อวสานสะดวกส่ง รายใหญ่ไม่เข็ด รายเล็กไม่รอด

ช่วงที่ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจขนส่งพัสดุและจุดรับ–ส่งสินค้าเอกชน ได้ขยายตัวตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว

 

ปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน สร้างกลายเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่ต้องการมีธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ถูกออกแบบโมเดลธุรกิจให้เริ่มต้นง่าย ใช้เงินลงทุนไม่สูง และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน

โมเดลดังกล่าวมักถูกสร้างระบบให้ธุรกิจบริหารจัดการไม่ยุ่งยาก ผู้ลงทุนเพียงจัดหาสถานที่ เปิดหน้าร้าน รับพัสดุจากลูกค้า และรอให้บริษัทแม่หรือพาร์ทเนอร์เข้ามารับสินค้าไปจัดส่งต่อ

ภาพลักษณ์ที่ถูกสื่อสารออกมาคือการเป็นธุรกิจที่แทบไม่ต้องลงแรง หรือที่หลายคนเรียกว่า “เสือนอนกิน” โดยมีรายได้ในรูปแบบส่วนแบ่งจากค่าขนส่งที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กลุ่มผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากตัดสินใจเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มองหารายได้เสริม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 รวมถึงเจ้าของพื้นที่ว่างที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดจากทรัพย์สินที่มีอยู่ภายใต้ภาพธุรกิจที่ดูเรียบง่ายและน่าสนใจ แม้ความต้องการใช้บริการส่งสินค้าและพัสดุจะมีอยู่จริง

เพราะจากข้อมูลของ Priceza Thailand ระบุว่ามูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2024 อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท, ปี 2025 อยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ในปี 2030 จะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท

แต่ภาพของรายได้ธุรกิจที่ถูกนำเสนอ อาจไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมดของโครงสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนและสัดส่วนรายได้ที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะได้รับในระยะยาว กลายเป็นความท้าทายที่หลายคนได้เผชิญเมื่อเข้าสู่สนามจริง

ความจริง “สะดวกส่ง” งานเยอะ แต่กำไรบาง

อวสานสะดวกส่ง

เมื่อเข้าสู่สนามการดำเนินธุรกิจจริง ภาพของ “เสือนอนกิน” ที่เคยถูกคาดหวัง กลับไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญ

โดยเฉพาะโครงสร้างรายได้ที่อิงกับ “ส่วนแบ่งต่อชิ้น” ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยเพียงประมาณ 5–10 บาทต่อพัสดุหนึ่งชิ้น แล้วแต่ขนาดใหญ่ขนาดเล็ก ทำให้รายได้จำเป็นต้องพึ่งพาปริมาณพัสดุจำนวนมากในแต่ละวัน

แม้บางสาขาจะมีปริมาณพัสดุเข้าออกอย่างต่อเนื่อง แต่รายได้รวมกลับไม่เพียงพอต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องแบกรับ

ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงาน รวมถึงค่าน้ำและค่าไฟ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกเดือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคำนวณต้นทุนรวมแล้ว ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยมีกำไรสุทธิอยู่ในระดับต่ำมาก หรือแทบไม่เหลือกำไรเลย

ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก สะท้อนเป็นเสียงเดียวกัน คือ “ยิ่งทำมาก ยิ่งเหนื่อย” แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น

เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจไม่ได้เอื้อต่อการสร้างมาร์จิ้นในระดับสูง ส่งผลให้หลายสาขาแม้ทำงานตลอดทั้งวัน แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอกับต้นทุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานในแต่ละเดือน

จากโอกาสทอง Red Ocean
1. เปิดง่าย คนแห่ทำ

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าโมเดลแฟรนไชส์ร้านส่งพัสดุ สามารถดึงดูดคนจำนวนมากเพราะค่าแฟรนไชส์เริ่มต้นต่ำ ไม่ต้องมีทักษะเฉพาะใดๆ ใครๆ ก็เปิดร้านได้ ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่ในเวลาเดียวกันกลายเป็นตลาดอิ่มตัวเร็ว ร้านกระจายเต็มชุมชน แข่งกันเองในพื้นที่เดียวกัน ความได้เปรียบจากเปิดก่อนจึงไม่ใช่ข้อได้เปรียบในระยะยาว

2. ดีมานด์โต แต่รายย่อยไม่โต

แม้ว่าปริมาณพัสดุจะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ แต่ลูกค้ารายใหญ่โดยเฉพาะแม่ค้าออนไลน์ มักทำดีลตรงกับบริษัทขนส่ง ทำให้รายย่อยที่ซื้อแฟรนไชส์ไม่สามารถเข้าถึงรายได้สูงสุดได้ แม้ตลาดดูเหมือนขยาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ผ่านร้านรายย่อย

3. สงครามราคา

บริษัทผู้ให้บริการรายใหญ่เสนอโปรลดราคาสุดแรง เช่น ค่าส่งเริ่มต้น 19 บาท พร้อมส่วนลด 30–40% สำหรับลูกค้า VIP ส่งผลให้รายได้ของร้านแฟรนไชส์เหลือเพียงแค่เศษเงิน ยิ่งรับมาก ยิ่งเหนื่อย ที่สำคัญ Margin ต่ำทำให้อยู่รอดยากในระยะยาว

เกมของรายใหญ่ คู่ค้า หรือ คู่แข่ง?

อวสานสะดวกส่ง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญ คือ บทบาทของ “บริษัทแม่” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนแฟรนไชส์เท่านั้น แต่ในหลายกรณีกลับกลายเป็นผู้แข่งขันในสนามเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเชิงโครงสร้าง ผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Kerry Express, Flash Express, J&T Express หรือ ไปรษณีย์ไทย ล้วนมีความได้เปรียบจากการควบคุมทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดราคา การบริหารเครือข่าย ไปจนถึงการเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่

ความได้เปรียบตรงนี้เปิดทางให้บริษัทรายใหญ่สามารถออกโปรโมชั่น หรือกำหนดราคาพิเศษสำหรับลูกค้า VIP ได้โดยตรง

ขณะเดียวกัน ทีมขายของบริษัทรายใหญ่ก็มีบทบาทเชิงรุกในการเข้าหาลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ที่มีปริมาณการจัดส่งสินค้าและพัสดุสูง เพื่อนำเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าในระดับราคาที่ร้านแฟรนไชส์ไม่สามารถแข่งขันได้

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการ “ตัดตอน” ห่วงโซ่รายได้ของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างชัดเจน

ลูกค้ากลุ่มสำคัญที่เคยใช้บริการหน้าร้าน ถูกดึงเข้าสู่ระบบของบริษัทรายใหญ่โดยตรง เหลือไว้เพียงลูกค้ารายย่อยตามชุมชนที่มีปริมาณการส่งพัสดุไม่มาก และไม่สามารถสร้างรายได้ในระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจต่อไปได้

สถานการณ์ดังกล่าว ได้สะท้อนถึงความไม่สมดุลเชิงอำนาจในตลาดอย่างชัดเจน เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มรายใหญ่ เป็นผู้กำหนดกติกา และควบคุมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ย่อมมีความได้เปรียบเหนือกว่าผู้เล่นรายย่อยในทุกมิติ

ปัญหาที่ธุรกิจมองไม่เห็น

นอกเหนือจากการแข่งขันที่รุนแรง ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในธุรกิจร้านสะดวกส่ง ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านรับส่งพัสดุจำนวนมากค่อยๆ ปิดจการโดยไม่ทันตั้งตัว โดยมีประเด็นหลัก คือ

  1. ผู้ประกอบการได้รับส่วนแบ่งเพียงประมาณ 5-10% ของค่าขนส่งต่อชิ้น และต้องรับภาระต้นทุนทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แม้จะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่กำไรสุทธิได้ต่ำมาก
  2. นโยบายจากบริษัทแม่ เช่น การปรับลดค่าตอบแทน ค่าคัดแยก หรือเงื่อนไขการให้บริการ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าอย่างชัดเจน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ไม่สามารถวางแผนทางการเงินในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. กระแสเงินสด (Cash Flow) ธุรกิจมักมีรายรับที่เข้ามาล่าช้า หรือทยอยรับเป็นรอบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายต้องจ่ายทันทีในแต่ละเดือน ส่งผลให้หลายร้านประสบภาวะสภาพคล่องตึงตัวโดยไม่รู้ตัว แม้ในภาพรวมจะดูเหมือนมีรายได้หมุนเวียนอยู่ตลอด
  4. การสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ไปสู่ระบบ “หลังบ้าน” ของบริษัท ยังทำให้โครงสร้างรายได้ของรายย่อยเปลี่ยนไป จากเดิมที่มีลูกค้าปริมาณมาก เหลือเพียงลูกค้ารายย่อยที่มีความถี่ในการใช้บริการต่ำ และไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอในระยะยาว

ธุรกิจนี้ยังน่าทำไหม?

อวสานสะดวกส่ง

ภายใต้สถานการณ์ของตลาดร้านสะดวกส่งที่เปลี่ยนแปลงไป คำถามสำคัญคือ ธุรกิจรับส่งพัสดุยังคงเป็นธุรกิจที่มีโอกาส สำหรับนักลงทุนรายย่อยอยู่หรือไม่ คำตอบคือ “ยังมีโอกาส” แต่ไม่ใช่ในรูปแบบธุรกิจเดิมอีกต่อไป

แม้ความต้องการใช้บริการส่งสินค้าหรือพัสดุของผู้บริโภค จะยังคงเติบโตตามตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย แต่โมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิม ที่อาศัยเพียงการเปิดหน้าร้าน รับพัสดุ และรอรับส่วนแบ่งรายได้ เริ่มไม่สามารถสร้างกำไรได้เหมือนในอดีต

ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ รายได้ และเงื่อนไขการแข่งขันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยภายนอกกำลังเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานทั่วโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตั้งแต่การขนส่งระยะไกลไปจนถึง Last-mile delivery ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ค่าน้ำมัน แต่ยังลามไปถึงราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น, ค่าขนส่งระหว่างประเทศที่ผันผวน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยรวมที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบทั้งหมดนี้ ยิ่งบีบ “Margin” ของธุรกิจที่เดิมก็น้อยอยู่แล้วให้แคบลงไปอีก

ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดยังคงได้เปรียบ ทั้งในด้านเทคโนโลยี เครือข่ายการขนส่ง และอำนาจต่อรองด้านต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

ดังนั้น ธุรกิจรับส่งพัสดุในวันนี้ จึงไม่ใช่ “เสือนอนกิน” และไม่ใช่ Passive Income อีกแล้ว แต่เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด, การเพิ่มมูลค่าบริการ เช่น แพ็กสินค้า, Fulfillment, หรือบริการเฉพาะทาง

ตลอดจนการหาตำแหน่งทางการตลาดที่แตกต่าง (Niche Market) ดังนั้น โอกาสในการอยู่รอดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าตลาดยังมีดีมานด์หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้ทันกับต้นทุนและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้หรือไม่มากกว่า

บทสรุป

ธุรกิจรับส่งพัสดุสำหรับรายย่อยยังมีดีมานด์ แต่โมเดลแฟรนไชส์แบบเดิมเริ่มไม่เวิร์ก ต้นทุนสูง กำไรต่อชิ้นต่ำ และการแข่งขันจากบริษัทใหญ่ทำให้รายได้ถูกตัดตอน ความอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับการปรับตัว

ไม่ว่าจะเป็นการขยายรูปแบบบริการใหม่เพิ่ม รับแพ็กสินค้า จับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม สร้างรายได้เสริม และควบคุมต้นทุนให้เข้มงวด ผู้ประกอบการที่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจและสร้างความแตกต่างได้เท่านั้น จึงจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง
https://citly.me/uBm2w

 

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไช