10 เรื่องจริงที่คุณไม่เคยรู้! ยาหม่องตราถ้วยทอง

“ยาหม่อง” เป็นหนึ่งในสินค้าที่เชื่อว่าเราเกิดมาทุกคนต้องเคยเห็น และคนทั้งประเทศจะต้องเคยใช้ยาหม่องกันมาแทบจะทุกคน มองดูว่านี่คือสินค้าแบบบ้านๆ ที่ไม่น่าจะสร้างรายได้อะไรมากมาย

แต่ในความเป็นจริงผู้ผลิต “ยาหม่อง” แบรนด์ดังอย่าง “ถ้วยทอง” มีหลายแง่มุมที่เราควรศึกษา ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาว จากอดีตถึงปัจจุบัน คือบทเรียนที่สอนนักธุรกิจรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

และนี่แง่มุมที่ www.ThaiSMEsCenter.com อยากนำเสนอให้ทุกคนได้รับทราบเป็น10 เรื่องจริงเกี่ยวกับยาหม่องตราถ้วยทองที่คุณไม่เคยรู้

1.จุดกำเนิดเริ่มต้นเมื่อ 75 ปีก่อน

31

เราอาจคุ้นเคยกับ “ยาหม่องตราถ้วยทอง” แต่ที่จริงแบรนด์นี้ไม่ใช่เจ้าแรกที่เกิดขึ้น สืบประวัติกันจริงๆพบว่า แบรนด์แรกคือ “ยาหม่องตราเสือ” ที่มาจากพม่า ตามมาด้วย ยาบริบูรณ์ ของบริษัท บริบูรณ์ โอสภ ที่นับเป็นยาหม่องของไทยแบรนด์แรก

ถึงจะมาเป็น “ยาหม่องตราถ้วยทอง” ที่เริ่มมาจากปี 2487 จากจุดเริ่มธุรกิจที่เป็นร้านขายของชำ ลี้เปงเฮง ได้คิดค้นและผลิตยาหม่องสูตรตัวเองและจดทะเบียนการค้าอย่างเป็นทางการ

2.ทำให้เกิดคำว่า “ยาหม่อง” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

38

ในอดีตประเทศพม่าถูกปกครองโดยประเทศอังกฤษ และประเทศไทยก็ได้ใช้ยาที่มาจากพม่า ซึ่งยาที่มาจากพม่าเรียกว่า ยามาจากหม่อง โดยไม่ได้มีคำจำกัดความเฉพาะว่าเป็นยาขี้ผึ้งทาถูนวด แม้แต่แบรนด์แรกของยาประเภทนี้คือ “ไทเกอร์บาล์ม” ก็ไม่ได้เรียกว่ายาหม่องตราเสือในขณะนั้น มาถึงยาบริบูรณ์ของบริษัท บริบูรณ์โอสถ ก็ยังใช้คำว่าบาล์ม ไม่ได้ใช้คำว่ายาหม่อง

ถึงในปี 2495 ที่บริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด ได้ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติม เป็นรูปกล่องยาหม่องที่มีคำว่ายาหม่องตราถ้วยทอง นับเป็นหลักฐานการใช้คำว่า “ยาหม่อง” ในความหมายของยาขี้ผึ้งสารพัดประโยชน์เป็นครั้งแรกที่สามารถสืบค้นได้เป็นลายลักษณ์อักษร และในปี 2525 จึงได้เริ่มบัญญัติคำว่า “ยาหม่อง” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

3.ส่วนแบ่งการตลาดมาเป็นอันดับหนึ่ง

33

แม้จะเป็นยาหม่องแบรนด์ที่ 3 แต่ยาหม่องตราถ้วยทองก็มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่า 60% ตัวเลขรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 200 ล้านบาท

ในแต่ละปีและมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าปีละ 30 ล้านบาท อันเนื่องมาจากกลยุทธ์การตลาดที่ลงมือทำเต็มที่และมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้สมกับยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง

4.ลูกค้ากลุ่มแรกสุดคือคนดูหนังกลางแปลง

37

ในยุคแรก กลยุทธ์การตลาดของยาหม่องตราถ้วยทองนั้น จะเน้นไปที่กลุ่มคนที่มาดูหนังกลางแปลงเนื่องจากสมัยก่อน คนส่วนใหญ่เวลามานั่งดูหนังกลางแปลงจะนั่งตามพื้นหญ้า พื้นดิน ทำให้มีแมลงหรือสัตว์มีพิษ กัดต่อย

รวมไปถึงปวดเมื่อยเวลานั่งนานๆ บริษัทจึงได้ใช้โอกาสนี้สร้างวลีในตำนาน อย่าง “วิงเวียนศีรษะ ทาถู ทาถู เคล็ด ขัดยอก ทาถู ทาถู แมลงสัตว์กัดต่อย ทาถู ทาถู ยาหม่องตราถ้วยทอง มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว”

5.รักษา Brand Identity ได้อย่างดี

40

ทุกคนรู้จัก ยาหม่องตราถ้วยทอง ผ่าน โลโก้ถ้วยสีทองซึ่งเป็นโลโก้ที่ใช้มาตั้งแต่กำเนิดยาหม่องตราถ้วยทองนับตั้งแต่ปี 2493 มี เนื่องจาก มองว่าโลโก้ถ้วยทองเดิมเป็นเหมือนอนุสาวรีย์ของแบรนด์

ที่อยู่ในความจดจำจากรุ่นสู่รุ่น และการรีแบรนด์หรือเปลี่ยนโลโก้ถ้วยทองใหม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินโฆษณาค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่จำเป็น

6.คำว่า “ทาถู ทาถู” จะปรากฏในสินค้าทุกประเภทของบริษัท

39

การพัฒนาสินค้าใหม่ยังคงมีคำว่ายาหม่องเข้ามาร่วมด้วย เช่น ยาหม่องเด็กตราคิดดี้ บาล์ม ,ยาหม่องน้ำแบบสเปรย์ ,ยาหม่องน้ำแบบลูกกลิ้ง เป็นต้น

และสิ่งที่ไม่ลืมคือการใช้คำว่า “ทาถู ทาถู” ให้ปรากฏอยู่ในการโฆษณาของสินค้าทุกประเภทของบริษัทเพื่อตอกย้ำคำว่า “ยาหม่องตราถ้วยทอง มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว ทาถูทาถู”ให้เป็นสโลแกนหลักที่ทุกคนจำได้ขึ้นใจ

7.บริหารงานด้วยทายาทรุ่นที่ 3

34

ปัจจุบันยาหม่องตราถ้วยทองของบริษัทถ้วยทองโอสถจำกัดบริหารงานด้วยรุ่นที่ 3 นำโดยคุณเมธัส ลีลารัศมี ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบสินค้าให้เข้ากับยุคสมัย ด้วยการปรับแพคเกจให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงรักษาองค์ประกอบสำคัญของตัวยาที่ไวต่อความร้อน

สินค้าใหม่ของยาหม่องตราถ้วยทองเช่น ยาหม่องแบบสเปรย์ , ยาหม่องแบบลูกกลิ้ง นอกจากนี้ยังมีการบริหารต้นทุนด้วยการสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อตใหญ่เพื่ออำนาจในการต่อรองและทำให้ราคาจำหน่ายไม่สูงเกินไป

8.ขยายตลาดไปต่างแดนกว่า 10 ประเทศ

35

การส่งออกไปต่างประเทศเป็นการขยายตลาดที่ทำให้ยาหม่องตราถ้วยทองเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้เพราะตลาดไทยเริ่มอิ่มตัวปัจจุบันยาหม่องถ้วยทองส่งออกไปต่างประเทศผ่านตัวแทนจำหน่าย 10 ประเทศทั่วโลก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เยเมน สหรัฐเช็ก ลาว เขมร ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ

9.รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากในประเทศกว่า 85%

36

ส่วนใหญ่คนที่ซื้อยาหม่องถ้วยทองมาใช้เป็นยาสารพัดประโยชน์จะเป็นคนรุ่นเก่าที่เคยใช้กันมาอย่างยาวนาน สำหรับการดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ทางบริษัทได้ใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงคนรุ่นใหม่

เพื่อสร้าง Awareness ให้คนรุ่นใหม่ได้สนใจ โดยสินค้าที่สร้างรายได้กว่า 85 % คือสินค้าประเภทยาหม่องบาล์ม ตามมาด้วยยาเม็ดและยาน้ำ 10% อีก 5% เป็นสินค้าในกลุ่มยาหม่องน้ำทั้งหลาย

10.งบการตลาดจัดเต็มปีละ 60-70 ล้านบาท

41

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมยาหม่องตราถ้วยทองถึงเป็นแบรนด์ขายดีแบบไม่มีทีท่าว่าจะตกเป็นสองรองใครในธุรกิจด้านนี้นั่นพราะ วิธีการทำตลาดที่เน้นตามกระแสโลกยุคใหม่ และให้ความสำคัญกับการโฆษณาในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่องโดยพบว่างบด้านการตลาดของบริษัทถ้วยทองโอสถนั้นตั้งไว้สูงปีละ 60-70 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้สินค้าอยู่ในความรู้สึกของคนไทยตลอดไป

เรื่องราวอันน่าสนใจของสินค้าที่ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรอย่าง “ยาหม่อง” แต่กลายเป็นว่าสินค้าที่ดูบ้านๆ นี้กลับยึดพื้นที่ผู้นำทางการตลาดได้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

เป็นบทเรียนให้สินค้ายุคใหม่ได้ศึกษาว่าการทำตลาดที่แท้จริงต้องทำอย่างไร และการจะเป็นธุรกิจที่เติบโตมั่นคงได้ไม่ใช่แค่จะมีกำลังเงินอย่างเดียว ไอเดียในการบริหารจัดการก็สำคัญไม่แพ้กัน


ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

01

สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจเรามีรวบรวมบทความมากมาย ติดตามได้ที่ goo.gl/Io5k2S

ขอบคุณรูปภาพจาก www.facebook.com/goldencuppharma

[Total: 1    Average: 3/5]
10 เรื่องจริงที่คุณไม่เคยรู้! ยาหม่องตราถ้วยทอง written by peak-goe average rating 3/5 - 1 user ratings

peak-goe

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด

Main Sponsors

Happy Sponsors