กำไรต่อคันอาจไม่สูงมาก แต่ชดเชยด้วยปริมาณการขายที่หมุนได้เร็ว แต่ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปี 2566 เป็นต้นมา ตลาดที่เคยคึกคักเริ่มชะลอตัวลง จำนวนผู้ซื้อหดตัว ขณะที่จำนวนรถในตลาดกลับเพิ่มขึ้น ตัวเลขยอดขายสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน

ปี 2566 มียอดขายรถมือสองประมาณ 406,000 คัน แต่พอมาในปี 2568 กลับลดลงเหลือเพียงประมาณ 317,000 คัน หรือหดตัวลงถึง 22% ภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี การลดลงของจำนวนรถยนต์ในระดับนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความผันผวนระยะสั้น

แต่สะท้อนถึงแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวในตลาดรถยนต์มือสอง เมื่อความต้องการซื้อ หรือ Demand ลดลง แต่ปริมาณจำนวนรถยนต์ในตลาดยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสมดุลของตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนไป และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน ที่กำลังส่งผลต่อผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองทั่วประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4 สาเหตุหลักที่ทำให้เต็นท์รถกำลังหายไป
1. กำลังซื้อคนไทยหดตัว

เต็นท์รถมือ 2
ภาพจาก https://app.envato.com

เบื้องหลังยอดขายของเต็นท์รถที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากแค่คนไม่อยากซื้อรถ แต่เป็นเพราะคนจำนวนมากซื้อไม่ไหว เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระทั้งสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะเดียวกันรายได้ของประชาชนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ

บางกลุ่มกลับมีรายได้ลดลง หรือมีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างชัดเจน จากเดิมที่ “รถยนต์” เคยเป็นสินค้าที่จำเป็น เริ่มถูกจัดอยู่ในหมวดสิ่งของที่เลื่อนออกไปก่อนได้ แม้แต่รถมือสอง ซึ่งเคยเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่มีงบจำกัด ก็ยังถูกมองว่าเป็นภาระในระยะยาว เพราะการซื้อรถหนึ่งคัน ไม่ได้จบแค่ราคาซื้อ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายตามมามากมาย ทั้งค่างวดรถ ค่าน้ำมัน ค่าประกัน และค่าซ่อมบำรุงรักษาในแต่ละเดือน

เมื่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน หรือบางรายเลือกที่จะไม่ซื้อเลย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ หน้าร้านเต็นท์รถยนต์มือสองที่เคยมีลูกค้าเดินเข้ามาสอบถามตลอดทั้งวัน เริ่มเงียบลง และเมื่อคนซื้อหายไป ธุรกิจที่พึ่งพาการหมุนเวียนของเงินอย่างรวดเร็วอย่างเต็นท์รถ ก็เริ่มสะดุดทันที

2. รถมือสอง “ล้นตลาด”

ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อชะลอตัว อีกด้านหนึ่งของตลาดกลับเผชิญปัญหา “รถยนต์ล้นตลาด” อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รถยนต์จำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดรถยนต์มือสองในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะรถจากไฟแนนซ์ที่ถูกยึด ตัวเลขรถที่ถูกยึดพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 24,000–25,000 คันต่อเดือน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเวลาปกติ ซึ่งรถเหล่านี้ไม่ได้ค่อยๆ ทยอยเข้าสู่ตลาด

แต่ถูกเทออกมาในปริมาณมาก ผ่านการประมูลและช่องทางต่างๆ ส่งผลให้เต็นท์รถจำนวนมากต้องรับรถเข้าสต็อกในราคาที่แม้จะดูเหมือนถูก แต่กลับกลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาว เพราะรถในตลาดมีมากกว่าคนซื้อ

ที่สำคัญก็คือ “ราคา” จะเป็นกลไกแรกที่ถูกกดลง รถรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน อาจถูกตัดราคากันเองระหว่างเต็นท์รถ เพียงเพื่อให้ขายออกได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ผู้ขายมีอำนาจต่อรอง กลับกลายเป็นว่าผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น และในการแข่งขันของตลาดรถยนต์มือสอง ผู้ประกออบการเต็นท์รถที่ถือสต็อกมากที่สุด มักจะเป็นฝ่ายที่เจ็บตัวและมีโอกาสปิดกิจการมากที่สุด

3. สงครามราคารถใหม่ โดยเฉพาะ EV

ภาพจาก https://app.envato.com

อีกหนึ่งแรงกระแทกสำคัญที่หลายคนอาจไม่คาดคิด คือ แรงสั่นสะเทือนจากตลาดรถยนต์ใหม่ ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เปิดศึกสงครามราคากันอย่างหนัก รถใหม่หลายรุ่นปรับราคาลงตั้งแต่ 11% ไปจนถึง 35% สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบแค่รถใหม่ แต่ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดรถมือสองโดยตรง

เมื่อราคารถใหม่ถูกลง ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเริ่มลังเล จากเดิมที่คิดจะซื้อ “รถมือสอง” กลับเปลี่ยนใจไปซื้อรถใหม่ที่ราคาลดลงแทน ในขณะเดียวกันรถมือสองที่อยู่ในตลาดก็ต้อง “ลดราคาตาม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางรุ่นราคาหายไปถึง 30–40% ในเวลาไม่นาน สำหรับเต็นท์รถนี่ไม่ใช่แค่กำไรที่ลดลง แต่คือมูลค่าสินค้าในมือที่หายไปต่อหน้าต่อตา

รถที่ซื้อมาในราคาหนึ่ง อาจต้องขายขาดทุน เพียงเพราะตลาดเปลี่ยนไป และยิ่งถือไว้นานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

4. กำไรธุรกิจน้อยจนแทบไม่เหลือ

เมื่อทั้งยอดขายรถยนต์ลดลงและราคาถูกกดลงพร้อมกัน สิ่งที่หายไปอย่างรวดเร็วที่สุด คือ “กำไร” ธุรกิจเต็นท์รถที่เคยพออยู่ได้จากการหมุนรอบเร็ว เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ขายก็แทบไม่เหลือกำไร ตัวเลขสะท้อนให้เห็นภาพนี้ได้ชัดเจน กำไรสุทธิของธุรกิจเคยอยู่ที่ราวๆ 1% ในปี 2562 แต่พอมาในช่วงปี 2567–2568 ลดลงเหลือเพียงประมาณ 0.5–0.6% เท่านั้น

ตัวเลขที่ดูเหมือนเล็กน้อยนี้ สำหรับธุรกิจที่มีต้นทุนสูง กลับถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเต็นท์รถไม่ได้มีแค่ต้นทุนซื้อรถ แต่ยังต้องแบกรับดอกเบี้ยจากเงินลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดูแลและซ่อมบำรุง รวมถึงค่าเสื่อมราคาที่เกิดขึ้นทุกวัน

ในสถานการณ์เช่นนี้ การขายรถหนึ่งคัน อาจไม่ใช่การทำกำไรอีกต่อไป แต่เป็นเพียงการลดภาระ และระบายความเสี่ยง โดยเมื่อธุรกิจเต็นท์รถไม่สามารถสร้างกำไรได้เพียงพอในระยะยาว สุดท้ายการเลือก “ปิดกิจการ” จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ แต่กลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้ประกอบการเต็นท์รถจำนวนมากในตลาดนี้

วิกฤตสินเชื่อ ตัวเร่งให้เต็นท์รถล้ม

ภาพจาก https://app.envato.com

แม้จะมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ยังอยากซื้อรถยนต์มือสอง แต่ในความเป็นจริง กลับมีอีกด่านสำคัญที่หลายคนไปไม่ถึง นั่นคือ “การอนุมัติสินเชื่อ” ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถาบันการเงินเริ่มปรับนโยบายด้วยความระมัดระวังมากขึ้น การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันยอดขาย กลับกลายเป็น “คอขวด” ของตลาด

ธนาคารและไฟแนนซ์เข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพิจารณารายได้ ความมั่นคงของอาชีพ ไปจนถึงประวัติทางการเงินของผู้กู้ ผลลัพธ์ก็คือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในบางช่วงเวลาสูงเกินกว่า 50% นั่นหมายความว่า ลูกค้า 2 คนที่เดินเข้ามาในเต็นท์รถ อาจมีเพียง 1 คน หรืออาจไม่มีใครเลยที่สามารถซื้อรถยนต์ได้จริง

สถานการณ์นี้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ สร้างความผิดหวังให้กับลูกค้า แม้จะเลือกรถที่ต้องการไว้แล้ว แต่จากมุมของผู้ประกอบการ คือ ยอดขายที่หายไปทั้งก้อน รถที่คิดว่าจะขายได้ กลับต้องถูกนำกลับไปจอดในเต็นท์เหมือนเดิม เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เต็นท์รถจำนวนมากจึงเริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่อง รายรับไม่เข้าตามเป้า แต่รายจ่ายยังคงเดินต่อ

ในธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการหมุนเงินตลอดเวลา เพียงแค่ยอดขายสะดุดไม่กี่เดือน ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ทั้งกิจการ “ล้มลง” ได้

จุดตายของเต็นท์รถ “สต็อก = ระเบิดเวลา”

ภาพจาก https://app.envato.com

ในธุรกิจเต็นท์รถมือสอง รถที่อยู่ในสต็อกไม่ได้เป็นแค่สินค้าเฉยๆ แต่เปรียบเสมือนต้นทุนแฝงที่เดินได้ เพราะทุกวันรถแต่ละคันจะสูญเสียมูลค่าไปเรื่อยๆ ต้นทุนแฝงหลักๆ ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ มีดังนี้

  • ค่าเสื่อมราคา – รถยนต์ที่มีสภาพเก่า มูลค่าจะลดลงทุกวัน
  • ดอกเบี้ยเงินทุน – รถส่วนใหญ่ซื้อเข้ามาในเต็นท์ จะมาจากเงินกู้หรือเงินทุนหมุนเวียน
  • ค่าดูแลและซ่อมบำรุง – รถยนต์ที่จอดไว้ในเต็นท์ ต้องมีการดูแลและซ่อมบำรุงให้พร้อมขายตลอดเวลา

ข้อมูลสำคัญจากตลาดเต็นท์รถมือสองยังพบว่า ทุกครั้งที่รถค้างสต็อกในเต็นท์เพิ่มขึ้น 30 วัน จะทำให้กำไรที่คาดหวังหายไปประมาณ 2% ดูเหมือนจะไม่มากเท่าไหร่ แต่เมื่อต้องสต็อกรถไว้หลายสิบคันต่อเดือน ผลกระทบก็จะสะสมทันที รถ 50 คันที่ขายช้าเพียงเดือนเดียว กำไรที่ควรได้อาจหายไปกว่าหนึ่งเท่าตัวของกำไรสุทธิ ดังนั้น “รถค้างสต็อก = ระเบิดเวลา”

ดังนั้น เต็นท์รถที่ไม่สามารถหมุนรถออกได้เร็ว ไม่ใช่แค่ขายได้น้อยลง แต่กำไรทั้งหมดของธุรกิจอยู่บนเส้นด้ายด้วย ในหลายกรณี ผู้ประกอบการพยายามลดราคาลงเพื่อระบายสต็อกรถยนต์ที่จอดในเต็นท์ นั่นก็หมายถึงการขายขาดทุนโดยตรง

นี่คือจุดที่ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองหลายแห่งเริ่มเผชิญกับ “ทางตัน” อย่างแท้จริง

ทำไมเต็นท์รถบางราย “ยังรอด”

ภาพจาก https://app.envato.com

แม้ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเต็นท์รถมือสองจะต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่หดตัว ราคาที่ผันผวน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ท่ามกลางวิกฤตนี้ ยังมีผู้ประกอบการกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถฝ่าคลื่น และรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น

ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS พบว่า มีเพียง 11 บริษัท หรือคิดเป็นแค่ 4.2% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ที่สามารถสร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง และมีกำไรสุทธิเป็นบวกติดต่อกันถึง 3 ปี เมื่อเจาะลึกลงไปจะเห็นภาพที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

  • ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (รายได้มากกว่า 500 ล้านบาท) มีผู้ที่ทำผลงานได้ดี 2 บริษัท จากทั้งหมด 8 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วน 25%
  • ขณะที่ธุรกิจขนาดกลาง (รายได้ 100–500 ล้านบาท) มีผู้ทำผลงานได้ดี 4 บริษัท จาก 69 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 5.8%
  • ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้ 10–100 ล้านบาท) ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของตลาด กลับมีผู้ที่อยู่รอดได้เพียง 5 บริษัท จาก 186 บริษัท หรือเพียง 2.7% เท่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยิ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ยิ่งเผชิญความยากลำบากในการอยู่รอดมากขึ้น

อะไรคือจุดแข็งที่ทำให้พวกเขายังยืนอยู่ได้

  1. หมุนรถเข้า-ออกเร็วกว่าใคร รถที่ขายออกได้เร็วกว่าเฉลี่ยประมาณ 95 วัน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ประมาณ 121 วัน การหมุนรถเข้า-ออกได้เร็ว ช่วยลดค่าเสื่อมราคา และต้นทุนแฝง ทำให้กำไรไม่หายไปจากสต็อกรถที่ตกค้าง
  2. เลือกรถที่ตลาดต้องการ กลุ่มรถมือสองยอดนิยม ส่วนใหญ่จะเป็น รถกระบะ และ SUV มีความต้องการในตลาดสูง สามารถหมุนรถออกได้ง่าย ราคาคงตัว ต่างจากรถที่ผู้ซื้อสนใจน้อยหรือมีสภาพเก่าที่ขายออกยาก
  3. บริหารสต็อกอย่างชาญฉลาด

ผู้ประกอบการที่อยู่รอดส่วนใหญ่จะไม่กักสต็อกรถให้มากจนเกินความจำเป็น พวกเขามีการคำนวณต้นทุนดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคาก่อนสต็อกรถทุกคัน จะช่วยทำให้สภาพคล่องดีขึ้น แม้ตลาดรถมือสองจะทรุดตัวลงก็ตาม

ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่ได้พึ่งพาแค่โชค แต่รู้จักใช้ข้อมูล + การวางแผน + การเลือกสินค้ารถยนต์เป็นกลยุทธ์ ส่งผลให้แม้ตลาดรถมือสองทั้งระบบจะชะลอตัว แต่พวกเขายังสามารถรักษากำไรและหมุนเวียนธุรกิจต่อไปได้

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ไม่สามารถปรับตัว หรือสต็อกรถยนต์ค้างเกินความจำเป็น ก็จะถูกบังคับให้ปิดกิจการไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือภาพที่สะท้อนให้เห็นตลาดรถมือสองในยุควิกฤตทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ภาวะสงครามโลก

แนวโน้มอนาคตของเต็นท์รถมือสอง

ภาพจาก https://app.envato.com

เมื่อมองไปข้างหน้า จะเห็นว่าตลาดรถยนต์มือสองของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS คาดการณ์ว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทยอาจเหลือเพียงประมาณ 32,600 ล้านบาท เป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเดิมในช่วงปี 2564-2566 ประมาณ 9% การแข่งขันจะยังคงเข้มข้นมากขึ้น แต่เปลี่ยนรูปแบบการขาย

ทิศทางสำคัญของตลาดเต็นท์รถยนต์มือสองที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ

  • เต็นท์รถรายเล็ก – เสี่ยงปิดตัว หากไม่ปรับกลยุทธ์
  • เต็นท์รายใหญ่ มีทุนมาก – อยู่รอดด้วยระบบการจัดการที่ชาญฉลาด และสต็อกหมุนเร็ว
  • แพลตฟอร์มออนไลน์ – กำลังเข้ามาแทนที่การซื้อขายแบบออฟไลน์ ผู้ซื้อสามารถเลือกชมรถทางออนไลน์ได้หลายร้อยคันพร้อมกับการรีวิว ซึ่งการขายผ่านออนไลน์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และหมุนรถออกได้เร็ว

สรุปแนวทางการปรับตัว

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบการเต็นท์รถในตลาดต้องเริ่มปรับตัวกันให้ชัดเจน แนวทางแรก คือการเลือกเล่นในเกมที่ได้เปรียบ เต็นท์รถจำนวนหนึ่งเริ่มปรับพอร์ตสินค้า หันมาเน้นรถที่มีสภาพคล่องสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น กลุ่มรถกระบะ และ SUV/PPV รถในกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบสำคัญคือ “ขายง่าย” สามารถหมุนออกจากสต็อกได้ต่อเนื่อง

เมื่อรถหมุนออกได้เร็ว ความเสี่ยงจากการกดราคา และต้นทุนแฝงก็ลดลงตามไปด้วย ในทางกลับกันผู้ประกอบการที่ยังถือรถในกลุ่มที่แข่งขันด้านราคาสูง หรือรถที่มีค่าเสื่อมเร็ว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) บางรุ่น อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เรียกว่า “Price Gap” หรือส่วนต่างราคาที่หายไปเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ขายได้ยาก และหากเก็บไว้ก็มีความเสี่ยง

อีกแนวทางหนึ่ง คือการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจจากเดิมที่ต้องลงทุนซื้อรถเข้าสต็อกเอง ผู้ประกอบการบางรายเริ่มหันไปใช้โมเดล รับฝากขาย (Consignment) ซึ่งช่วยลดภาระการแบกรับสต็อก และลดความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน

ในขณะเดียวกัน การขายรถยนต์ผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็กลายเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในยุคนี้ เพราะสามารถช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาในการขาย และสามารถเปิดตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าได้กว้างกว่าเดิม

สรุปคือ ธุรกิจรถมือสองไม่ได้จะหายไปทั้งหมด แต่โมเดลแบบเดิมของเต็นท์รถรายเล็ก กำลังถูกบังคับให้ปรับตัวหรือหายไป

แหล่งข้อมูล

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช