BENLAI (เปิ่นไหล) แบรนด์แฟชั่นจีนบุกไทย ตั้งฐานอาเซียนขยายสู่เวทีโลก
ต้องยอมรับว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดแฟชั่นจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก จากเดิมที่แบรนด์จีนมักถูกมองว่าเป็นผู้ผลิตอยู่เบื้องหลัง (OEM / ODM) วันนี้หลายแบรนด์เริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาได้อย่างชัดเจน และสามารถแข่งขันกับแบรนด์ระดับสากลได้ทั้งในด้านดีไซน์ คุณภาพ และแนวคิดของแบรนด์
ปัจจุบันการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเริ่มขยายอิทธิพลไปสู่ตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยอาศัยปัจจัยความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชัน ไลฟ์สไตล์ และความคุ้มค่ามากกว่า แค่กระแสแฟชั่นในระยะสั้น
หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นจีนหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง นั่นคือ BENLAI (เปิ่นไหล) แบรนด์แฟชั่นสไตล์ Everyday Wear จากประเทศจีน ที่เข้ามาเปิดตลาดในไทยและเติมช่องว่างระหว่างเสื้อผ้าลำลอง เสื้อผ้าออกกำลังกาย และเสื้อผ้าสำหรับชีวิตประจำวัน ด้วยแนวคิดการออกแบบที่เน้นเทคโนโลยีเนื้อผ้า ความสบาย และความยั่งยืน
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นจีน BENLAI ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แนวความคิด กลยุทธ์ ไปจนถึงทิศทางในอนาคตของแบรนด์แฟชั่นจีนยุคใหม่ที่กำลังขยายตัวสู่เวทีโลก
ประวัติความเป็นมาของ BENLAI

ชื่อแบรนด์ “BENLAI (本来)” ในภาษาจีนมีความหมายว่า “โดยธรรมชาติ” หรือ “สิ่งที่ควรจะเป็นตั้งแต่แรก” สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการสร้างเสื้อผ้าที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ปรุงแต่งเกินความจำเป็น แต่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง
BENLAI ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 ที่ประเทศจีน โดยมีบริษัทแม่คือ Fashion Momentum Group (FMG) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจแฟชั่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าปลีกและการพัฒนาแบรนด์แฟชั่นสมัยใหม่
เหตุผลสำคัญในการก่อตั้ง BENLAI คือ การมองเห็นช่องว่างในตลาดระหว่างเสื้อผ้า Fast Fashion กับเสื้อผ้าออกกำลังกาย โดยแบรนด์ต้องการ “ปฏิรูปการแต่งกายในชีวิตประจำวัน” ด้วยการนำเทคโนโลยีสิ่งทอมาใช้กับเสื้อผ้าลำลองให้สามารถสวมใส่ได้หลากหลายกิจกรรม ตั้งแต่ทำงาน ออกกำลังกาย ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป
กลุ่มเป้าหมายหลักในช่วงเริ่มต้น คือ คนเมืองรุ่นใหม่ที่ต้องการเสื้อผ้าดีไซน์เรียบง่าย สวมใส่สบาย แต่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดวัน
แนวคิดและ DNA ของแบรนด์

DNA หลักของ BENLAI คือ แนวคิด Everyday / Technical Casual Wear ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเสื้อผ้าลำลองสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวันกับเทคโนโลยีการผลิตเนื้อผ้าสมัยใหม่ แบรนด์เชื่อว่าเสื้อผ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ “ความสวยงาม” หรือ “แฟชั่นตามฤดูกาล” แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สวมใส่ใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างคล่องตัวและสบายมากขึ้น
BENLAI ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ยึดหลัก
ความสบายผสมผสานกับการใช้งานจริง เป็นแกนหลักของทุกคอลเลกชัน โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ทำงาน ออกกำลังกายเบาๆ หรือทำกิจกรรมหลังเลิกงาน เสื้อผ้าจึงถูกออกแบบให้สามารถเคลื่อนไหวได้ดี ไม่อึดอัด ระบายอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนชุด
ในแง่ของการดีไซน์ BENLAI เลือกใช้สไตล์ Minimal เรียบง่าย แต่มีรายละเอียดเชิงฟังก์ชันซ่อนอยู่ เช่น การตัดเย็บที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว การออกแบบแพตเทิร์นที่เข้ากับสรีระ และการเลือกใช้โทนสีที่สามารถแมตช์กับเสื้อผ้าอื่นได้ง่าย ซึ่งเสื้อผ้าสไตล์นี้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ ที่ต้องการความเรียบง่าย ความเท่ และใช้งานได้จริงในหลายบริบท ตั้งแต่การทำงานไปจนถึงการพักผ่อน
อีกหนึ่งจุดยืนสำคัญของ BENLAI คือการ ไม่ยึดติดกับระบบ Fast Fashion แบรนด์ไม่ได้เน้นการออกคอลเลกชันใหม่ถี่ๆ เพื่อกระตุ้นการซื้อ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความทนทาน และอายุการใช้งานของสินค้าในระยะยาว เสื้อผ้าแต่ละชิ้นจึงถูกออกแบบให้สามารถสวมใส่ได้หลายฤดูกาล ไม่ล้าสมัยง่าย และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากกว่าการเป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว
สินค้าและจุดเด่นของ BENLAI

ในด้านสินค้า BENLAI นำเสนอเสื้อผ้าลำลองที่ครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น
- เสื้อยืดและเสื้อเชิ้ต ที่เน้นความเรียบง่าย แต่มีโครงสร้างและเนื้อผ้าที่ช่วยให้สวมใส่สบายและดูดีในทุกโอกาส
- กางเกงลำลองและกางเกงที่เหมาะกับการเคลื่อนไหว ซึ่งถูกออกแบบให้รองรับการนั่ง เดิน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว
- Outerwear สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งในสภาพอากาศเย็นและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงระหว่างวัน
จุดเด่นที่ทำให้สินค้าของ BENLAI แตกต่างจากเสื้อผ้าลำลองทั่วไป คือ การลงทุนด้านเทคโนโลยีเนื้อผ้า แบรนด์มีทีม R&D ที่ทำงานร่วมกับผู้ผลิตสิ่งทอเพื่อพัฒนาเนื้อผ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยคุณสมบัติหลักของเนื้อผ้า ได้แก่
- การระบายความร้อนได้ดี เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันและสภาพอากาศที่หลากหลาย
- ความสามารถในการ เก็บความอบอุ่น เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำ
- ความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความสบายและอิสระในการเคลื่อนไหว
- รองรับทั้งการออกกำลังกายเบาๆ และการใช้งานทั่วไปโดยไม่ดูเป็นเสื้อผ้ากีฬา
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เสื้อผ้าของ BENLAI จึงถูกนิยามว่าเป็น Hybrid Wear หรือเสื้อผ้าที่เชื่อมโยงระหว่าง Activewear และ Casual Wear เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผู้สวมใส่สามารถใส่เสื้อผ้าชิ้นเดียวกันได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยไม่ต้องเปลี่ยนลุคหรือกังวลเรื่องความไม่เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม
กลยุทธ์การตลาดและการวางตำแหน่งแบรนด์

BENLAI วางตำแหน่งตัวเองในตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นในฐานะแบรนด์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Premium) โดยไม่มุ่งแข่งขันด้านราคาที่ต่ำสุดแบบ Mass Market และไม่เน้นความหรูหราจนเกินที่จะเอื้อมคถึงแบบ Luxury แต่เลือกสร้างความสมดุลระหว่างคุณภาพ ฟังก์ชัน และราคาที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
กลยุทธ์นี้สะท้อนความเข้าใจเชิงลึกต่อพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มองหาเสื้อผ้าเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ต้องการสินค้าที่ให้คุณค่าในระยะยาว ทั้งด้านความสบาย อายุการใช้งาน และความคุ้มค่าต่อราคา BENLAI จึงสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่าราคาที่จ่ายไป คือ การลงทุนในคุณภาพและประสบการณ์การสวมใส่มากกว่าการซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นตามฤดูกาล
ในแง่ของการสื่อสารแบรนด์ BENLAI ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย เท่ และทันสมัย โดยหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่หวือหวาจนเกินจำเป็น แต่เน้นความชัดเจนของแนวคิดและคุณสมบัติของสินค้า
การนำเสนอภาพและคอนเทนต์ของแบรนด์ มักสะท้อนให้เห็นถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจินตนาการได้ว่าเสื้อผ้าของ BENLAI จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้อย่างไร
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ คือ การออกแบบหน้าร้านและประสบการณ์การเลือกซื้อ ร้านของ BENLAI ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศสะอาด โปร่ง โล่ง และเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าได้ง่ายและสบายตา การจัดวางสินค้าเน้นการแบ่งตามประเภทการใช้งานมากกว่าตามกระแสแฟชั่น เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจคุณค่าของสินค้าแต่ละชิ้นได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ BENLAI ยังให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของเนื้อผ้า ฟังก์ชัน หรือการดูแลรักษา ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดอุปสรรคในการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะกับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความคุ้มค่า
เมื่อพิจารณาในเชิงการแข่งขันในตลาด BENLAI ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในพื้นที่กึ่งกลางของตลาด
- Uniqlo มุ่งเน้นแนวคิด LifeWear ที่เป็นเสื้อผ้าพื้นฐานสำหรับทุกคน
- Zara และ Urban Revivo เน้นความเร็วของแฟชั่นและการเปลี่ยนคอลเลกชันอย่างต่อเนื่อง
- ในขณะที่ BENLAI เลือกยืนอยู่ระหว่างสองขั้วนี้ ด้วยการผสมผสานระหว่างฟังก์ชัน เทคโนโลยีเนื้อผ้า และดีไซน์เรียบง่ายที่ใช้งานได้จริง
กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ BENLAI สามารถสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างชัดเจน และลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถขยายฐานลูกค้าในระยะยาว และต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคง
การเติบโตในประเทศจีน

สาขาแรกของ BENLAI เปิดตัวที่เมืองกวางโจว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านแฟชั่นและการค้าปลีกที่สำคัญของประเทศจีน การเลือกกวางโจวเป็นจุดเริ่มต้นไม่เพียงช่วยให้แบรนด์เข้าถึงฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่ยังเอื้อต่อการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การทดลองวางขายสินค้า และการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคในการดำเนินชีวิตประจำวัน
หลังจากเปิดตัวไม่นาน BENLAI สามารถขยายสาขาไปยังมณฑลและเมืองหลักอื่นๆ ของจีนได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีทั้งหมด 21 สาขา โดยเน้นทำเลที่เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของคนเมือง เช่น ศูนย์การค้าและย่านชุมชนที่มีคนทำงานรุ่นใหม่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก กลยุทธ์การเลือกทำเลช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักได้โดยตรง และสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง
การตอบรับจากผู้บริโภคจีนถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงาน คนเมือง และคนรุ่นใหม่ ที่มองหาเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดเฉพาะโอกาสใดโอกาสหนึ่ง
เสื้อผ้าของ BENLAI จึงตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การเดินทาง การออกกำลังกายเบาๆ ไปจนถึงกิจกรรมหลังเลิกงาน ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความคล่องตัวและความสะดวกสบายมากขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BENLAI เติบโตอย่างรวดเร็ว คือการพัฒนาสินค้าตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยอิงจากข้อมูลจริงของผู้บริโภค (Consumer-driven Product Development) แบรนด์มีการนำฟีดแบ็กจากหน้าร้านมาปรับปรุงทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน และเนื้อผ้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าที่ออกใหม่สามารถตอบโจทย์ตลาดได้แม่นยำมากขึ้น
ในเชิงกลยุทธ์องค์กร BENLAI ยังมีบทบาทสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของ Fashion Momentum Group (FMG) ในฐานะแบรนด์ที่สะท้อนทิศทางอนาคตของแฟชั่นเชิงฟังก์ชัน (Functional Fashion) และความยั่งยืน แบรนด์ถูกวางให้เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักสำหรับการเติบโตระยะยาวของกลุ่ม FMG ทั้งในประเทศจีนและตลาดต่างประเทศ
การขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

หลังจากสร้างฐานที่มั่นคงในประเทศจีน BENLAI เริ่มมองเห็นโอกาสในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อยกระดับแบรนด์จากผู้เล่นระดับประเทศไปสู่ระดับสากล โดยเลือกประเทศไทยเปิดสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่โครงการ One Bangkok เมื่อช่วงปลายปี 2567 และเปิดสาขา 2 ที่เมกะบางนา โดยไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านกำลังซื้อและการเปิดรับแบรนด์แฟชั่นใหม่ๆ จากต่างประเทศ
ประเทศไทยยังทำหน้าที่เป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การค้าปลีก และวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ การเปิดสาขาในไทยจึงไม่เพียงมุ่งหวังยอดขายในประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์ในระดับภูมิภาค และใช้เป็นต้นแบบในการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในอนาคต
กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดอาเซียนของ BENLAI คือการปรับสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น โดยเน้นเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว และสวมใส่สบาย ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านดีไซน์แบบเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์
ในด้านราคา BENLAI ยังคงยึดแนวทาง “คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้” เพื่อให้สามารถแข่งขันกับแบรนด์แฟชั่นระดับสากลที่มีอยู่ในตลาดอาเซียนได้ โดยไม่ลดทอนคุณภาพหรือแนวคิดของแบรนด์
แม้ว่าการขยายสู่ตลาดต่างประเทศจะมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งด้านการแข่งขัน การสร้างการรับรู้แบรนด์ และความแตกต่างทางวัฒนธรรมผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ของ แบรนด์แฟชั่นจีนยุคใหม่ ที่ไม่ได้เน้นเพียงความเร็วหรือราคา แต่เน้นนวัตกรรม ความยั่งยืน และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
BENLAI กับทิศทางในอนาคต

แนวโน้มของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลกในปัจจุบันและอนาคต กำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ฟังก์ชันการใช้งาน และเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้บริโภคมากกว่าการตามกระแสแฟชั่นระยะสั้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญาและกลยุทธ์ของ BENLAI อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์
BENLAI ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง โดยมองว่านวัตกรรมเนื้อผ้าและกระบวนการผลิต คือ หัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว แบรนด์มีการพัฒนาแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การออกแบบ ไปจนถึงกระบวนการผลิตและซัพพลายเชน
ในด้านสิ่งแวดล้อม BENLAI ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น การนำพลาสติกรีไซเคิลมาพัฒนาเป็นเส้นใยสิ่งทอ รวมถึงการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์และบริษัทผลิตผ้าในการวิจัยเนื้อผ้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้ทรัพยากร การเพิ่มอายุการใช้งานของสินค้า หรือการออกแบบเสื้อผ้าให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น
ในอนาคต BENLAI มีโอกาสต่อยอดจากแบรนด์เสื้อผ้าลำลองไปสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ ที่ครอบคลุมการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยยังคงยึดแกนหลักด้านฟังก์ชัน ความสบาย และความยั่งยืน การขยายตลาดไปยังต่างประเทศจะช่วยให้แบรนด์ได้เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทที่หลากหลาย และนำมาพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
ด้วยทิศทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเทรนด์โลก BENLAI จึงน่าจะมีศักยภาพในการเติบโตเป็นแบรนด์แฟชั่นที่มีบทบาทสำคัญในระดับสากลในระยะยาว
บทสรุป
BENLAI คือ ภาพสะท้อนของแบรนด์แฟชั่นจีนยุคใหม่ ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความเร็วแบบ Fast Fashion แต่ขับเคลื่อนด้วย คุณภาพ ฟังก์ชัน และความยั่งยืน โดยมีผู้บริโภคและการใช้งานจริงเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ
จุดแข็งของ BENLAI อยู่ที่การผสานเทคโนโลยีเนื้อผ้า การออกแบบที่เรียบง่าย และการวางตำแหน่งแบรนด์ที่ชัดเจน ทำให้สามารถสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งในประเทศจีนและตลาดต่างประเทศ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก BENLAI จึงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ควรจับตา ไม่เพียงในฐานะแบรนด์คลื่นลูกใหม่จากจีน แต่ในฐานะผู้เล่นที่สะท้อนให้เห็นภาพในอนาคตของแฟชั่น ที่ให้ความสำคัญกับการสวมใส่เสื้อผ้าในชีวิตประจำวัน คุณค่าที่ได้รับในระยะยาว และกระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
แหล่งข้อมูล
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
- อยากสร้างแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Ive14C
- อยากทำเป็นแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3IrrH0k
- รู้เรื่องกฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Iu5WNu
- รวมความรู้แฟรนไชส์ > https://bit.ly/3Pe0m5s
อ้างอิงจาก คลิกที่นี่
สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น
ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี
ลักษณะงาน
- เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
- ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
- มอบหมายงานและติดตามงาน
- อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ
1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้
- ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
- การปฏิบัติงาน
- เป้าหมายในอนาคต
2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ
- การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
- การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
- การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
- การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)
3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)
- การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
- สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
- กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
- มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม
4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ
- แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
- แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์
5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์
- รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
- ปรับปรุงแก้ไข
- พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง
การปฎิบัติงาน
- สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
- ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา
เงื่อนไขอื่นๆ
- การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์
อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy




