หยุดงมทาง Marketing Canvas วางแผนตลาด แผ่นเดียวจบ!

สำหรับใครที่คิดทำธุรกิจยุคนี้จำเป็นต้องมี “กลยุทธ์” เพราะถือเป็นเคล็ดลับในการอยู่รอด ธุรกิจใดๆก็ตามหากปราศจากกลยุทธ์ไม่ต่างจากการพายเรือแบบไร้ทิศทางที่เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับคืนมา

และการตลาดในยุคนี้ไม่ได้สู้กันด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักการใช้และปรับตัวตาม Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ

  • 70% ของการตัดสินใจซื้อ เริ่มต้นที่ Search Engine หรือ Social Media ก่อนที่ลูกค้าจะเห็นหน้าร้านจริง
  • 15-20% คือผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) จากการที่ธุรกิจนำ AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า
  • 50% ของธุรกิจสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ให้คงอยู่กับแบรนด์ได้
  • 80% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Millennials ยินดีจ่ายแพงขึ้นให้กับแบรนด์ที่มีความชัดเจนในจุดยืนของตัวเอง

แต่คำถามคือในยุคที่ข้อมูลด้านการตลาดมีอย่างมากมายมหาศาล คนทำธุรกิจจะเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบไหนอย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ Marketing Canvas ที่เหมาะสมกับการนำมาใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท

Marketing Canvas คืออะไร? มีองค์ประกอบสำคัญอะไรบ้าง?

Marketing Canvas วางแผนตลาด

Marketing Canvas เป็นเครื่องมือวางแผนด้านการตลาด ออกแบบมาเพื่อให้เจ้าของธุรกิจ SMEs หรือนักการตลาดมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “สินค้า” “ลูกค้า” และ “วิธีการขาย” อย่างเป็นระบบ มีจุดเด่นสำคัญคือ ความเรียบง่าย องค์ประกอบไม่ซับซ้อน ทำตามได้ไม่ยาก บางครั้งสามารถเขียนรายละเอียดคร่าว ๆ ลงในกระดาษเพียงแผ่นเดียวได้

ซึ่ง Marketing Canvas มี 10 องค์ประกอบที่แยกเป็น 4 ส่วนสำคัญคือ

1.ความเป็นตัวตนของแบรนด์ + เป้าหมาย

  • Goals (เป้าหมายที่ชัดเจน) จะช่วยทำให้รู้ความต้องการ และไม่หลงทาง เมื่อต้องลงมือทำการตลาดจริง
  • ตัวตนของแบรนด์ เราต้องรู้ว่าวัตถุประสงค์ของแบรนด์เราคืออะไร อยากให้ลูกค้าจดจำแบบไหนเช่น เป็นแบรนด์หรูที่เน้นภาพลักษณ์ หรือแบรนด์ที่เป็นมิตรและคุ้มค่า ซึ่งก็จะสัมพันธ์กับเรื่อง อัตลักษณ์ (Identity) เช่น สีและโลโก้ด้วย

2.รู้จักคู่แข่ง + การตลาด

Marketing Canvas วางแผนตลาด

Marketing Canvas จะทำให้เราโฟกัสตลาดได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญในส่วนนี้คือ

  • Market (ตลาดที่เราอยู่) ซึ่งเราต้องรู้ว่าแบรนด์เราจะเน้นตลาดแบบไหน สภาพตลาดตอนนี้เป็นอย่างไร
  • Competitor (คู่แข่ง) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ว่าตอนนี้ใครคือคู่แข่งเราทั้งทางตรงและทางอ้อม เขามีจุดแข็งและจุดอ่อนแบบไหนอย่างไรบ้าง
  • Trends เป็นองค์ประกอบที่มองข้ามไม่ได้การเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์จะทำให้เข้าถึงพฤติกรรมลูกค้าได้มากขึ้นไมว่าจะเทรนด์รักษ์โลก , สังคมผู้สูงวัย ถ้าแบรนด์เราก้าวตามเทรนด์ได้ทันจะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

3.หัวใจของการขาย (The Solution)

เป็นการหาข้อมูลและรู้ว่าจะขายด้วยวิธีไหนอย่างไรเพื่อให้เข้าถึงความต้องการลูกค้าได้มากที่สุด มีองค์ประกอบสำคัญในส่วนนี้คือ

  • Value Proposition หรือคุณค่าของแบรนด์ที่ต้องการส่งมอบให้ลูกค้า เช่นเรามีความโดดเด่นอะไรที่ลูกค้าจะต้องยอมจ่ายเงินซ้อ หรือสินค้าเราช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไรเป็นต้น
  • Customer (ลูกค้าตัวจริง) สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเราคือใคร อายุเท่าไหร่ พฤติกรรมเป็นอย่างไร ยิ่งมี Data ในเรื่องนี้มากเท่าไหร่โอกาสที่จะเข้าถึงลูกค้าก็มีมากขึ้น

4.การลงมือทำและวัดผล (The Execution)

เมื่อรู้ว่าลูกค้าเราคือใคร สินค้าเรามีจุดเด่นแบบไหน วางตำแหน่งสินค้าเราไว้แบบใดในตลาด ส่วนสำคัญต่อมาคือการลงมือทำหมายถึงการเลือกใช้ช่องทางในการสื่อสารเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนจะได้ไม่เสียงบการตลาดแบบไม่จำเป็นซี่งก็มีองค์ประกอบในส่วนนี้ที่น่าสนใจคือ

  • Conversation ต้องเลือกให้ถูกว่าจะสื่อสารช่องทางไหนที่เข้าถึงลูกค้าได้เช่นเน้นทำ Content ให้ความรู้, ใช้ Influencer รีวิว หรือเน้นยิงโฆษณา Facebook/TikTok เพื่อปิดการขายโดยตรง
  • Journey (เส้นทางการเป็นลูกค้า) เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อทันทีที่เห็น เราต้องมีแผนรองรับตั้งแต่ช่วงทำให้ลูกค้ารู้จัก (Awareness) ทำให้ลูกค้าเชื่อถือ (Consideration) วิธีปิดการขาย (Purchase) ไปจนถึงการทำ Retention ให้เขากลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อ
  • Metrics (การวัดผล) คือการสรุปในตอนท้ายว่ากลยุทธ์ที่ใช้มาได้ผลแค่ไหน ตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น ยอดขายต่อเดือน จำนวนลูกค้าใหม่ที่แบรนด์หาได้ ในช่วงเวลาที่กำหนด , จำนวนลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อสินค้าซ้ำ , ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการซื้อสินค้า 1 ครั้งของลูกค้า เป็นต้น
    ประโยชน์ของ Marketing Canvas และการนำไปใช้ในธุรกิจ

ในยุคที่ข้อมูลด้านการตลาดมีเยอะแยะนับไม่ถ้วน การทำ Marketing Canvas คือไกด์ไลน์ให้ธุรกิจอยู่รอดได้มีประโยชน์ 3 ด้านหลักๆ คือ

  1. ช่วยโฟกัสเป้าหมายการตลาดได้แม่นยำ เพราะ Marketing Canvas จะคัดกรองให้สิ่งที่เราทำเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของแบรนด์อะไรก็ตามที่ทำแล้วขัดแย้งกับไกด์ไลน์ จะไม่ถูกนำไปใช้ต่อนั่นหมายถึงลดโอกาสในการที่เราจะต้องไปเสียเวลากับการตลาดที่ไม่ได้ผลในด้านการสร้างยอดขาย
  2. ทำให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็ว จุดเด่นของ Marketing Canvas คือสามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว อัพเดทสิ่งใหม่เข้าไปได้ทันที เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจได้มากกว่าการใช้ Business Plan แบบเดิม
  3. สร้างความเข้าใจที่ตรงกันในองค์กร ปัญหาใหญ่ของ SMEs คือ เจ้าของคิดอย่างแต่ลูกน้องหรือทีมงานทำไปอีกอย่างซึ่งการมี Marketing Canvas ที่สรุปในกระดาษแผ่นเดียวทุกคนจะเห็นภาพชัดเจนว่าสินค้าเราขายใคร , จุดเด่นเราคืออะไร , ต้องสื่อสารกับลูกค้าแบบไหน ทั้งหมดก็เพื่อให้การทำงานมีความเป็นระบบไปในทิศทางเดียวกันได้

สุกี้ ตี๋น้อย , ตู้เต่าบิน , แม่ประนอม ตัวอย่างของการใช้ Marketing Canvas โดยสุกี้ตี๋น้อย มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนคือการทำโครงสร้างราคา + ความคุ้มค่า ซึ่งเป็นการใช้ Marketing Canvas ที่ชัดเจนและสื่อไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ

ยกตัวอย่างคือโปรบุฟเฟต์เที่ยงวันในราคาเดียวที่คุ้มค่า ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาก แต่ก็ต้องให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการด้านวัตถุดิบที่ดีร่วมด้วย


แคมเปญนี้ของสุกี้ตี๋น้อยไม่ได้มองแค่คนชอบสุกี้แต่โฟกัสถึงพฤติกรรมลูกค้าจับกลุ่มคนรายได้ปานกลาง นักศึกษา คนวัยทำงาน หรือกลุ่มคนที่หิวแต่ไม่อยากกินข้าวแกงริมทางรวมถึงยังต้องการดึงดูดกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวให้ตัดสินใจมาใช้บริการง่ายขึ้นด้วย

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือแม่ประนอมที่เน้นการใช้ Marketing Canvas ด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationships) และสร้างช่องทางเพื่อเข้าหากลุ่มคนรุ่นใหม่

เราจึงเห็นแนวคิดการสื่อสารการใช้ภาษาที่ชูจุดเด่นความเป็นแบรนด์ในตำนานและยังร่วมมือกับร้านอาหารดัง , แบรนด์แฟชั่น เพื่อนำเสนอสินค้าให้ดูมีไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับตู้เต่าบินที่เน้น Data เป็นพิเศษ ปรับการตลาดแบบเดิมทิ้งชูความคุ้มค่าที่เป็นเครื่องชงสดคุณภาพดีในราคาที่ถูกกว่าคาเฟ่ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI และ Robotic แทนพนักงานทำให้ขยายสาขาได้เร็ว ใช้พื้นที่ขนาดเล็กเพียงไม่กี่ตารางเมตรตามคอนโด, ออฟฟิศ หรือสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นจุดที่ร้านกาแฟปกติเข้าไม่ถึง

สิ่งที่แบรนด์เหล่านี้นำมาใช้คือส่วนหนึ่งของ Marketing Canvas ที่การทำธุรกิจทุกประเภทควรต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน

ถ้าเทียบ Marketing Canvas กับกลยุทธ์การตลาดแบบอื่น เช่น Business Plan ที่มักเป็นเอกสารหลายหน้า แม้จะมีความละเอียดมาก

แต่ก็ไม่ยืดหยุ่นต่างจาก Marketing Canvas ที่เน้นความเร็ว ปรับใช้หน้างานจริงได้ดีกว่า หรือถ้าเทียบกับ Marketing Mix ที่มักเน้นไปที่ตัว สินค้าและข้อเสนอ เป็นหลักว่าเราจะขายอะไร ราคาเท่าไหร่ ขายที่ไหน และลดแลกแจกแถมยังไง แต่ Marketing Canvas มองกว้างกว่านั้นเพราะจะให้มองไปที่ Customer (ลูกค้า), Competitor (คู่แข่ง) และ Journey (เส้นทางลูกค้า) ก่อนที่จะมาคิดเรื่อง 4P

แต่ถึงแม้ Marketing Canvas จะเป็นกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจแต่ในความเป็นจริงก็สามารถเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบอื่นมาผสมผสานได้เช่น ใช้ Marketing Canvas เพื่อวางทิศทางของแบรนด์และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันของคนในองค์กร

แต่อาจใช้ Marketing Mix (4P) สำหรับการลงรายละเอียดในการคิดแคมเปญการตลาด หรือการใช้ Business Plan ที่แม้จะไม่ยีดหยุ่นแต่ก็เป็นโครงสร้างบริษัทในระยะยาวได้

อ้างอิง :

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy

 

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด