จากเด็กพาร์ทไทม์ อายุ 19 สร้างธุรกิจจาก Dropshipping รายได้เดือนละ 12 ล้านบาท
นิยามความสำเร็จของวัยรุ่นยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปจากวัยรุ่นในอดีตอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนจะมองเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลัก แต่ในยุคใหม่นี้วัยรุ่นต้องการความสำเร็จเช่นเดิม แต่เปลี่ยนมุมมองเน้นอิสรภาพทางการเงินควบคู่กับสุขภาพทางจิตใจไปพร้อมกัน ความทะเยอทะยานของวัยรุ่นในยุคนี้ไม่ได้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรใหญ่ แต่ต้องการมีชีวิตในแบบที่เลือกเองสะท้อนจากตัวเลขน่าสนใจคือ
- 84% ของ Gen Z ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ (Entrepreneur) หรือมีบริษัทของตัวเองในอนาคต
- 66% สนใจการหารายได้เสริมระหว่างทำงานประจำ
- 60% ยกให้ อิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
- 81% พร้อมที่จะสร้างความมั่งคั่งผ่านทุกช่องทาง ทั้งงานประจำ, งานจ้าง และการลงทุน
- 44% พร้อมลาออกจากงานทันทีหากรู้สึกว่างานนั้นไม่มี ความหมาย หรือขัดกับความเชื่อส่วนบุคคล
- 56% วางแผนที่จะอยู่ในบริษัทเดิมเพียง 1-2 ปีเท่านั้น หากไม่ตอบโจทย์เรื่องความยืดหยุ่นและคุณค่าในชีวิต
Content & Creator โมเดลสร้างรายได้ที่วัยรุ่นนิยมสูงสุด
วัยรุ่นยุคนี้มักเลือกธุรกิจที่ ต้นทุนต่ำ แต่ขยายตัวได้เร็ว ซึ่ง Content & Creator คือโมเดลที่วัยรุ่นส่วนใหญ่นิยม วิธีนี้ไม่ใช่แค่การเป็น Influencer แต่คือการสร้างรายได้ผ่าน TikTok Shop หรือ Affiliate Marketing ต่างๆ ยิ่งการมี AI เข้ามาเกี่ยวข้องวัยรุ่นยิ่งใช้โอกาสนี้ในการสร้างรายได้กันมากขึ้น เช่น รับออกแบบ Logo ด้วย AI, รับทำ Prompt Engineering ให้บริษัท, หรือการใช้ AI ช่วยเขียน Code เพื่อสร้างแอปพลิเคชันในรูปแบบต่างๆ
อย่างไรก็ดีแม้วิธีการจะดูน่าสนใจและสร้างรายได้ดีแต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ทำแล้วจะสำเร็จในทันที มีหลายปัญหาและปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอีกมากทั้งเรื่องความมุ่งมั่น + ตั้งใจจริง บางคนทำตามความรู้สึกแต่ไม่ได้รักและชอบในสิ่งที่ทำ หรือบางคนตั้งใจทำจริงแต่ขาดปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน บางทีก็มีปัญหาทำแล้วรายได้ไม่เป็นไปตามที่คิด ก็ท้อแท้และหมดกำลังใจหลายคนก็ล้มเลิกไป
แต่ถึงแม้จะมีอัตราการล้มเหลวแต่ความแตกต่างของวัยรุ่นยุคนี้กับยุคก่อนๆ คือคิดใหม่ ทำใหม่และมูฟออนรวดเร็ว ธุรกิจไหนที่ไปไม่รอดก็พร้อมจะเลิกและเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่ในทันทีก็เป็นข้อดีที่ทำให้เกิดภาพรวมความสำเร็จของชีวิตในระยะยาวได้
Sebastian Ghiorghiu จากเด็กพาร์ทไทม์ สร้างธุรกิจจาก Dropshipping

เพื่อให้มองเห็นภาพของวัยรุ่นที่เอาดีด้านทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ กรณีศึกษาของ Sebastian Ghiorghiu (เซบาสเตียน ยอร์-จู) ถือว่าน่าสนใจมาก ซึ่งพื้นฐานครอบครัวของ Sebastian ไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ในช่วงหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “จำความรู้สึกที่ไม่มีเงินซื้ออาหารได้ดี” ในช่วงวัยรุ่นเขาเคยทำงานพาร์ทไทม์หลายอย่างเพื่อช่วยครอบครัว เช่น พนักงานล้างรถ และพนักงานในร้าน Taco Bell
ซึ่งจุดเปลี่ยนคือแนวคิดที่ Sebastian ไม่อยากมีชีวิตที่ต้องกังวลเรื่องเงินเหมือนพ่อแม่ จึงเริ่มหมกมุ่นกับการหาวิธี หาเงินออนไลน์ ตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนจะสำเร็จ เขาเคยลองมาแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ขายของใน eBay, ทำช่อง YouTube เกี่ยวกับเกม จนไปถึงการเทรดหุ้น ตัวของ Sebastia เคยสะสมเงินได้ประมาณ 1,000 เหรียญจากการทำงานหนัก แต่กลับสูญเสียมันไปทั้งหมดในการลงทุนที่ผิดพลาดครั้งแรก ซึ่งเขามองว่าเป็น “บทเรียนราคาแพง” ที่คุ้มค่าที่สุด
ในวัย 19 ปี Sebastian ค้นพบโมเดลธุรกิจ Dropshipping ผ่านทาง YouTube และเริ่มศึกษาอย่างจริงจังรวมถึงการลองผิดลองถูกในช่วงแรก แน่นอนว่าเจอกับความล้มเหลวหลายครั้ง โดยร้านแรกในออนไลน์ที่เปิดแล้วล้มเหลวคือการขายอุปกรณ์ทำเล็บ (Nail Extensions) ที่ตัวเขาเองขาดความเข้าใจในการเลือกสินค้าจึงไม่สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือหลังจากขาดทุนและเงินเกือบหมด แต่ก็ไม่เลิกกลับใช้เวลาว่างทั้งหมดศึกษาจาก YouTuber คนอื่นที่แชร์เทคนิค Dropshipping จนเริ่มเข้าใจว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่มีสินค้า
แต่คือ “การหา Winning Product และการทำการตลาดที่แม่นยำ หลังจากนั้น Sebastian เริ่มขายสินค้าหลายอย่างเพื่อทดสอบตลาด และสินค้าบางตัวก็เริ่มมียอดขาย ก้าวต่อมาคือการทุ่มงบไปกับการยิงโฆษณา Facebook แบบเน้นการเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ร่วมกับการนำ Google Ads มาใช้ จนร้านที่ 2 ของเขาสามารถสร้างรายได้ถึง 35,000 เหรียญหรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นในชีวิตขณะนั้น
จากธุรกิจ Dropshipping ก้าวสู่ มหาเศรษฐีวัยรุ่น

ความสำเร็จจากธุรกิจ Dropshipping เป็นเพียงจุดเริ่มต้น Sebastian ได้เริ่มทำธุรกิจอื่นๆ มากขึ้นเช่นก่อตั้งเอเจนซี่โฆษณาเพื่อช่วยแบรนด์อื่นๆ ยิงโฆษณาและทำ Marketing ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่มี Margin สูงกว่าการขายของเอง หรือการทำ YouTube Channel เพื่อแชร์ความรู้เรื่องการหาเงินออนไลน์ การทำธุรกิจ และไลฟ์สไตล์การเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นหนึ่งใน Influencer สายธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุด
ข้อมูลล่าสุดในปี 2025-2026 ระบุว่าเขาสามารถสร้างรายได้รวมจากทุกช่องทางได้มหาศาล ยกตัวอย่างปลายปี 2025 มีคลิประบุว่าเขาสามารถสร้างธุรกิจที่มีรายได้สูงถึง 350,000 – 400,000 เหรียญต่อเดือนหรือประมาณ12-14 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นรายได้ที่มาจากหลายช่องทางทั้ง E-commerce & Dropshipping , YouTube Channel , Affiliate Marketing , Real Estate & Crypto เป็นต้น
Dropshipping ในปี 2026 ยังน่าสนใจแค่ไหน?
แน่นอนว่าในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้ Dropshipping ที่ Sebastian เคยใช้เป็นจุดเริ่มต้นจนประสบความสำเร็จหลายคนอาจสงสัยว่าธุรกิจนี้ยังเหมาะสมกับยุคนี้หรือไม่ คำตอบคือ “ยังน่าสนใจ” เพียงแต่รูปแบบอาจแตกต่างจากในอดีต ซึ่งตอนนี้หมดยุคของ การหยิบสินค้ามาลง -ยิงแอด – รอรับเงิน ผู้ที่ทำ Dropshipping ในยุคนี้ต้องปรับตัวจากพ่อค้าคนกลางสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์มากขึ้นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จที่น่าสนใจคือ
- การเลือก Niche Market เพราะการเปิดร้านขายทุกอย่างเหมือนในอดีตจะทำให้เรามีต้นทุนสูงแต่กลับกันถ้าเราโฟกัสสินค้าใดให้ชัดเจนจะสร้างการรับรู้และมุ่งเป้าหมายในการทำตลาดได้ดีกว่า
- คอนเทนต์ต้องเน้นคุณภาพ ในปี 2026 อัลกอริทึมของ TikTok และ Reels ให้ความสำคัญกับ Original Contentอย่างมาก สิ่งสำคัญคือการเลิกใช้ภาพจาก Supplier แต่ควรสั่งสินค้าตัวอย่างมาถ่ายเอง ทำคลิปรีวิว หรือใช้ AI ช่วยสร้างภาพไลฟ์สไตล์ที่ดูน่าสนใจ
- การใช้ AI เพื่อหาสินค้าที่ตลาดต้องการ เป็นการนำเครื่องมือมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการวิเคราะห์เทรนด์เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่เข้าถึงความต้องการได้มากขึ้น
Key Takeaway ที่ได้จาก Sebastian Ghiorghiu

แนวคิดและบทสรุปที่ได้จากความสำเร็จของ Sebastian Ghiorghiu มีหลายอย่างที่เราในฐานะคนอยากสร้างธุรกิจสามารถนำเอาไปใช้ได้เช่น
- กลยุทธ์ Test, Test, and Test some more หรืออย่ารักสินค้าตัวไหนนานเกินไป ถ้าเทสโฆษณาแล้วไม่ทำเงินภายใน 3-7 วัน ให้ตัดทิ้งแล้วหาตัวใหม่ทันที
- กลยุทธ์ Speed to Market ใครเร็วคนนั้นชนะ เพราะสินค้าตามกระแสมีอายุขัยถ้าไม่ใช่ให้รีบเปลี่ยน
- เมื่อธุรกิจเริ่มรันได้ เราต้องจ้างคนมาดูแลระบบแทนเพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปโฟกัสกลยุทธ์ใหม่ๆ
Sebastian มักพูดเสมอว่า ความจนคือแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งเขาใช้ความกลัวที่จะกลับไปลำบากเป็นเชื้อเพลิงในการทำงานหนักกว่าคนอื่นในช่วงเริ่มต้น รวมถึง Mindset ที่มองว่าเงินไม่ได้มาจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการสร้างระบบ ที่ทำงานแทนเราได้
ด้วยแนวคิดต่างๆ เหล่านี้คือกรณีศึกษาที่วัยรุ่นยุคนี้หรือคนที่สนในใจอยากสร้างธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทุกความสำเร็จไม่ได้เริ่มต้นกันง่ายๆ แต่ต้องผ่านความมุ่งมั่น+พยายาม และต้องมีแนวคิดในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพด้วย
อ้างอิง
- https://citly.me/CiRYw
- https://citly.me/bRzFy
- https://citly.me/mP6iS
- https://citly.me/Bax3Z
- https://citly.me/afNSQ
- https://citly.me/9mGqt
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




