ปูกระเบื้องยางทับพื้นเดิมได้ไหม มีพื้นอะไรที่ควรเลี่ยง
เทรนด์การรีโนเวทบ้านด้วยตัวเองกำลังมาแรง และวัสดุยอดฮิตคงหนีไม่พ้น “กระเบื้องยาง” เพราะติดตั้งง่าย ลวดลายสวยงามเหมือนไม้จริง และราคาจับต้องได้ แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “พื้นเดิมของเราปูทับได้เลยไหม?” เพราะการเตรียมพื้นผิวที่ดีคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้พื้นใหม่เรียบเนียน ไม่หลุดร่อน นอกจากนี้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการเลือกตัวจบงานกระเบื้องยางที่ได้มาตรฐานมาปิดรอยต่อ ก็เป็นสิ่งที่ต้องวางแผนตั้งแต่เริ่ม เพื่อให้งานออกมาสวยเนี๊ยบและใช้งานได้ยาวนาน วันนี้เราสรุปมาให้แล้วว่าพื้นแบบไหนปูทับได้ พื้นแบบไหนเสี่ยงบวมร่อน
เข้าใจประเภทของกระเบื้องยางก่อนเริ่มติดตั้ง
กระเบื้องยางแบบทากาว (Dryback) และแบบมีกาวในตัว (Peel and Stick)
มีความหนา 2-3 มม. และมีความยืดหยุ่นสูง ดังนั้นพื้นผิวเดิมที่จะปูทับจำเป็นต้อง “เรียบเนียนสนิท” หากพื้นเดิมเป็นคลื่นหรือมีร่องยาแนวที่ลึก กระเบื้องยางแบบนี้จะยุบตัวลงไปตามรอยเหล่านั้น ทำให้เมื่อปูเสร็จจะเห็นเป็นรอยไม่สวยงาม
กระเบื้องยางแบบคลิ๊กล็อก (Click-Lock)
มีความหนาตั้งแต่ 4 มม. ขึ้นไป แผ่นจะแข็งและตรง ไม่ยืดหยุ่น การติดตั้งใช้ลิ้นล็อกเข้าหากัน ข้อดีคือช่วยพรางความไม่เรียบเล็กน้อยของพื้นเดิมได้ดีกว่าแบบทากาว แต่พื้นเดิมก็ยังต้องได้ระดับ ไม่เป็นแอ่งกระทะ เพื่อป้องกันลิ้นกระเบื้องแตกหักเวลาเดิน
เช็กลิสต์ “พื้นเดิม” แบบไหนที่สามารถปูกระเบื้องยางทับได้เลย

พื้นส่วนใหญ่ในบ้านเราสามารถติดตั้งกระเบื้องยางทับได้ หากเตรียมพื้นผิวอย่างถูกวิธี ดังนี้
พื้นกระเบื้องเซรามิกเดิม
กระเบื้องพื้นกระเบื้องเซรามิกเดิมมักจะมีระดับเท่ากันอยู่แล้ว สามารถปูกระเบื้องยางทับได้เลยโดยไม่ต้องรื้อถอน ช่วยประหยัดเวลาและค่าแรงได้มาก แต่ข้อควรระวังสำหรับกระเบื้องยางแบบทากาว (แผ่นบาง) คือควรยาแนวปิดร่องกระเบื้องเดิมให้เต็มเสมอแผ่นกระเบื้องก่อน เพื่อป้องกันการเกิดรอยยุบตัวในอนาคต
พื้นปูนขัดมัน
พื้นปูนขัดมันที่มีความเรียบเนียน ได้ระดับ เป็นอีกหนึ่งพื้นผิวที่ตอบโจทย์มาก สามารถติดตั้งได้ทั้งระบบทากาวและคลิ๊กล็อก โดยแทบไม่ต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่นและคราบไขมันเพื่อให้กาวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
พื้นกระเบื้องยางเดิม
หากพื้นเดิมเป็นกระเบื้องยางที่ยังยึดเกาะแน่น ไม่หลุดร่อน คุณสามารถปูทับลงไปได้เลย เพราะวัสดุมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ผิวสัมผัสเรียบเนียนเข้ากันได้ดี ถือเป็นการเพิ่มเลเยอร์ความแข็งแรงไปในตัว
พื้นต้องห้าม! แบบไหนที่ไม่ควรปูกระเบื้องยางทับ

ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะเหมาะกับการปูทับ เพราะอาจเจอปัญหาพื้นบวม ร่อน หรือปลวกกินในภายหลังได้
พื้นไม้ลามิเนตและปาร์เก้
ไม่ควรปูกระเบื้องยางทับพื้นไม้ลามิเนตและปาร์เก้ โดยเฉพาะกระเบื้องยางแบบทากาว เพราะพื้นไม้เดิมมีความอ่อนไหวต่อความชื้นสูง การทากาวลงไปจะทำให้เกิดความชื้นสะสม ส่งผลให้พื้นไม้เดิมบวมขึ้นรา หรือกลายเป็นอาหารชั้นดีของปลวก สุดท้ายจะพังเสียหายทั้งพื้นเก่าและพื้นใหม่
พื้นพรม
ลักษณะทางกายภาพของพรมมีความนุ่มยวบยาบ ไม่มีความมั่นคง หากปูกระเบื้องยางทับจะทำให้แผ่นกระเบื้องไม่สามารถยึดเกาะได้ หรือในกรณีคลิ๊กล็อก ลิ้นล็อกจะหลุดง่ายเมื่อเดินย่ำ และยังเสี่ยงต่อเรื่องกลิ่นอับชื้นสะสมใต้พื้นด้วย ต้องรื้อพรมออกและขัดกาวเก่าออกให้หมดก่อนเสมอ
พื้นปูนขรุขระหรือไม่สม่ำเสมอ
พื้นปูนที่ไม่ได้ขัดมัน มีเม็ดทราย ผิวขรุขระ หรือแตกร้าว ไม่สามารถปูทับได้ทันที เพราะกาวจะไม่ยึดเกาะ และแผ่นกระเบื้องจะเสียหายง่าย จำเป็นต้องทำการปรับระดับพื้น (Self-Leveling) หรือขัดพื้นให้เรียบเสมอกันก่อนติดตั้ง
เคล็ดลับงานพื้นสวยสมบูรณ์แบบ อยู่ที่การเก็บรายละเอียด “ขอบและมุม”
เมื่อปูพื้นเสร็จแล้ว สิ่งที่จะตัดสินว่างานนั้นเรียบร้อยหรือไม่ คือการจัดการกับรอยต่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขอบชนผนัง รอยต่อระหว่างห้อง หรือจุดต่างระดับ การปล่อยขอบกระเบื้องยางลอยไว้เฉย ๆ เสี่ยงต่อการเดินสะดุดและแผ่นกระเบื้องบิ่นเสียหายได้ง่าย
ดังนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์จบงานคุณภาพสูงจึงสำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่น คิ้วสำหรับกระเบื้องยางจากแบรนด์ Alusite ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์งานพื้นยุคใหม่อย่างครบวงจร รองรับความหนาของกระเบื้องยางมาตรฐานทั่วไปได้อย่างพอดี
จุดเด่นอยู่ที่วัสดุผลิตจากอลูมิเนียมเกรด 6063 T5 ตามมาตรฐานสากล (European Norm & ASTM) มั่นใจได้เรื่องความแข็งแรง ไม่เป็นสนิม แถมยังใส่ใจรายละเอียดด้วยการติดฟิล์มกันรอยมาให้ เพื่อช่วยให้ช่างใช้ขึงแนวติดตั้งได้แม่นยำและป้องกันรอยขีดข่วนระหว่างทำงาน ช่วยให้พื้นบ้านของคุณดูสวยต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ ปลอดภัยจากการเดินสะดุด และดูแลรักษาได้ง่ายขึ้นในระยะยาว
สรุปบทความ
การปูกระเบื้องยางทับพื้นเดิมสามารถทำได้และช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ต้องตรวจสอบสภาพพื้นผิวให้ดีเสียก่อน หากเป็นพื้นกระเบื้องเซรามิกหรือปูนขัดมัน สามารถลุยได้เลย แต่ถ้าเป็นพื้นไม้หรือพรม แนะนำให้รื้อถอนก่อนเพื่อความชัวร์ และที่สำคัญอย่าลืมใส่ใจเรื่องการจบงานด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ เพื่อให้บ้านสวยสมบูรณ์แบบในระยะยาว


